กลยุทธ์ใหม่พิชิตชัยนอกสนามของ ‘หงส์แดง’ | by SPORTDesk. Team

25 June 2020
1,543 VIEWS

หลังจากที่ในฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล เป็นทีมเจ้าบุญทุ่มควักเงินจ่ายค่าตัวนักเตะรวม 160,750,000 ปอนด์ หรือร่วม 6,187 ล้านบาท และกับนักเตะอย่าง นาบี เกอิตา, ฟาบินโญ, เซอร์ดาน ชากิรี และ อลิสซง เบคเกอร์ และทำให้ทีมประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในฤดูกาลดังกล่าวมาแล้ว มาฤดูกาลนี้ “หงส์แดง” ก็กำลังจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ด้วยงบประมาณการซื้อนักเตะที่ถูกลงอย่างน่าใจหาย

การได้ เซปป์ ฟาน เดอ เบิร์ก จาก พีอีซี ซโวลล์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ จาก ฟูแลม, เอเดรียน จาก เวตส์แฮม ยูไนเต็ด, แอนดี โลเนอร์แกน จาก มิดเดิลสโบรห์ และ ทาคุมิ มินามิโนะ ในช่วงเดือนมกราคมจาก เรด บูลล์ ซัลซบวร์ก จำนวนทั้งหมด 5 คน ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล กลับเสียเงินค่าตัวนักเตะรวมแล้วเพียง8.55 ล้านปอนด์ หรือราว 329 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าฤดูกาลที่แล้วรวมกันเกือบ 20 เท่าตัวเลยทีเดียว

อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้อาจจะไม่น่าแปลกใจมากมายนัก เพราะ เจอร์เกน คล็อปป์ เปรย ๆ ไว้ตั้งแต่ปลายฤดูกาล 2018/19 แล้วว่า พวกเขาไม่สามารถใช้เงินเท่านี้ทุกฤดูกาล และในฤดูกาลใหม่ (2019/20) พวกเขาจะต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะใช้เงินรวมในหน้าหนาวแล้วเพียงแค่ไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยอย่างน่าใจหายจนในตอนแรกหลายคนก็ตั้งคำถามว่าทีมชุดนี้จะดีพอไหมในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ทั้งหมดก็ถูกพิสูจน์มาแล้วจนกระทั้งช่วงท้ายฤดูกาลแบบนี้

กระทั้งล่าสุด ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ ได้เปิดเผยตัวเลขค่าเช็นสัญญาที่พวกเขาจ่ายให้กับบรรดาเอเยนต์ ความลับที่ว่าทำไมค่าใช้จ่ายของลิเวอร์พูลถึงน้อยมาก ๆ ในฤดูกาลนี้ก็ถูกเปิดเผย เมื่อตัวเลขที่ “หงส์แดง” จ่ายค่าธรรมเนียมให้เอเยนต์ กลับสูงที่สุดในบรรดาสโมสรต่าง ๆ ของพรีเมียร์ลีก ถึง 30.3 ล้านปอนด์ หรือราว 1,166 ล้านบาท ตลอด 1 ปีปฏิทินที่ผ่านมา 

ผลการสำรวจดังกล่าว เอฟเอ บันทึกตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2019 ถึง 31 มกราคม 2020 นั่นหมายความว่า เป็นการบันทึกหลังจากจบตลาดนักเตะในฤดูหนาวในฤดูกาลก่อน จนหมดตลาดหน้าหนาวในฤดูกาลใหม่ ซึ่งเท่ากับว่าระยะการบันทึกจะครอบคลุมเวลาของตลาด 2 หน คือ ตลาดซัมเมอร์ 2019 และ ตลาดฤดูหนาว 2020 และตลอดช่วงเวลานี้ ลิเวอร์พูล ก็ปรับกลยุทธ์ กลายเป็นทีมที่เข้าทาง ‘เอเยนต์’ เพื่อดึงนึกเตะอายุน้อยที่กำลังจะหมดสัญญามาร่วมทีม มากกว่าทุ่มซื้อสตาร์เบอร์ใหญ่ ๆ แบบที่ทำในปี 2018-19

ความน่าสนใจของกลยุทธ์ในการลุยตลาดนี้ไม่ใช่การซื้อนักเตะอายุน้อยเพื่อเตรียมไว้ใช้ทดแทนนักเตะสตาร์ดังที่อาจจะถูกดึงตัวไปยังทีมอื่น หรือ หมดอายุการใช้งานลงตามวัน-เวลาเท่านั้น แต่มันอยู่ที่การ ‘เข้าทางเอเยนต์’ ด้วย เพราะการจ่ายค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาลให้กับตัวแทนของนักเตะ แม้มันจะไม่ได้เข้ากระเป๋านักเตะ และอาจจะไม่ส่งผลเท่ากับการทุ่มเงินซื้อจากสโมสร แต่มันทำให้ เอเยนต์ต่าง ๆ พร้อมใจกันทำงานเพื่อให้นักเตะมาอยู่กับลิเวอร์พูล ไม่ต่างจากการ ‘ให้ทิป’ กับพนักงานเพื่อแลกกับความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่ามันอาจจะดูเหมือนการติดสินบนเอเยนต์ แต่ในตลาดนักเตะแล้ว ไม่มีกฎข้อห้ามใด ๆ ที่ระบุว่าห้ามจ่ายค่าธรรมเนียมตัวแทนนักเตะในราคาแพงเลย ที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคือการใช้เงินไปกับตัวแทนนักเตะตรงนี้ จะไม่ถูกนำไปคิดรวมตามการซื้อขายของกฎ ฟีฟ่า ไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ ด้วย นั่นหมายความว่า บัญชีของลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาจะถูกคิดค่าใช้จ่ายเพียง 8.55 ล้านปอนด์เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาใช้เงินเพื่อดึงนักเตะเข้าทีมไปถึง 43.8 ล้านปอนด์ หรือมากกว่า 1,685 ล้านบาท!

วิธีการดังกล่าวมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย แน่นอนว่ามันช่วยสโมสรเล่นแร่แปลธาตุทางบัญชีทำให้ไม่โดนฟีฟ่าเล่นงานได้อย่างเห็นผล แต่ข้อเสียเบอร์ใหญ่ ๆ ของมันก็มี ซึ่งคือการจ่ายค่าธรรมเนียมให้เอเยนต์นักเตะ มักจะไม่ค่อยเป็นผลในกรณีที่นักเตะยังมีสัญญาผูกพันธ์กับสโมสร ซึ่งหมายความว่า ต่อให้นักเตะจะถูกเอเยนต์กล่อมยังไงก็ไม่สามารถย้ายทีมได้เพราะสัญญายังอยู่กับทีม ซึ่งในกรณีนี้ก็ต้องใช้วิธีเข้าตามตรอก ออกตามประตู คือการเจรจากับสโมสรเพื่อขอซื้อตัวอย่างเป็นทางการ และต้องจ่ายค่าตัวนักเตะให้กับทีมคู่ค้าอยู่ดี (ซึ่ง เอเยนต์ ก็รับส่วนแบ่งตามเปอร์เซ็นไป)

แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้ไม่ได้พึ่งมี แต่มันมีมานานแล้ว ทว่ามันเข้ากับทีม “หงส์แดง” ในฤดูกาลนี้เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการสตาร์เบอร์ใหญ่ หากต้องการนักเตะที่หมดสัญญา หรือค่าตัวถูก ๆ และเจรจาง่าย ซึ่งจะเอามาร่วมทีมได้ก็ต้องพึ่งพาความร่วมมือของเอเยนต์ให้ช่วยกล่อมและผลักดันนักเตะให้เห็นดีเห็นงามด้วยนั่นเอง

ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะเป็นสโมสรที่ใช้เงิน ‘ป้ายยา’ เอเยนต์มากที่สุดในปีที่ผ่านมา แต่พวกอันดับที่ตามมาก็ใช่ย่อยไล่ตั้งแต่แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่เป็นอันดับ 2 ซึ่งป้ายยาเอเยนต์ไปด้วยเงินจำนวน 29 ล้านปอนด์ หรือราว 1,116 ล้านบาท, ที่ 3 เป็นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่ายให้เอเยนต์รวมแล้ว 27.6 ล้านปอนด์ หรือราว 1,062 ล้านบาท ส่วนที่ 4 เป็น เชลซี ที่จ่าย 26.2 ล้านปอนด์ หรือราว 1,008 ล้านบาท ให้กับเอเยนต์เพื่อเช็นสัญญานักเตะแค่ 2 คน คือ มัตเตโอ โควาซิช และ คริสเตียน พูลิซิช ซึ่งพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักเพราะโดนแบนการซื้อขายนักเตะทำให้เสียเปรียบในการเจรจาและต้องจ่ายเงินมหาศาลขนาดนี้

ขณะที่ เบิร์นลีย์ เป็นสโมสรที่จ่ายให้ เอเยนต์ นักเตะน้อยที่สุด เพียง 3.9 ล้านปอนด์ หรือ 150 ล้านบาทเท่านั้น น้อยกว่าทีมน้องใหม่ที่เพิ่งขึ้นชั้นมาอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่จ่ายไป 4.3 ล้านปอนด์ หรือราว 165.5 ล้านบาทด้วยซ้ำ โดย เอฟเอ เปิดเผยว่า โดยรวมแล้วสโมสรพรีเมียร์ลีกจ่ายเงิน 263.4 ล้านปอนด์ หรือราว 10,137 ล้านบาท ให้กับเอเย่นต์ในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าฤดูกาล 2018/19 อยู่เล็กน้อยราว 2.7 ล้านปอนด์ หรือ 104 ล้านบาทเท่านั้น

แน่นอนว่า การจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้ เอเยนต์ จะมีมูลค่าตามการเจรจา แต่เงินจำนวนที่พอดีหรือเกินพอดี ก็อาจจะทำให้การเจรจาคว้าตัวนักเตะ (โดยเฉพาะฟรีเอเยนต์) ง่ายขึ้นกว่าเดิมได้ และนี่อาจจะเป็นเทรนด์ใหม่ในยุคที่สโมสรมีเงินน้อยลงจากปัญหาโควิด-19 ในซัมเมอร์นี้ก็ได้…