คำตอบใหม่

25 October 2018
891 VIEWS

เมื่อช่วงเดือนที่แล้ว ผมค่อนข้างอินกับวลีหนึ่งมากเป็นพิเศษครับ เพราะเป็นวลีที่มาจากคำภาษิตจีนโบราณที่เคยเป็นชื่อเรื่องของบทความชิ้นที่กระทบจิตใจของผมมากที่สุด และปัจจุบันกลายมาเป็นชื่อหนังสือรวม เล่มบทบรรณาธิการของนักเขียนที่ผมบูชามากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน

วลีดังกล่าวคือ “เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเอง” หรือ สือเต้าฮัวจิ่วไค่ คำคำนี้สามารถนำมาคิดได้กับทุกเรื่องของชีวิตครับ ไม่เว้นแม้แต่ในโลกของฟุตบอลเช่นเดียวกัน ผมเองนำแรงบันดาลใจจากภาษิตนี้ไปเขียนบทความชิ้นหนึ่งที่ The Standard เกี่ยวกับการทำทีมของ

เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ไม่ได้เร่งหรือรีบอะไรในการทำอะไรสักอย่าง เพียงแต่ทำทุกอย่างให้ถูกที่ถูกทาง ไม่ต่าง อะไรจากการบรรจงปลูกดอกไม้ลงในกระถาง พรวนดิน รดน้ำให้เรียบร้อย

แล้วถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง

เพียงแต่ในบทความชิ้นนั้นผมไม่ได้ยกตัวอย่างของนักเตะหลายคนที่เราสามารถพูดได้ว่าเข้าข่าย ทำนองนี้มากนักครับ

แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว คล็อปป์ นี่เป็นนักปลูกดอกไม้ฝีมือดีเดียว

ย้อนกลับไปในฤดูกาลที่แล้วเราได้เห็น แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ต้องอดทนรอคอยโอกาสในทีมอย่างยา วนาน นานจนแม้แต่ตัวเองยังมีอาการท้อและเริ่มตั้งข้อสงสัยกับความเป็นมาและสิ่งที่จะเป็นไปในอนาคต

เช่นกันกับ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ถูกซื้อตัวมาบนเครื่องหมายคำถามว่าจะรอดพ้นจาก อาการบาดเจ็บได้ไหม จะเข้ากับทีมได้หรือเปล่า จะเล่นตรงไหนของทีม

สุดท้าย “อ๊อกซ์” กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่สำคัญของทีมที่แฟนบอลชื่นชอบมากที่สุด และเสียดา ยมากที่สุดที่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากจังหวะอุบัติเหตุในเกมกับโรม่า

ถ้าวันนั้นเขาไม่บาดเจ็บ ลิเวอร์พูล อาจมีศักยภาพที่จะปลิดชีพเรอัล มาดริด ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

สำหรับในฤดูกาลนี้ คล็อปป์ ก็ได้ปลูกดอกไม้อีกครั้ง และคราวนี้ดอกไม้นั้นชื่อว่า ฟาบินโญ่

ความจริงแล้วกองกลางดีกรีทีมชาติบราซิล เป็นหนึ่งในการย้ายทีมที่เซอร์ไพรซ์และทำให้แฟนบอลเดอะ ค็อป ตื่นเต้นมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาครับ เพราะไม่เคยมีข่าวมาก่อนหน้านี้เลย และทีมที่เคยให้ ความสนใจเขาจริง ๆคือคู่แข่งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากกว่า

การที่จู่ ๆ ลิเวอร์พูล ก็ได้กองกลางชั้นดีจากโมนาโก มาเสริมทีมเป็นรายแรกของซัมเมอร์ (ไม่นับ นาบี เกอิต้า ที่ได้ตัวมาก่อนหน้า 1 ปี) ทำให้ทุกฝ่ายตื่นเต้น และอยากเห็นว่า หนึ่งในกองกลางตัวรับที่น่าจับตามอง มากที่สุดของวงการจะทำให้ ลิเวอร์พูล ก้าวไปในทิศทางไหน

ฟาบินโญ่ ทำได้พอใช้นะครับในช่วงพรีซีซั่น ไม่ถึงกับดีมากแต่ก็ไม่ได้ดูแย่อะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อฤดู กาลเริ่มต้นคือเขาเป็นแค่ตัวสำรองในเกมนัดแรกกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

และหลังจากนั้นไม่มีชื่อในทีมติดต่อกัน 3 นัด ก่อนจะกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรองในลีก 4 นัดโดยไม่ได้รับ โอกาสลงเล่นแม้แต่นาทีเดียว

โอกาสที่เขาจะได้ลงสนามคือเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก (ซึ่งความเร็วของเกมน้อยกว่า) และ ลีกคัพ (ลงเล่นนัด เดียวก็ตกรอบเลย)

แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้ย่อมมีเครื่องหมายคำถาม ว่าซื้อมาตั้งแพงแต่ทำไมไม่ใช้งาน?

แต่ก็เหมือนเดิม คำตอบของคล็อปป์ นั้นชัดเจนว่าเขาพร้อมจะรอที่จะให้ ฟาบินโญ่ ปรับตัวและพร้อมที่ จะเล่นกับทีมได้

โดยระหว่างทางก็คิดค้นหาทางที่จะใช้งานกองกลางที่มีคุณสมบัติที่ดีสุดของการเป็น regista หรือ “หมายเลข 6” ในทีมชุดปัจจุบัน

จนกระทั่งในเกมกับ เรดสตาร์ เบลเกรด หรือเซอร์เวนา ซเวดดา (ชื่อใหม่) ที่คล็อปป์ คิดว่า ฟาบินโญ่ พร้อมจะลงสนามแล้ว โดยสถานการณ์ที่ไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า และ เจมส์ มิลเนอร์ ยังไม่สม บูรณ์นักเป็นตัวเร่งปฏิกริยา

แต่แทนที่จะจับ ฟาบินโญ่ ลงเล่นในระบบเดิมที่เขาอาจจะยังทำได้ไม่ดี คล็อปป์ เลือกจะปรับระบบทีม ใหม่ให้สอดคล้องกับตัวเขา และหาสูตรที่ลงตัวกับทีมไปด้วย คือระบบการเล่นแบบ 4-2-3-1 โดยให้ จินี่ ไวจ์ นาลดุม มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของทีมเป็น “พี่เลี้ยง”

สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่แอนฟิลด์ เมื่อคืนนี้คือ ฟาบินโญ่ ประสบปัญหาจริงในช่วงแรกของเกมที่ถูก “ดาว แดง” เพรสซิ่งกดดันในแดนบน มีจังหวะเหม่อและโดนฉกบอลง่ายๆให้เห็น

แต่การได้กองกลางที่ เร็ว และหนักแน่นอย่าง จินี่ เป็นพี่เลี้ยงคอยเก็บกวาดให้ทำให้เขาค่อยๆปรับตัว เข้ากับทีมได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ก่อนที่สุดท้ายเราก็ได้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพของเขาใน 3 เรื่องสำคัญ หนึ่งคือการตัดเกมที่หนักหน่วงเกินหน้าเกินตามาก ประสาชาวบ้านก็เสียบกันไส้ไหล สองคือความสามารถในการผ่านบอลที่แม่นยำใช้ได้ โดยเฉพาะการผ่านบอลขึ้นหน้า ซึ่งดีกว่า

หมายเลข 6 คนอื่นในทีมทั้งความแม่นยำและระยะทำการ อย่างสุดท้ายคือความสามารถในการพาบอลขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นความสามารถที่ติดตัวเขามาจากการเล่นแบ็กขวามาก่อน ฟาบินโญ่ อาจจะไม่ได้กระชากบอลด้วยความเร็วปานลมกรด แต่การพาบอลขึ้นหน้า ของเขานุ่มนวล และสง่างาม
อย่างสุดท้ายของสุดท้ายคือไหวพริบ ปฏิภาณในการเล่น ซึ่งเหมาะสมกับบทบาทนี้อย่างยิ่ง

เรดสตาร์ อาจจะไม่ใช่คู่แข่งที่แข็งแกร่งมากพอที่จะตัดสินได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้เห็นว่า คล็อปป์ และลิเวอร์พูล ได้คำตอบใหม่ที่พวกเขากำลังต้องการ หลังจากที่พยายามค้นหาคำตอบเรื่องของระบบและแผน การเล่นใหม่ในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่สามารถหาคำตอบที่ลงตัวได้

ใต้ระบบการเล่นใหม่นี้ ไม่ว่าจะยึดเป็นแผนหลัก หรือเก็บไว้ใช้ตามสถานการณ์ ฟาบินโญ่ จะมีส่วนช่วย ทีมได้อย่างมากแน่นอน อิทธิพลที่มีต่อเกมของเขาทำให้เพื่อนเล่นกันได้ง่ายตามไปด้วย

นี่คือคำตอบใหม่ของลิเวอร์พูล ในยามที่พวกเขากำลังต้องการ

ดอกไม้บานได้ทันเวลาพอดี