ปัญหาใหม่ของตลาดพรีเมียร์ ลีก

4 August 2018
1,427 VIEWS

ต้นเดือนกันยายน 2017 พรีเมียร์ ลีก ส่งเทียบเชิญเหล่าตัวแทนทั้่ง 20 สโมสรมาลงมติรับข้อเสนอว่าด้วยการร่นวันเส้นตายย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์ ให้ปิดตัวสะเด็ดน้ำก่อนฤดูกาลฟาดแข้งใหม่จะเปิดฉาก

ก่อนหน้านั้นเคยมีการประชุมปรึกษาหารือมา 2-3 รอบ จนกระทั่งเมื่อเกิดกรณีของอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ที่ออกสตาร์ตตัวจริงให้อาร์เซน่อล บุกแพ้ลิเวอร์พูล 0-4 แต่จู่ ๆ อีก 4-5 วันถัดมา กลับไปโผล่สวมชุดหงส์แดงในวันสุดท้ายของตลาด (31 สิงหาคม 2017)

ผลลงมติปรากฏว่ามีถึง 14 ทีมโหวต “เห็นชอบ” และเพียง 5 สโมสรที่คัดค้านแนวคิด

ในบรรดาห้าทีมที่ว่า ได้แก่แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด,วัตฟอร์ด, คริสตัล พาเลซ รวมถึงสวอนซี

หนึ่งเสียงที่ไม่ออกความเห็น ว่ากันว่าคือเบิร์นลี่ย์

คะแนนโหวต “เห็นชอบ”  ถือว่าผ่าน 2 ใน 3 แบบฉิวเฉียด นั่นคือที่มาว่าทำไม ตลาดพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ในปีนี้ จึงถูกระบุวันสุดท้ายคือพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม ตอนห้าโมงเย็นตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับห้าทุ่มในประเทศไทย

ปิดล่วงหน้าหนึ่งวันก่อนฤดูกาลใหม่จะคิกออฟด้วยเกม “ฟรายเดย์ ไนต์” ระหว่างแมนฯ ยูไนเต็ด กับเลสเตอร์ ซิตี้

มตินี้มีผลบังคับเฉพาะทีมในพรีเมียร์ ลีก แค่ลีกเดียว ไม่เกี่ยวกับแชมเปี้ยนชิพ, ลีก วัน-ทู รวมไปถึงลีกต่างประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นลา ลีกา, เซเรีย อา,บุนเดสลีกา หรือที่ไหนก็ตาม

นั่นหมายถึงบรรดาทีมพรีเมียร์ ลีก มีเวลาเสริมทัพไม่ว่าซื้อหรือยืม ถึงแค่วันที่ 9 สิงหาคม เหลืออีกไม่ถึงสัปดาห์

ยกเว้นยังสามารถขายหรือปล่อยยืมนักเตะตัวเองให้ทีมในลีกอื่น จนกระทั่งสิ้นสุดตลาดของลีกนั้น ๆ

ในแง่หนึ่ง วิธีนี้ช่วยปิดกั้่นสถานการณ์กระอักกระอ่วนเหมือนเคสของอ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน

สิงหาคมเล่นให้ทีมหนึ่งอยู่ดี ครั้นพอเดือนกันยายนกลับเปลี่ยนโลโก้บนอกเสื้อซะงั้น

และถ้าใครยังจำได้ ลิเวอร์พูล เจอปัญหาดื้อยาของฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ไม่อยากลงเล่น เพราะรอความชัดเจนจากบาร์เซโลน่า

หรือกรณีของเซ้าธ์แฮมป์ตัน กับเวอร์กิล ฟาน ไดค์ โดยมีลิเวอร์พูล เป็นมือที่สาม

กว่าฝุ่นจะจาง ทุกอย่างจะเคลียร์ลงตัว  ฤดูกาลผ่านไปแล้วเดือนแรก

เสียงส่วนใหญ่จึงเห็นตรงกันว่าถ้างั้่น แต่ละทีมก็เสริมทัพให้เสร็จเรียบร้อยทันก่อนซีซั่นเปิด ไม่เว้นกระทั่งโชเซ่ มูรินโญ่ ที่เออออห่อหมก แม้ว่าต้นสังกัด ปีศาจแดงกดปุ่มโหวตโนก็ตาม

อย่างไรก็ดี ทางออกไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และความพยายามวิธีหนึ่งมักนำไปสู่อีกสถานการณ์ที่อาจคาดไม่ถึง

เหมือนที่บางทีมกำลังเจออยู่ตอนนี้ หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นแมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังทำงานแข่งกับเวลาเพื่อเสาะหากองหลังตัวใหม่

แต่รายไหนรายนั้่นที่ตกเป็นข่าวเชื่อมโยง มักถูกต้นสังกัดโขกราคาเลือดสาด เพราะรู้ว่าปีศาจแดงหลังพิงฝา หน้าชนกำแพง

เลสเตอร์ ซิตี้ ดันค่าหัวของแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านปอนด์ จนต้องพับโปรเจ็คท์ ส่วนบาร์เซโลนา ปักป้ายขายเยร์รี่ มิน่า ในระดับ 40 ล้านยูโร

กองหลังทีมชาติโคลอมเบีย อาจแจ้งเกิดบนเวทีฟุตบอลโลก ด้วยการทำ 3 ประตู แต่ผลงานกับสโมสรยังเละตุ้มเป๊ะ จับต้องอะไรไม่ได้

บาร์ซ่าเพิ่งซื้อนักเตะรายนี้ในช่วงตลาดเดือนมกราคม ค่าตัวไม่เกิน 12 ล้านยูโร แถมโอกาสลงสนามยังแทบไม่มี แต่พอรู้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ด กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนต้องซื้อกองหลัง

ยักษ์ใหญ่ลา ลีกา จึงโก่งค่าตัวหมายฟันกำไรหัวแบะ

ถ้าตลาดพรีเมียร์ ลีก ยังเปิดเหมือนชาวบ้านถึงสิ้นเดือนสิงหาคม แมนฯ ยูไนเต็ด ย่อมมีสิทธิ์ต่อรอง หรืออย่างน้อยไตร่ตรอง ยิ่งถ้าบาร์ซ่าอยากระบายของด้วย ยังไงก็ต้องยอมลด

หลายคนมองว่าดีลนี้มีความเสี่ยงสูง นักเตะอาจอายุยังน้อยแค่ 23 รูปร่างกำยำน่าจะรับมือไหวกับฟุตบอลอังกฤษ แต่คำถามก็คือเยร์รี่ มิน่า ดีกว่าคริส สมอลลิ่ง,ฟิล โจนส์, มาร์กอส โรโฮ หรือวิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ แน่หรือ

ผลงานลงเล่นให้บาร์ซ่า ฤดูกาลก่อน เป็นกองหลังที่ทำฟาวล์เฉลี่ยต่อนัดมากที่สุดในทีม เล่นในลา ลีกาแค่ 5 นัด หนึ่งในนั้่นบุกไปโดนเลบันเต้ กะซวก 5 แผล

สำคัญที่สุด ทีมที่มีข่าวสนใจนักเตะคนนี้แบบจริงจัง นอกจากแมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว

คือเอฟเวอร์ตัน, เซ้าธ์แฮมป์ตัน และวูล์ฟส์

มันน่าที่มูรินโญ่ จะฉุกคิด แต่ปัญหาคือเขากำลังจะไม่มีแม้แต่เวลาให้คิด