ภารกิจเร่งด่วนของ ‘คล็อปป์’

24 July 2019
2,105 VIEWS

ลิเวอร์พูล เดินสายทัวร์อเมริกามาแล้วสองเกม แพ้รวดต่อดอร์ทมุนด์ 2-3 และเซบีย่า 1-2 แอบเสียฟอร์มเล็กๆ ในฐานะแชมป์ยุโรป 

เหลือทิ้งทวนอีกหนึ่งนัดกับสปอร์ติ้ง ลิสบอน ที่นิวยอร์ก ก่อนบินกลับพร้อมหอบการบ้านโจทย์ใหญ่ตามมาด้วย

เรื่องผลแพ้ชนะในเกมปรีซีซั่น ไม่ควรซีเรียสตื่นตูมตกใจ อุ่นเครื่องคืออุ่นเครื่อง ไม่มีใครจดจำแชมป์อุ่นเครื่อง 

แต่สิ่งที่เก็บเกี่ยวได้จากเกมเหล่านี้ต่างหาก บรรดาทีมจะกลับมาแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรให้ทันออกสตาร์ตฤดูกาลใหม่ ตรงนี้แหละสำคัญที่สุด 

บางที การแพ้แม้ว่าส่งตัวหลักลงสนามเกือบครบ อาจส่งผลดีมากกว่าเสียสำหรับลิเวอร์พูล ด้วยซ้ำไป เพราะเจอร์เก้น คล็อปป์ กับทีมงานหลังบ้าน คงตาสว่างเห็นอะไรชัดแจ๋วเป็นตาปลากว่าเดิม 

ในเกมกับเซบีย่า แข้งชุดใหญ่ไล่ตั้งแต่มิโญเล่ต์, อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, ลอฟเรน, โรเบิร์ตสัน, ไวนัลดุม, ฟาบินโญ่, เฮนโด้,  มิลเนอร์, แชมเบอร์เลน ไปจนถึงโอริกี้ มีส่วนร่วมอย่างน้อยคนละ 45 นาที

อาจไม่อยู่ในสนามพร้อมกันคราวเดียว แต่นั่นหมายถึงลิเวอร์พูล ไม่ได้อ่อนหัด ทั้งสองครึ่งเวลามีรุ่นพี่คอยประคองเด็กอย่างโฮเวอร์, ฟิลิลิปส์, ลารูชี่, เลวิส, โจนส์, วู้ดเบิร์น, เคนท์ และไอ้หนูบริวสเตอร์

ในบรรดารุ่นใหญ่ขาดแค่อลิสซอน เบ็คเคอร์, โม ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่ รวมทั้งตัวเจ็บอย่างเซอร์ดาน ชาคิรี่ กับนาบี เกอิต้า 

คำถามมีว่า….คล็อปป์ กับทีมงานหลังบ้าน มองเห็นอะไรจากการแพ้ทั้งดอร์ทมุนด์ กับเซบีย่า 

บางทีที่ชัดเจนสุดคือปัญหาแนวรุกเมื่อไม่มีสามประสาน SMF 

ถ้าไม่นับการออกสตาร์ตอุ่นเครื่องกับทีมรองบ่อนอย่างทรานเมียร์ และแบรดฟอร์ด นี่คงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในรอบปีที่ลิเวอร์พูล ออกสตาร์ตโดยไม่ทิ้งสามกองหน้าตัวเก่งเอาไว้เลยสักคน

ก่อนหน้าที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ คือเกมเอฟเอ คัพ ที่ไปเยือนวูล์ฟส์ ช่วงต้นเดือนมกราคม

วันนั้น คล็อปป์ ใส่ชื่อซาลาห์, ฟีร์มิโน่ และมาเน่ ไว้แค่ข้างสนาม โดยให้โอกาสสเตอร์ริดจ์ กับโอริกี้ เป็นตัวจริงพร้อมกัน

ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเกมไอซีซี คัพ สองนัดล่าสุด หงส์แดงโดนฝูงหมาป่ารุมขย้ำอนาถ 2-1 

