10/10 พลิกชีวิตหงส์

4 June 2019
4,010 VIEWS

ตลอด 2-3 วันมานี้ ผมไล่อ่านข่าวทั้งเบื้องหลัง บทสัมภาษณ์ รวมถึงงานเขียนจากฝีมือคนไทยและสื่อนอกพร้อมกับรอยยิ้มจนแทบสำลักความสุข

อ่านไปก็นึกถึงความทรงจำเก่าๆ สมัยลิเวอร์พูล สถาปนาตัวเองเป็นมหาอำนาจลูกหนังทั้งในอังกฤษ และบนแผ่นดินยุโรป 

ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร มีแค่สองครั้งที่ทีมสีแดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ คว้า “ดับเบิ้ลแชมป์ใหญ่ ” นั่นคือลีกสูงสุดพร้อมถ้วย “บิ๊ก เอียร์” ในปีเดียวกัน 

ประเดิมในฤดูกาล 1976/77  และหนล่าสุด 1983/84 หรือเมื่อ 35 ปีที่แล้ว 

มันสะท้อนถึงความยากในระดับ “แรร์ ไอเท่ม” ของการทำสองสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน

ขณะที่แชมป์ยุโรปอีก 4 สมัยภายใต้ปีกพญาหงส์ มาในปี 1997/78 (ได้รองแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง), 1980/81 (จบอันดับ 5 ในดิวิชั่นหนึ่ง), 2004/05 (อันดับ 5 ในพรีเมียร์ ลีก) 

และหมาดๆ ในช่วงใกล้สว่างของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 

แต่ผมขออนุญาตถือโดยวิสาสะว่าปีนี้ ทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ทำผลงานในพรีเมียร์ ลีก ได้สุดยอดจนสมควรที่มงจะลงหัว

เพียงแค่วาสนากับความไร้เทียมทานของแมนฯ ซิตี้ เท่านั้น ทำให้ 97 คะแนนของลิเวอร์พูล ต้องกลายเป็นพระรองที่ดีที่สุดตลอดกาล

แต่ต่อให้การรอคอยแชมป์ลีกต้องยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งปีเป็นอย่างน้อย มาตราฐานที่พวกเขาทำไว้ในซีซั่นที่เพิ่งรูดม่านลง ยังคู่ควรได้รับการยกย่องว่าดีไม่แพ้ทีมในปี 1976/77  และ 1983/84 

อย่างน้อย ผลงานทีมชุดนี้ย่อมเหนือกว่าแชมป์ยุโรปปี 1980/81 กับ 2004/05 ที่เข้าป้ายแค่อันดับ 5 ในลีก 

และต้องดีกว่ารองแชมป์ดิวิชั่นหนึ่งในปี 1977/98 ที่ถูกน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ทิ้งห่างถึง 7 คะแนนเห็นๆ

พูดมาขนาดนี้ เขียนมาขนาดนี้ คงเข้าใจความรู้สึกของแฟนบอลรุ่นเก่าเกือบ 4 ทศวรรษแล้วใช่มั้ยครับว่าทำไมถึงปลาบปลื้มน้ำตารื้นเพียงนั้น

มันเหมือนการเห็นลิเวอร์พูล กลับไปสู่ยุคเครื่องจักรสีแดงอันเกรียงไกร 

ทั้งที่ไม่เกินสิบปีที่แล้ว สถานภาพของทีมเดียวกันนี้ ต้องใช้คำว่าเละตุ้มเป๊ะทั้งในและนอกสนาม 

รอย ฮ็อดจ์สัน ถูกเลือกเป็นกุนซือแทนราฟา เบนิเตซ ตอนซัมเมอร์ 2010  ก่อนตามมาด้วยนักเตะเกรดเสิ่นเจิ้นอย่างจอนโจ เชลวี่ย์, มิลาน โยวาโนวิช, แดนนี่ วิลสัน, คริสเตียน โพลเซ่น ไปจนถึงพอล ตอนเชสกี้ 

ผลงานออกสตาร์ตฤดูกาล เลวร้ายถึงขั้นหล่นไปติดหล่ม “รองบ๊วย” หลังบุกแพ้เอฟเวอร์ตัน 0-2 ที่กูดิสัน พาร์ก 

