Nike x Liverpool : ในวันที่ความเปลี่ยนแปลงเดินทางมาถึง…(อีกครั้ง)

ไนกี้-ลิเวอร์พูล
7 January 2020
1,659 VIEWS

ถือว่าปิดดีลกันเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้ผลิตชุดแข่งรายใหม่ของทีม ลิเวอร์พูล ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แถมยังเป็น “ขาใหญ่” ของวงการอย่าง ไนกี แบรนด์ดังจากฝั่ง “เวสต์โคสต์” ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเข้ามาแทนที่แบรนด์ดังร่วมชาติจากบอสตัน อย่าง นิวบาลานซ์ ที่จะหมดสัญญาลง และดีลดังกล่าวสยังทำให้พวกเขาจะได้รับเงินมหาศาลจำนวน 80 ล้านปอนด์ หรือราว 3,160 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก และเป็น อันดับที่ 3 ของสโมสรในโลกหน้าใบนี้ด้วย

ก่อนสัญญาฉบับนี้จะลุล่วง เรื่องนี้ถูกลากยาวมาตั้งแต่ราวไตรมาตรที่ 3 ของปีที่แล้ว และเป็นเรื่องราวการฟ้องร้องกันใหญ่โต จากผู้ถือสิทธิ์รายเดิมอย่าง นิวบาลานซ์ ที่พวกเขามั่นใจว่าจะต่อสัญญาในการทำชุดแข่งให้ทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกต่อไปได้ เนื่องจากถือเงื่อนไขสำคัญในมือ อย่าง การระบุสิทธิ์ รีสตรีกด์ (restricted) ซึ่งรายละเอียดคือพวกเขามีโอกาสที่จะให้ข้อเสนอเท่ากับที่คู่แข่ง เพื่อให้ลิเวอร์พูลขยายสัญญากับพวกเขาออกไป 

ไม่มีการยืนยันที่แน่นอน แต่ นิวบาลานซ์ อ้างในการฟ้องร้องต่อ ลิเวอร์พูล เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า “หงส์แดง” แอบไปเจรจากับ ไนกี โดยรายละเอียดในตอนนั้น ที่ไนกี เสนอให้ ลิเวอร์พูล อยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมกับรายได้ 20% จากกำไรของยอดขาย พร้อมกับคำมั่นสัญญาจาก แบรนด์ตราสวูชว่า พวกเขายินดีที่จะวางสินค้าของหงส์แดงไว้ในช็อปพวกเขา 6,000 สาขาทั่วโลก 

เมื่อนิวบาลานซ์ ทราบเรื่อง พวกเขาก็ใช่สิทธิ์ รีสตรีกด์ ทันทีเพื่อให้ลิเวอร์พูลขยายสัญญากับพวกเขาออกไป แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะลิเวอร์พูลเลือกจะปฏิเสธข้อเสนอของแบรนด์จากบอสตัน โดยมองว่า ไนกี เป็นแบรนด์สินค้ากีฬาที่ทรงอิทธิพลในระดับโลกมากกว่าที่ นอกจากเรื่องภาพลักษณ์ และ อิทธิพลในตลาดแล้ว ไนกี ยังมีนักกีฬาและ เซเล็บฯ ระดับ “แม่เหล็ก” อยู่ในมืออีกมากมาย อาทิ เลอบรอน เจมส์, เอเลียด คิปโชเก, เซเรนา วิลเลียมส์, ราฟาเอล นาดาล หรือ เดรก โดยหนึ่งในข้อตกลงที่ไนกีเสนอให้ลิเวอร์พูล คือการที่ชุดแข่งของทีม “หงส์แดง” จะได้รับการโปรโมท จากคน “ระดับนั้น” ด้วย

ขณะที่ทางไนกีเอง พวกเขาสูญเสียความเป็น “จ้าว” ในเวทีฟุตบอลอังกฤษ ไปตั้งแต่ที่พวกเขาเสียสิทธิ์ในชุดแข่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปให้ อาดิดาส กับ พูม่า และสโมสรใหญ่ที่สุดในอังกฤษที่พวกเขาถือสิทธิ์อยู่คือทีมอย่าง เชลซี ซึ่งศักดิ์ศรีดูเป็นรองกว่าอย่างเห็นได้ชัย ดังนั้น การได้ผลิตชุดแข่งให้ทีม “หงส์แดง” จึงเหมือนการทวงบัลลังก์ในศึกต่อสู่ระหว่างแบรนด์ดังในอังกฤษกลับมาได้สำเร็จนั่นเอง

เมื่อ นิวบาลานซ์ เห็นความเป็นไปได้ในการที่ ลิเวอร์พูล จะเลือก ไนกี มากกว่าพวกเขา การฟ้องร้องจึงเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมและผลจบลงด้วยชัยชนะของ “หงส์แดง” โดยศาลสูงที่ตัดสินคดีนี้ให้เหตุผลว่า ยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ มีอำนาจเต็มในการเลือกผู้ผลิตชุดแข่งของตัวเอง และนั่นเหมือนเป็นสัญญาณการเจรจาแบบเต็มรูปแบบระหว่าง ไนกี กับ ลิเวอร์พูล ด้วย

ผลของการเจรจาที่ยืดยาวกว่า 3 เดือนก็ออกมาให้เราเห็นในวันนี้แบบที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งมันเป็นมูลค่ามหาศาลสำหรับลิเวอร์พูล และดูเหมือน ไนกี จะพอใจกับดีลที่เกิดขึ้นเช่นกัน เรียกได้ว่า “วิน วิน” ทั้งสองฝ่าย

แต่ที่พูดนั่นคือในแง่ผลประโยชน์ เพราะในแง่การดีไซน์ แฟนบอลหลายคนมองว่า ดีไซน์ชุดแข่งของ ไนกี ค่อนข้าง “แมส” และพวกเขากลัวว่า ชุดของของ “หงส์แดง” ที่พวกเขารักจะกลายเป็นหนึ่งในงาน “แมส” เหล่านั้น ต่างจาก นิวบาลานซ์ ที่ทำผลงานออกมาได้ค่อนข้างดีตลอดเวลาที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้

อย่างไรก็ตาม เราคงยังบอกอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องของดีไซน์ไม่ได้ แต่ทุกอย่างจะเด่นชัดขึ้นแน่นอนหลังจากนี้ แล้วมาดูกันหลังวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ ไนกี เข้ามาถือสิทธิ์แทน นิวบาลานซ์ ว่าพวกเขาจะ “ปล่อยของ” ได้ถูกใจแฟนบอลหรือไม่!