และย้อนไปเดือนธันวาคมในแมตช์บุกรังเทิร์ฟ มัวร์ของเบิร์นลี่ย์ คล็อปป์ โชว์ห้าวเป้ง ดร็อปซาลาห์ กับฟีร์มิโน่ เป็นสำรอง ส่วนมาเน่ เจ็บไม่มีชื่อ 

ลิเวอร์พูล อาจแซงชนะมาได้ 3-1 แต่กว่าจะพลิกขึ้นนำต้องรอกระทั่งส่งทั้งคู่ลงมาเป็นทีเด็ดหลังผ่านไปกว่าชั่วโมงเต็ม

ฟีร์มิโน่ ทำประตู 2-1 ด้วยใช้เวลาอยู่ในสนามแค่สามนาที ก่อนซาลาห์ ทิ้งบอลให้ชาคิรี่ ยิงปิดท้ายในจังหวะโต้กลับช่วงทดบาดเจ็บ

พอจะสรุปคร่าวๆ ได้คือเวลาที่ลิเวอร์พูล ขาดกองหน้าสามคนนี้ไปพร้อมกัน หรืออย่างน้อย 2 ในสาม ทีมมักออกอาการว่ามีปัญหาในเกมบุก 

ต่อให้กองหลังอยู่ครบ กลางยืนแน่นปึ้ก แต่หงส์เสียบุคคลิกหมดความน่าเกรงขามในสายตาคู่แข่ง

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือคล็อปป์ และทีมงาน อาจปล่อยให้ชะตาของทีมขึ้นอยู่กับสามคนนี้เหมือนเดิมในซีซั่นอันหนักหน่วง ต้องห้ำหั่นถึง 7 รายการ 

จากคอมมิวนิตี้ ชีลด์ ต่อเนื่องด้วยพรีเมียร์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ลีก คัพ, สโมสรโลก, เอฟเอ คัพ รวมไปถึงแชมเปี้ยนส์ ลีก 

ไม่ได้แช่ง แต่ยูโรปา ลีก อาจเป็นเวทีที่ 8 ก็เป็นได้ ถ้าลิเวอร์พูล จับผลัดจับผลูจบอันดับสามของกลุ่มในถ้วยใหญ่

แต่แนวรุกชุดหลัก กลับวางคิวไว้แค่สามคนที่มีมาตราฐานสูสีกัน ทั้งโอกาสลงสนาม และผลงาน

ส่วนดิว็อก โอริกี้ ไม่ควรจัดเป็นตัวหลัก แต่เป็นอะไหล่ฉุกเฉินซะมากกว่า

ตลอดสองฤดูกาลที่ SMF เล่นร่วมกัน ผลงานชัดเจนว่าเป็นเดอะแบกความหวังในการจบสกอร์มากขนาดไหน

ทั้งสามคนช่วยกันยิงถึง 160 ลูกจาก 250 ประตูในทุกรายการ คิดเป็น 64 เปอร์เซนต์ของทีม ถือว่าสูงปรี๊ด

ฤดูกาล 2017/18 รองจากสามคนนี้ได้แก่คูตินโญ่  12 ลูก และเอ็มเร่ ชาน 6 แต่ทั้งคู่ก็ย้ายไปเรียบร้อย

ส่วนปีที่ผ่านมา มิลเนอร์ กับโอริกี้  สะสมคนละ 7 ประตู แต่ไม่ถึงครึ่งอยู่ดีของคนยิงได้น้อยสุดในแก๊งสามใบเถาอย่างฟีร์มิโน่ (16 ลูก) 

นี่คือโจทย์การบ้านที่คล็อปป์ ต้องระดมสมองกับทีมงานว่าจะเดินหน้าในทิศทางไหนต่อ 

ฝากความหวังกับ SMF พร้อมจุดธูปภาวนาขออย่าให้เจ็บไข้ได้ป่วยตลอดอีกหนึ่งปีข้างหน้า

หรือว่าถึงเวลาแล้วที่จะออกไปเสาะหากองหน้าเกรดเอ ด้วยตั้งเป้าไม่เพียงแค่เติมเก้าอี้สำรองให้เต็ม 

