ความเป็นไปได้ใหม่ในตัวมนุษย์ เมื่อ คิปโชเก วิ่งมาราธอน ทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงสำเร็จ

เอเลียด คิปโชเก

นับตั้งแต่ครั้งแรกที่โลกรู้จักการวิ่งมาราธอน เมื่อ ฟิลิปปิดิส วิ่งจากอ่าว มาราธอน ไปยังกรุง เอเธนส์ เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการรบและสิ้นใจหลังแจ้งข่าวเสร็จ ไม่เคยมีมนุษย์โลกคนไหน วิ่งทำความเร็วในระยะมาราธอนได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงมาก่อน จนกระทั่งวันนี้ ที่ชายที่ชื่อ เอเลียด คิปโชเก ทำสำเร็จ ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 40.2 วินาที

ว่ากันว่าการวิ่งระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมง หรือในวงการเรียกว่า Sub 2 เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และ การทำ Sub 2 กลายเป็นกำแพงที่นักวิ่งทุกคนอยากข้ามมันไปให้ได้มาตลอด

นี่เป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของ นักวิ่งชาวเคนย่า ที่จะพังกำแพงนั้นลง โดยก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมมือกับ ไนกี้ ทำโครงการ “เบรกกิง 2” โดยวิ่งที่ มอนซา เซอร์กิต ในอิตาลี เมื่อปี 2017 แต่ครั้งนั้นเขาพลาดการทำเลยกำแพง 2 ชั่วโมงไปเพียง 25 วินาทีเท่านั้น

มาคราวนี้เขาร่วมมือกับ อินิออส บริษัทเคมีภัณฑ์ของอังกฤษ จัดแคมเปญที่ชื่อ “อินิออส 1:59 ชาเลนจ์” เพื่อทำความฝันในการทำ Sub 2 ให้สำเร็จอีกครั้ง โดย “อีเค” ให้สัมภาษณ์ทั้งก่อน และ หลังการวิ่งว่า เขาเชื่อมาเสมอ ว่ามนุษย์ ไม่มีขีดจำกัด และเขาอยากแสดงสิ่งนั้นให้โลกได้ประจักษ์

นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่มีใครที่มีขีดจำกัด ตอนนี้ ผมทำสำเร็จแล้ว ผมหวังว่าจะมีคนอีกมากที่ทำสิ่งนี้ได้จริง ๆ หลังจากที่ผมเริ่มไว้” 

เจ้าของสถิติโลกในระยะมาราธอน ที่ทำไว้ในเบอร์ลิน มาราธอน ปีก่อน ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 1 นาที 39 วินาที แสดงให้เห็นว่าเขามีความมุ่งมั่นมากแค่ไหนในการทำลายสถิติคราวนี้ เมื่อเขาทำความเร็วติดลบในการวิ่งกิโลเมตรสุดท้ายกว่า 10 วินาที ซึ่งความเร็วติดลบ ที่ว่า หมายถึงการเร่งความเร็วมากขึ้นกว่าเพชในกิโลเมตรที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า เขายังมีพลังเหลือที่จะ “สับ” เพื่อทำเวลาให้ดีที่สุดในกิโลเมตรสุดท้ายอยู่มากทีเดียว ทั้งที่วิ่งมากว่า 40 กิโลเมตรไปแล้ว

ในกิโลเมตรสุดท้าย เขาเร่งความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ นี่มันยอดมนุษย์ชัด ๆ ” เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ก่อตั้งอินิออส และ ผู้นับสนุนโคตรการนี้ ทึ่งกับภาพที่เห็นในกิโลเมตรสุดท้ายกับสิ่งที่ “อีเค” ทำได้

แน่นอนว่าการวิ่งครั้งนี้ ไม่ได้ถูกนำไปรวมในสถิติโลกของมาราธอน เพราะว่าไม่ได้ใช้กฎเดียวกับที่ สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ หรือ IAAF กำหนด โดยเขามีการเปลี่ยนเพซเซอร์วิ่งนำ และเส้นทางก็เป็นเส้นทางตรงยาวเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญอีกหน้าที่ต้องบันทึกไว้ต่อจากการที่ เซอร์ โรเจอร์ แบนนิสเตอร์ วิ่งพังกำแพงในระยะ 1 ไมล์ตำกว่า 4 นาที ในปี 1954 หลังจากนั้น ยูเซน โบลต์ ก็มาทำลายกำแพงระยะ 100 เมตร ในเวลาต่ำกว่า 10 วินาที เมื่อปี 2009 การทำลายกำแพง 2 ชั่วโมงในระยะมาราธอน ของ คิปโชเก ในปีนี้ จึงเป็นอีกก้าวที่บอกว่า มนุษย์ มีความเป็นไปได้ใหม่เกิดขึ้นเสมอ

ถึงแม้สถิติของ คิปโชเก จะไม่ถูกบันทึกไว้ในสถิติโลก แต่ นี่เปรียบเสมือน “ไฟ” ที่ถูกจุดขึ้นเพื่อส่งต่อให้นักวิ่งรุ่นต่อ ๆ ไป ได้ลองทำในสิ่งที่เขาริเริ่มไว้ให้สำเร็จ ไม่แน่ สถิติโลก Sub 2 อาจจะตามมาหลังจากนี้ไม่นานก็ได้ แต่ที่เหนือไปกว่านั้น เขายังแสดงให้เห็นว่า 

อย่ากลัวที่จะทำในสิ่งที่ “คนอื่น” บอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่ “คนอื่น” บอกไม่ได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้เสียหน่อย

ขอคาราวะ เอเลียด คิปโชเก มา ณ ที่นี้ด้วย…



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

โชเซ่ มูรินโญ่ ในลีลาแบบ เคิร์ท โคเบน…

SPORTDesk. Team

ในฉับพลันทันทีที่ มารูยาน เฟลไลนี่ กองกลางผีแดงสังหารประตูด้วยเท้าขวาเสียบมุมเข้าไปให้แมนฯ ยูไนเต็ด เบียดชนะยัง บอยส์ ตัวแทนจากลีกสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 1-0 ส่งผลให้แมนฯ ยูไนเต็ดการันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และในวินาทีเดียวกันนั้น ตัดภาพมีที่ซุ้มสตาฟฟ์โค้ช โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือจอมอหังการ์แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดระเบิดอารมณ์ดีใจเต็มคราบด้วยการเตะขวดน้ำไป 1 ดอก จากนั้นเขายกตะแกรงที่ใส่น้ำขึ้นแล้วก็ฟาดขวดน้ำระบายอารมณ์อันอัดอั้นด้วยแรงเต็มวงสวิงแขนอีกหนึ่งที

Story

การกลับมาของเรดสตาร์เบลเกรด

SPORTDesk. Team

ผลการบุกไปไล่ตีเสมอเรด บูล ซัลซ์บวร์ก ถึงประเทศออสเตรีย 2-2 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่ 2 ทำให้ เรดสตาร์ เบลเกรด ได้ผลการแข่งขันตามที่ต้องการ เพราะพวกเขาได้สกอร์รวม 2-2 แต่สามารถเข้ารอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ตามกฏอเวย์โกล

Thought

เกมตัดเกรด “ผู้ท้าชิง”: ไก่ vs หงส์ เวอร์ชั่น 1

ไข่มุกดำ

2 วันติดต่อกันนี้ ผมน่าจะ “แตะ ๆ” ถึงเกม สเปอร์ส – ลิเวอร์พูล เป็นหลักนะครับ คุณ “มาริโน่” และน้อง ๆ ในทีม “SPORTDesk.” จัดพรีวิวเบาะ ๆ แต่น่าจะเต็มอิ่ม ลองเลือกเสพกันได้ ส่วนตัวผมคงแตะที่ “กลยุทธ์” ในการเล่น และแท็คติกส์เป็นหลัก โดยวันนี้จะขอเริ่มที่ “ภาพรวม” ของทั้ง 2 ฝ่ายกันก่อน