“ความทรงจำครั้งใหม่” ที่บูกิต จาลิล

ในชีวิตของมนุษย์ที่“ปฏิทิน” กับ “นาฬิกา” ต่างพร้อมใจกันก้าวเดินไปข้างหน้า โดยไม่แยแสที่จะหันหลังกลับมามอง “วัน” และ “เวลา” ที่พวกมันเคยก้าวข้ามผ่านไปแล้ว  “ความทรงจำ” จึงทำหน้าที่เป็นเสมือน “ฮาร์ดดิสก์” หรือ “เมมโมรี่ การ์ด” ที่ช่วยเก็บรักษา “ภาพเหตุการณ์”หรือ “เรื่องราวสำคัญ” ในโลกของ“ฟุตบอล” ที่เราไม่อยากลืม ให้คงอยู่ในความคิดของเรา

เหมือนความทรงจำเมื่อ 1,441 วันก่อน ณ “บูกิต จาลิล” อภิมหึมาสนามฟุตบอลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย ต่อหน้าต่อตาแฟนบอลสักขีพยานกว่า 80,000 คนในสนาม  และอีกนับไม่ถ้วนที่เฝ้าติดตามผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์

ศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 รอบชิงชนะเลิศนัดที่ 2 ซึ่งเป็นเกมชี้ชะตาว่าใครจะได้ครองบัลลังก์จ้าวอาเซียนในปีนั้นระหว่างทีมชาติมาเลเซีย และ ทีมชาติไทย โดยทีม “ช้างศึก” เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบหลังเปิดราชมังคลากีฬาสถานบดเอาชนะทีม “เสือเหลือง” ไปได้ก่อน 2 – 0 ในเกมแรก และเกมนี้พวกเขาต้องการเพียงแค่ผลเสมอ หรืออย่างแย่แพ้แค่ลูกเดียวก็จะได้แชมป์ไปครอบครองอีกสมัยหลังจากรอคอยมาถึง 12 ปีเต็ม

ทว่า “ความได้เปรียบ” ของทีมช้างศึกที่สั่งสมมากลับจางหายไปเมื่อจบ 45 นาทีแรกเท่านั้น หลังทีมเสือเหลืองอาศัยความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน และใช้เสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องจากแฟนบอลกว่า 80,000 คนในสนามเป็นกำลังใจทำให้กระหน่ำ 3 ประตูรวดออกนำทีมชาติไทย 3 – 0  ส่งผลทำให้ประตูรวม 2 นัดเป็นทีมชาติมาเลเซียที่พลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ 3 – 2

แต่อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดทีมชาติไทยมาทำได้ 2 ประตูในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ไล่ขึ้นมาเป็น 2 – 3 ซึ่งถึงแม้จะจบด้วยความพ่ายแพ้ในเกม 90 นาที แต่ผลประตูรวม 2 นัดเป็นทีมชาติไทยที่เอาชนะไปได้ 4 – 3 คว้าแชมป์ไปครอบครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกหลังจากห่างหายไปนานถึง 12 ปีเต็ม ท่ามกลางความสุขของแฟนฟุตบอลชาวไทยทั่วประเทศ  แตกต่างจากพลพรรคนักเตะเสือเหลือง กับผู้เล่นคนที่ 12 ทั้งเหล่าแฟนบอลทั่วไปธรรมดา และกลุ่มแฟนบอลพันธ์แท้ที่ขนานนามตัวเองว่า “อุลตร้า มลายา” ซึ่งเต็มไปด้วยความผิดหวัง ที่ต้องมองทีมช้างศึกคู่ปรับยืนจับถ้วยแชมป์อาเซียนกลางบ้านของตัวเอง

อย่างไรก็ตามความทรงจำที่เกิดขึ้นในการเผชิญหน้ากันระหว่างทีมชาติมาเลเซีย และทีมชาติไทยในครั้งนั้นกำลังจะกลายเป็น “ความทรงจำครั้งเก่า” ที่ถูกแทนที่ด้วย“ความทรงจำครั้งใหม่”

เย็นย่ำวันนี้พลพรรคนักเตะช้างศึกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องเดินเข้าสู่สนามบูกิต จาลิล เพื่อเผชิญหน้ากับทีมเสือเหลืองอีกครั้ง ในรอบรองชนะเลิศนัดแรกของศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018

ตั๋วชมเกมในสนามกว่า 80,000 ใบ ทั้งที่ขายหน้าเคาน์เตอร์ และขายผ่านช่องทางออนไลน์ถูกขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

แน่นอนด้วยจำนวนผู้เล่นคนที่ 12 ของเจ้าถิ่นที่มีมากมายมหาศาล มันคงสร้างความกดดันให้แก่ทีมผู้มาเยือนได้ไม่มากก็น้อย เฉกเช่นเดียวกันกับที่มันจะสร้างแรงฮึดให้แก่พลพรรคนักเตะเสือเหลืองเหมือนอย่างที่ทำได้เมื่อ4 ปีก่อนจนเกือบพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ

ที่สำคัญจากสถิติที่เจ้าบ้านยังไม่เคยปราชัยต่อทีมช้างศึกเลยเมื่อเจอกันที่บูกิต จาลิล มันคงยิ่งสร้างความมั่นใจให้แก่พลพรรคนักเตะเสือเหลืองมากขึ้นไปอีกในการเผชิญหน้ากันวันนี้

อย่างไรก็ดีคงไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันที่ทีมชาติมาเลเซียจะได้ผลการแข่งขันที่พวกเขาต้องการเนื่องจากทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ ต้องยอมรับว่ายังคงเป็นรองทีมชาติไทย และสถิติการพบกัน 4 ครั้งหลังสุดก็ไม่สามารถเอาชนะทีมชาติไทยได้ แม้แต่ตัน เชง โฮ กุนซือทีมชาติมาเลเซียเองก็ยอมรับว่าทีมชาติไทยคือคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาเคยเจอมา

กระนั้นกุนซือวัย 50 ปี ก็ไม่ได้ถอดใจและเตรียมแผนที่จะรับมือกับทีมช้างศึกผูมาเยือนเอาไว้แล้ว

โดยเขาต้องการให้ลูกทีมพยายามหยุดยั้งเกมรุกที่ร้อนแรงของทีมชาติไทยเอาไว้ให้ได้ โดยเฉพาะการประสานงานกันระหว่างอดิศักดิ์ ไกรษร และสรรวัชญ์ เดชมิตร รวมทั้งไม่อยากให้ลูกทีมรับร้อนหรือเน้นเกมบุกที่จะทำประตูมากเกินไป และจะต้องมีสมาธิตลอด 90 นาที

ชาห์เรล ซาอัด ปราการหลังคนสำคัญที่ทำผลงานได้ดีเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันกับกุนซือและพร้อมรับหน้าที่ที่จะรับมือและหยุดยั้งเกมรุกของทีมชาติไทย โดยเฉพาะ อดิศักดิ์ ไกรษร

“โค้ชไม่ได้มอบหมายให้เราคนใดคนหนึ่งตามประกบเขา (อดิศักดิ์ ไกรษร) แต่ถ้าผมถูกสั่งให้ตามประกบเขา ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และผมจะพยายามหยุดยั้งผู้เล่นในแนวรุกคนอื่นๆของทีมชาติไทยให้ได้”

นอกจากนั้น ตัน เชง โฮ  ยังได้รับข้อมูลดีๆจากชาห์เรล ฟิกรี ดาวเตะวัย 24 ปี ที่ค้าแข้งกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในไทยพรีเมียร์ลีก เกี่ยวกับจุดแข็ง และจุดอ่อน ต่าง ๆ ของผู้เล่นทีมชาติไทยอีกด้วย

ดังนั้นเชื่อว่าในเกมนี้พลพรรคนักเตะทีมเสือเหลืองคงมาเล่นแบบรัดกุมไม่รีบร้อนเปิดเกมบุกแลกกับทีมช้างศึก โดยเฉพาะในเกมรับที่คงไม่ปล่อยพื้นที่ให้ทีมช้างศึกได้ครอบครองบอลมากนัก  รวมถึงจะเล่นเกมหนักเข้าใส่ตลอด 90 นาทีอย่างแน่นอน

น่าติดตามว่าหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวจบเกม 90 นาทีที่บูกิต จาลิล ในวันนี้ ผลการแข่งขันจะจบลงเช่นไร

“ความทรงจำครั้งใหม่” จะแปรเปลี่ยนไปหรือยังคงไม่ต่างเดิมเฉกเช่น“ความทรงจำครั้งเก่า” เมื่อ 1441 วันที่แล้ว



RELATED POSTS

Thought

“กัปตัน” ยังคงสำคัญ!?

ไข่มุกดำ

กลายเป็นประเด็นให้ได้ถกอยู่เหมือนกันหลังชัยชนะนัดที่ 5 ติดต่อกันในฤดูกาลนี้เหนือสเปอร์ส 2-1 ของลิเวอร์พูล ถึงสนามเวมบลีย์ คู่ 18.30 น.วันเสาร์ที่ผ่านมา

Story

WC2018 Day 19: Result, Fixture, Table & Broadcast

SPORTDesk. Team

เหลือแค่คืนนี้คืนเดียว เราก็จะได้เห็นโฉมหน้าของ 8 ทีมที่เหลือรอดในฟุตบอลโลกคราวนี้แล้วว่าเป็นใครกันบ้าง แต่ก่อนอื่น ไปเช็คผลเมื่อคืนกับสถิติต่างๆ ที่เราหามาให้เสพย์กันก่อนได้เลยครับ

Story

มูรินโญ่ : ผีหลุดท็อปโฟร์จะให้พูดถึงแชมป์เหรอ?

SPORTDesk. Team

สงครามภาคแรกของแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ จบลงด้วยคำตอบว่า เมืองแมนเชสเตอร์นั้นเป็น “สีฟ้า” จากชัยชนะของแมนฯซิตี้ ที่เปิดเอติฮัด สเตเดี้ยม ถล่มใส่แมนฯยูไนเต็ด 3-1 ชนิดที่รูปเกมเรือใบสีฟ้าเหนือกว่าทุกกระบวนท่า และแมนฯยูไนเต็ดไม่ยอมเปิดเกมไล่บี้แลก เอาแต่ลงไปคุมโซนในแดนตัวเอง เกมสวนกลับของลูกทีมโจเซ่ มูรินโญ่ก็ไม่มีประสิทธิภาพ