แต่ต้องดีพอเบียดแย่งตัวจริงไม่ว่ากับใครในสามแนวรุก 

ลิเวอร์พูล พึ่งพาสายพานการผลิตประตูของ SMF มากถึง 63 % ในพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลที่แล้ว (ตัวเลขใกล้เคียงมากกับ 64 % ในทุกรายการตลอดสองปี) เมื่อเทียบกับแมนฯ ซิตี้ ที่สัดส่วนประตูจากเซร์คิโอ อเกวโร่, ราฮีม สเตอร์ลิง และแบร์นาร์โด้ ซิลวา อยู่ในระดับแค่ 47 % ของทีม

แนวบุกของเรือใบสีฟ้ายังสามารถหมุนเวียนไปใช้ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และลีรอย ซาเน่ โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพลงแต่อย่างใด

นี่คือความแตกต่าง และเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม แมนฯ ซิตี้ ถึงยืนหยัดลุ้นแชมป์ทั้งสี่รายการจนกระทั่งถูกสเปอร์ส น็อกตกรอบก่อนรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในช่วงครึ่งหลังของเดือนเมษายน 

ตรงข้ามกับลิเวอร์พูล ทั้งกรอบทั้งล้าขาแทบขวิด แม้ว่าชิงตกรอบลีก คัพ กับเอฟเอ คัพ ตั้งแต่รั้วแรก

ซาลาห์ ลงเล่นทุกรายการมากถึง 4,337 นาที ส่วนมาเน่ น้อยกว่ากันแค่ 31 นาที  ยิ่งไปกว่านั้น กองหน้าเซเนกัล ยังกลับไปรับใช้ทีมชาติเกือบพันนาทีในรอบปีที่ผ่านมา 

หันไปดูนักเตะแมนฯ ซิตี้ สเตอร์ลิ่ง เล่นมากสุด 4,096 นาที เผินๆ เหมือนเยอะ แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือทีมที่เข้ารอบลึกสุดซอยในทุกเวที

ที่สำคัญ สเตอร์ลิง เล่นต่อเนื่องอย่างมากที่สุดแค่ 10 เกมติด ผิดกับซาลาห์ ตะบี้ตะบันเตะติดต่อกันถึง 50 นัด ! 

คล็อปป์ เพิ่งออกมาพูดถึงมาเน่ ว่ากรำศึกหนักตลอดทั้งปี คิกออฟในวันที่ 21 ก.ค. 2018 เมื่อกลับมารายงานตัวฝึกซ้อมวันแรก 

กระทั่งจบแมตช์สุดท้ายในนัดชิงแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ วันที่ 19 ก.ค. 2019 ขาดแค่สองวันจะครบรอบปฏิทิน

แมนฯ ซิตี้ อาจมีมาห์เรซ ที่ทิ้งทวนวันเดียวกันกับทีมแอลจีเรีย และทั้งคู่น่าจะพลาดเกมคอมมิวนิตี้ ชีลด์ รวมไปถึงนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ ลีก 

แต่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกมากเท่าเจอร์เก้น คล็อปป์ 

เพราะมาห์เรซ เป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่ง ถึงไม่มีเขา แนวรุกเรือใบยังมีอะไหล่ทดแทนให้เดินหน้าอย่างไหลลื่น

แต่มาเน่ คือชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องจักรสีแดง ขาดไปหรือไม่สมบูรณ์ ประสิทธิภาพอาจลดลงถึงครึ่งหนึ่ง 

ช่วงเวลาจากนี้ก่อนปิดตลาดพรีเมียร์ ลีก ในวันที่ 8 สิงหาคม จึงน่าสนใจอย่างยิ่งว่าคล็อปป์ จะหาตัวรุกดีๆ มาเสริมอีกสักคนหรือไม่ 

ถ้าจะสู้กับแมนฯ ซิตี้ แบบหมัดต่อหมัด ปลายเท้าชนปลายเท้าและยืนระยะให้ได้จนนัดสุดท้ายเหมือนซีซั่นก่อน ในปีที่ต้องกรำศึกหนักรอบด้านถึง 7 ถ้วย

ขอบอกเลยว่านี่คือภารกิจที่คล็อปป์ ต้องจัดหามาด่วนๆ…