เป็นมากกว่าฟุตบอล : ลีกอิตาลีรณรงค์ยุติความรุนแรงกับสตรี-เด็ก

26 November 2018
214 VIEWS

ทุกวันนี้ โลกของฟุตบอลเดินทางไปไกลว่าคำว่าเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกไปแล้ว เพราะนอกจากเกมการแข่งขันตลอด 90 นาที ที่ผู้คนทั่วโลกเข้าใจกันเป็นภาษาเดียวกัน แต่ฟุตบอลยังเป็นอะไรที่มากกว่า ‘ฟุตบอล’ ไปแล้ว ในโลกยุคนี้ เพราะฟุตบอลยังเป็นกระบอกเสียงต่อมวลมนุษยชาติในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อาทิ ต่อต้านการเหยียดสีผิว, ต่อต้านความไม่เท่าเทียมกันในสังคม, ยกเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมา

ล่าสุด แข้งนักเตะจากลีกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี พร้อมใจกันเป็นจำนวนมาก ช่วยกันเป็นโทรโข่งขยายเสียงในเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการรณรงค์ยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กและสตรีทั่วโลก โดยใช้การทาสีแดงไว้ที่แก้มในการลงเล่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซูเปอร์สตาร์ดังของลีกอิตาลี อาทิ คริสเตียโน่ โรนัลโด้, มาริโอ มานด์ซูคิช, เปาโล ดีบาล่า, นอกจากนี้ ยังมีแกนนำ อาทิ มาเร็ก ฮัมซิก ของนาโปลี, เมาโร อิคาร์ดี้ ของอินเตอร์ และ จิอันลุยจิ ดอนนรุมม่า ผู้รักษาประตูของเอซี มิลาน ที่เป็นแกนนำตัวตั้งตัวตีในการ ทาแก้มเป็นสีแดง ลงในสนามแข่ง เพื่อรณรงค์เรื่องนี้

ความจริงแล้ว การรณรงค์ประเด็นยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ไม่ใช่เรื่องใหม่ถอดด้าม สำหรับลีกแดนมักกะโรนี เพราะเมื่อฤดูกาล 2017-18 นัดที่ 34 ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักแตะและโค้ช จำนวนมาก ได้ร่วมใจกันทาหน้าสีแดง เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในโครงการ unrossoallviolenza หรือ ชูใบแดงให้ความรุนแรง ที่ดำเนินการโดย WeWorld Onlus ซึ่งเป็นองค์รการกุศลของอิตาลี

สำหรับ โครงการนี้ WeWorld Onlus ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับการตระหนักรู้ถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง หลังจากเกิดเหตุการณ์การกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีอย่างต่อเนื่องในประเทศอินเดีย ในช่วงการรณรงค์ช่วงแรกที่เป็นข่าวอย่างหนัก

การรณรงค์เรื่องดี ๆ แบบนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ที่ นักฟุตบอลและโค้ชในยุคปัจจุบัน เพราะ ยังมีพวกอดีตนักเตะของทีมชาติอิตาลีร่วมสนับสนุน และให้ความเห็นไปในเชิงบวกอีกด้วย อาทิ ฟรานเชสโก้ ตอลโด้ อดีตผู้รักษาประตูอิตาลีและอินเตอร์ มิลาน กล่าวว่า “ความรุนแรงเป็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่ฝังรากมานาน…ในการแก้ปัญหาดังกล่าว ลูกหลานของเราต้องได้รับการสั่งสอนถึงสิทธิ และพวกเขาต้องแสดงความเคารพในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

“โดยในอคาเดมี่เยาวชนของแต่ละทีม สามารถมอบการสั่งสอนให้กับนักกีฬาและผู้ชายคนอื่น ๆ ได้ตั้งแต่เด็ก ….แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จากครอบครัวของตัวเองนั้นจะอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น”

สมมุติหากใครที่ชอบท่องโลกโซเชียล อาทิ อินสตราแกรม หรือ เฟซบุ๊ค แล้วลองเสิร์ท แฮทแท็กคำว่า #WeWorld Onlus ก็จะเห็นภาพของคนในวงการฟุตบอลอิตาลีจำนวนมาก ทั้งนักเตะ, โค้ช, กรรมการ รวมถึงพวกภรรยา และแฟนสาวของนักฟุตบอลลีกอิตาลีที่ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับเรื่องนี้ และมีทีท่าว่าเอาจริงเอาจังกันมาก ๆ

สำหรับ เรื่องนี้กลายเป็นวาระระดับชาติของหลายๆประเทศ เพราะสถิติตัวเลขการทำร้ายผู้หญิงและเด็กเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และการที่ได้ ผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด ผู้ทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต อาทิ นักฟุตบอลมาช่วยรณรงค์ก็น่าจะเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดี ให้กับคนในเจเนอเรชั่นหลังของอิตาลี ที่ได้ ‘รับรู้’ และ ‘ตระหนัก’ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้

แน่นอนว่าหลาย ๆ ประเทศ ถูกฝังรากลึกมาด้วย วัฒนธรรม ‘ชายเป็นใหญ่’ …ที่ดูเหมือนยากจะแก้ไข แต่ในเมื่อโลก ณ ปัจจุบันเดินไปไกลแล้ว ณ เข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้าอย่างทุกวินาทีตอนนี้ โลกทุกอย่างต้องเท่าเทียมกันหมดแล้ว…มีความเป็นคนเท่าเทียมกัน…ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม…ไม่ว่าจะช่วงวัยไหนก็ตาม

อย่างน้อยๆการช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้ …ได้เริ่มต้นอย่างเป็นรูปเป็นร่าง และมีกระบอกเสียงที่ช่วยกระจายไปให้ไกลอย่างวงการฟุตบอล ก็น่าจะมีความหวังที่ทำให้ตัวเลขสถิติความรุนแรงกับสตรี-เด็กทั่วโลก ลดน้อยลง

…ถือได้ว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่รอทุก ๆ คน