มันคือจุดต่ำสุดของลิเวอร์พูล เท่าที่ผมสามารถขูดความทรงจำออกมา

และเป็นการเริ่มต้นจากติดลบสำหรับกลุ่มทุนรายใหม่ป้ายแดงในนามของนิวอิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเชอร์ส (NESV) ที่ต่อมารู้จักในชื่อเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป (FSG) เพียงสองวันหลังทุ่มเงิน 300 ล้านปอนด์ เข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรต่อจากปลิงดูดเลือดสองตัวที่ชื่อ ทอม ฮิคส์ กับ จอร์จ ยิลเล็ตต์ ในเดือนตุลาคม 2010 

นาทีนั้น สถานภาพการเงินของลิเวอร์พูล เป็นหนี้ท่วมหัวจนว่ากันว่าต้องจ่ายเฉพาะดอกเบี้่ยตกวันละหนึ่งแสนปอนด์ ย้ำว่าวันละ 

สาเหตุเนื่องเพราะทั้งฮิคส์ และยิลเล็ตต์ ไม่ได้ควักเงินในกระเป๋าตัวเองแม้แต่สตางค์เดียวมาซื้อลิเวอร์พูล  มูลค่าเกือบ 220 ล้านปอนด์จากเดวิด มัวร์ ตอนต้นปี 2007  

แต่ไปกู้หนี้ยืมสินมาล้วนๆ ดอกเบี้ยงอกเงยกลายเป็นดินพอกหางหมู หมุนเงินไม่ทันก็หาทางกู้เพิ่ม จนกระทั่งเรื่องมาแดงเพราะสโมสรแบมือขอใครก็โดนปฏิเสธหมด

วิกฤติถึงขั้นศาลไฟเขียวให้ขายสโมสรเพื่อหาเงินใช้เจ้าหนี้ 

ด้วยสายตาแหลมคมของจอห์น ดับบลิว เฮนรี่ ในฐานะหัวหอกเคียงข้างกับทอม เวอร์เนอร์  มองเห็นโอกาสประสบความสำเร็จจากการลงทุนครั้งนี้ ลิเวอร์พูล เปรียบเหมือนหุ้นตัวท็อปที่ราคาถูกฉุดลงมาจุดต่ำสุด เพราะเพอร์ฟอร์แมนซ์ไม่ดี ผลประกอบการแย่ 

แต่มันไม่ใช่ว่าจะต่ำเตี้ยแบบนี้ไปตลอด 

นี่คือเวลาเหมาะเหม็งของการช้อนซื้อหุ้นดีตัวนี้ โดยเฉพาะลิเวอร์พูล ที่ยังถูกยกให้เป็นแบรนด์ระดับโลก และไม่กี่เดือนก่อนเทกโอเวอร์ นิตยสารฟอร์บส์ จัดพวกเขาอยู่ในลำดับ 6 ของทีมฟุตบอลที่มีแวลูสูงสุดในโลก 

มูลค่าแค่สามร้อยปอนด์ตอนที่ FSG มาซื้อต่อ จึงนับว่าถูกเหมือนเศษเงินทอนค่าก๋วยเตี๋ยว

ตอกย้ำด้วยข่าวเมื่อปีก่อนว่าชีค คาเล็ด (คนที่ขอซิ้อนิวคาสเซิ่ล 350 ล้านปอนด์) พยายามเจรจาจะเทกโอเวอร์ลิเวอร์พูล ด้วยข้อเสนอสูงถึง 2 พันล้านปอนด์  แต่เฟนเวย์เพียงมองบนแล้วปฏิเสธ

จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่มันน่าจะสะท้อนมูลค่าของสโมสรที่มาไกลจาก 9 ปีที่แล้วแบบลิบลับ

มูลค่าที่มาพร้อมกับผลงานและความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

วันแรกที่เฮนรี่ ดึงสโมสรหลุดจากการครอบครองของปลิงสองตัวนั้นมาได้ เขาประกาศว่า “เรามาที่นี่เพื่อชนะ และจะทำทุกอย่างที่จำเป็น” 

มันอาจมีอุปสรรคบ้างในช่วงแรก แนวทางผิดพลาด และใครบางคนต้องเสียสละลุกจากที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็นเคนนี่ ดัลกลิช หรือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ไปจนถึงดาเมียง โกมอลลี่ ในตำแหน่งไดเรคเตอร์ ออฟ ฟุตบอล

แต่ทุกก้าวถือเป็นการเรียนรู้เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญกว่าคือเฟนเวย์ ไม่เคยหยุดที่จะเดิน เดินอย่างมั่นคงบนความมั่นใจว่าจะไม่หลงทางอีก

พวกเขาตัดสินใจเจียดงบต่อเติมอัฒจันทร์ แทนเมกะโปรเจคท์สร้างสนามใหม่ในสวนสแตนลี่ย์ พาร์ก ซึ่งต้องใช้เงินโคตรอภิมหาศาล และอาจมีปัญหาต่อการเสริมทีมในด้านอื่นอีกนับสิบปี 

มีสนามเว่อร์วังอลังการ แต่ซื้อนักเตะที่ต้องการมาไม่ได้  ผลงานไปไม่สุด ย่อมเปล่าประโยชน์ 

การเลือกซื้อและขายผู้เล่น ถูกกลั่นกรองอย่างรอบคอบเหมาะสม ใครที่ตะแบงว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ ถ้าไม่ซื้อของแพงอย่างฟาน ไดค์, อลิสซง, ฟาบินโญ่ และนาบี เกอิต้า หงส์แดงคงไม่ติดปีกบินสูงได้ขนาดนี้

อย่าลืมพูดด้วยสิครับว่าคล็อปป์ ขายใครไปบ้างได้เงินมาเท่าไหร่  และหลายคน แม้แต่แฟนลิเวอร์พูลเองก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจากทีมเมื่อเกือบสี่ปีก่อนตอนคล็อปป์ เปิดตัวด้วยการบุกเสมอสเปอร์ส 0-0 ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน

จนมาถึงชุดที่ชนะไก่เดือยทอง 2-0 คว้าแชมป์ยุโรปสมัยหก 

เขาใช้เงินเสริมทัพไปจริงๆ แค่ 126 ล้านปอนด์ ถือว่าน้อยอิ๊บอ๋าย

ผลงานดีในสนาม  ต้องชื่นชมนักเตะและการทำงานของโค้ช

การมาของนักเตะที่ถูกคน และขายถูกจังหวะ ต้องให้เครดิตกับทีมงานที่มีส่วนตัดสินใจ ไปจนถึงแมวมอง 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะถูกดึงดูดให้มารวมตัวกันในที่แห่งเดียวไม่ได้ ถ้าขาดผู้บริหารระดับเซียนเหยียบเมฆ

ความสำเร็จของลิเวอร์พูลในวันนี้ต้องย้อนกลับไปขอบคุณจอห์น ดับบลิว เฮนรี่ กับทีม FSG เมื่อเก้าปีก่อน

และมันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่น่าเซอร์ไพรส์อะไร เมื่อมองว่าทีมบอสตัน เร้ด ซ็อกซ์ ของ FSG  กลับมาผงาดได้แชมป์เวิลด์ ซีรีส์ (แชมป์ลีกเบสบอลของอเมริกา) ภายในสองปีที่พวกเขามาเทกโอเวอร์ 

หลังจากรอคอยมาไม่นานเท่าไหร่ แค่ 86 ปีเอง ! 

และทราบมั้ยว่าในระยะเวลาเพียง 17 ปีภายใต้ปีกของเฟนเวย์ ทีมถุงเท้าแดงกดแชมป์เวิลด์ ซีรีส์ ไปแล้ว 4 สมัย

หมาดๆ อยู่ในฐานะแชมป์ฤดูกาลล่าสุด 2018 

สองทีมกีฬาในการบริหารของ FSG วันนี้มีดีกรีมีสายสะพาย “แชมป์” ด้วยกันทั้งคู่ 

เร้ด ซ็อกซ์ แชมป์เวิลด์ ซีรีส์ 

ส่วนเร้ด แมชชีน แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก…