สิ่งที่มีความหมายมากกว่าแชมป์ ‘เจลีก’

ธีราธร บุญมาทัน
7 December 2019
336 VIEWS

เห็นภาพรอยยิ้มกว้างกับอาการลุกลี้ลุกลนของ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน ที่ยืนอยู่แถวหลังของทีมโยโกฮามา เอฟ. มารินอส ในพิธีการฉลองแชมป์ฟุตบอลเจลีก ฤดูกาล 2019 แล้วมันชวนให้คิดถึงอะไรหลายอย่างอยู่นะครับ

โดยเฉพาะเรื่องการก้าวเดินของเขาที่มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? 

จากคนที่ไม่ได้โอกาสอยู่ต่อกับวิสเซิล​ โกเบ ทำท่าเหมือนจะต้องกลับมาเล่นในบ้านเกิด แต่สุดท้ายแล้วได้ตั๋วรถด่วนขบวนเกือบสุดท้ายให้กลับมาเล่นในเจลีกเหมือนเดิมกับ มารินอส 

พอย้ายมาแล้วก็ใช่ว่าจะสวยหรู ในทางตรงกันข้ามอุ้มต้องสู้อยู่ไม่น้อย ใช้ทั้งเวลาทั้งความพยายามจนสุดท้ายได้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง คราวนี้เขาไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไปง่ายๆ

“ทีราตอน” กลายเป็นแบ็กซ้ายตัวหลักของทีม 

และที่สุดแล้วเขากลายเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์เจลีก – เป็นนักฟุตบอลไทยคนแรกที่ได้สัมผัสโทรฟี่แชมป์ลีกลูกหนังที่ดีที่สุดลีกหนึ่งของเอเชีย

ทีเด็ดคือการที่ในนัดตัดสินแชมป์ “โก๋อุ้ม” ของพวกเรากลายเป็นฮีโร่ของทีมเมื่อซัดประตูเบิกร่องให้ทีมขึ้นนำ ซึ่งเป็นการแทบจะการันตีแชมป์ให้มารินอสตั้งแต่วินาทีที่บอลเข้าไปตุงตาข่าย (แบบที่เทพีแห่งโชคหันมาฉีกยิ้มกว้างให้) 

ภาพหลังจบเกมที่เจลีกเลือกใช้ทำกราฟิกสรุปการแข่งขัน ก็เป็นภาพที่เพื่อนๆมาร่วมฉลองประตูกับเขา

จากจุดสตาร์ทถึงตรงนี้ทุกอย่างมันช่างน่าเหลือเชื่อครับ 

ส่วนตัวผมเชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะแฟนบอลชาวไทยที่ไม่ได้คาดหวังว่าอุ้มจะมาไกลขนาดนี้ เพราะแฟนบอลญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มองว่าเขาจะก้าวมาได้ถึงจุดนี้

และบางทีแม้แต่ตัวของเขาเองก็อาจจะไม่ได้คิดฝันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน

เพียงแต่ในสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาได้ทุกอย่างมาเพราะโชคหรือดวง

ในทางตรงกันข้ามเขาได้ทุกอย่างมาด้วยความพยายามของตัวเองล้วนๆครับ

ท่ามกลางหมู่นักเตะไทยในแดนซามูไร ต้องบอกว่าอุ้ม เป็นคนที่จะบอกว่าโชคดีก็ใช่ แต่ในอีกทางเขาก็อยู่ใต้ความกดดันสูงเพราะได้อยู่กับทีมที่เป็นสโมสรใหญ่อย่างมารินอส

สโมสรใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องของจำนวนแชมป์ หรือความสำเร็จในระยะหลังเพียงอย่างเดียว เพราะถึงทีมจะไม่ได้แชมป์มายาวนานกว่า 15 ปี แต่โยโกฮามา เอฟ. มารินอส คือหนึ่งในสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

พวกเขาอยู่ในระดับเดียวกับ คาชิมา แอนท์เลอร์ส, คาชิมา แอนท์เลอร์ส, อุราวะ เรด ไดมอนด์ส 

สโมสรเหล่านี้ไม่ได้ร่ำรวยแค่ความสำเร็จ แต่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ เรื่องราว และความผูกพันระหว่างสโมสรและแฟนฟุตบอล

มารินอส หรือชื่อเดิมคือนิสสัน มอเตอร์ส เอฟซี ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1972 ครับ ดำเนินกิจการมายาวนาน และเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมก่อตั้งฟุตบอลเจลีกยุคใหม่เมื่อปี 1992 

พวกเขาเป็นทีมที่ 2 ที่คว้าแชมป์เจลีกได้ในยุคก่อตั้ง โดยล้มโคตรทีมยุคนั้นอย่าง เวอร์ดี คาวาซากิ ได้สำเร็จในปี 1995 ด้วยขุนพลระดับตำนานของวงการฟุตบอลญี่ปุ่นอย่าง มาซามิ อิฮาระ ภูผาแห่งมารินอส ร่วมด้วยสตาร์ต่างชาติอย่าง ดาวิด บิสคอนติ, เมดินา เบลโล และซูเปอร์สตาร์ประจำทีมที่ย้ายมาสร้างสีสันอย่าง รามอน ดิอาซ กองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดลุยฟุตบอลโลก

จากนั้นพวกเขาต้องรออีก 8 ปีก่อนจะคว้าแชมป์อีกครั้งในปี 2003 คราวนี้กำลังหลักเป็นนักเตะญี่ปุ่นเองอย่าง ทัตซึฮิโกะ คุโบะ กองหน้าดาวยิง และหนึ่งในกองหลังที่เก่งที่สุดของญี่ปุ่นอย่าง ยูจิ นาคาซาวะ

และในฤดูกาลถัดมาก็ป้องกันแชมป์ได้อีก คราวนี้ได้ อาห์น จุง-วาน สตาร์กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้มาช่วยถล่มประตูพาทีมเป็นแชมป์เจลีก

มารินอส (ซึ่งได้ควบรวมเอาทีม โยโกฮามา ฟลิวเกลส์ สโมสรคู่แข่งร่วมเมืองที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หลังสปอนเซอร์หลักอย่าง ANA ขอถอนตัวจากการสนับสนุน จึงเปลี่ยนชื่อทีมเป็น โยโกฮามา เอฟ. มารินอส โดย เอฟ. คือฟลิวเกลส์ นั่นเอง) ยังเป็นเจ้าของสนามฟุตบอลที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นอย่างสนามนิสสัน สเตเดียม ที่มีความจุถึง 75,000 คน ซึ่งเป็นสนามที่ได้จัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 

การเล่นให้ทีมใหญ่เหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความกดดันและความคาดหวังนั้นสูงกว่าทีมในระดับที่รองลงไปอย่าง คอนซาโดเล ซัปโปโร หรือโออิติ ทรินิตะ ของชนาธิป สรงกระสินธ์ และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ครับ

แต่ก็เพราะการเล่นให้สโมสรระดับนี้เช่นกันที่ช่วยเปลี่ยนแปลงอุ้มให้เป็นคนใหม่

ถ้าสังเกตเราจะเห็นว่าเขาดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก การวางตัวดูดีขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องของวัยวุฒิแล้ว สิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ก็มีส่วนขัดเกลาให้เขาเติบโต

และแน่นอนครับว่าการอยู่กับคนเก่ง เราก็มีโอกาสจะเก่งตามไปด้วยไม่ยาก 

ในวงเล็บว่าถ้าเราพยายามได้มากพอและไม่ท้อไปเสียก่อน

อุ้ม พิสูจน์สิ่งนี้ให้เห็นครับว่ามันเป็นเรื่องจริง ผ่านการเล่นของเขาในสนาม ผ่านการวางตัว ผ่านอะไรหลายอย่างที่เราได้เห็น

ผมเองได้โอกาสไปนั่งดูเขาที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 ก็ยังรู้สึกว่าวันนี้เขาเล่นยิ่งเล่นดีกว่าในวันที่เล่นกับวิสเซิล โกเบ ที่ได้เล่นร่วมกับโคตรบอลอย่าง อันเดรส อิเนียสตา เสียอีก

เกมรุกอาจจะไม่ได้ขยับสูงเท่า แต่การเล่นครบเครื่องขึ้นมาก และที่สำคัญทั้งหมดคือการเล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง

เขาอาจจะไม่ใช่สตาร์เด่นของทีมเหมือนที่ ชนาธิป เป็นกับ “คอนซะ” แต่เขาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้มารินอส กลายเป็นทีมที่ดีขึ้น

ดีแค่ไหน?

ก็แค่จากอันดับ 12 ในฤดูกาลที่แล้วสู่การเป็นแชมป์ในฤดูกาลนี้

มาร์กอส จูเนียร์ จะปล่อยพลังคลื่นเต่าสักกี่ครั้ง, “เอเรกิ” เอริค ลิมา จะโชว์ความเร็วสายฟ้าฟาดเข้าไปยิงประตูเท่าไหร่, เทรุฮิโตะ นาคากาวะ จะโดดเด่นแค่ไหนในแนวรุกก็ตาม พวกคุณจะเล่นอะไรก็เล่นไป

แต่พื้นที่ทางฝั่งซ้ายขอให้วางใจได้ เพราะธีราทรคนนี้คุมอยู่หมัด

แฟนบอลญี่ปุ่นเขายกย่องว่าซ้ายของอุ้มเป็น “เท้าซ้ายปีศาจ” เชียวนะครับ

ทีนี้สำหรับชาวไทย – ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่กี่วันอยู่ในอารมณ์ท้อแท้กับการตกรอบแรกฟุตบอลซีเกมส์ – สิ่งที่เราควรจะรู้สึกไปกับความสำเร็จของธีราทร ไม่ใช่จบแค่การดีใจและฉลองแชมป์กันแป๊บๆ

มันมีหลายสิ่งที่เราน่าศึกษาจากความสำเร็จของอุ้มในวันนี้ครับ

เขาพยายามอย่างไร? เขาสู้แค่ไหน? เขาทำอย่างไรที่จะไม่ยอมแพ้แม้ในวันที่ทุกอย่างยากลำบาก? และเขาพยายามคว้าโอกาสของเขาอย่างไร?

เหมือนครั้งนึงที่วงการฟุตบอลญี่ปุ่น เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆจากการออกไปผจญภัยในต่างแดนของนักเตะรุ่นบุกเบิกอย่าง “คาซู”, ฮิเดโตชิ นากาตะ, ชุนสุเกะ นากามูระ (นี่ก็ตำนานมารินอส) ที่พยายามถางทางให้คนรุ่นต่อไปได้เดินตามมา

ธีรศิลป์ แดงดา, ชนาธิป, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ฐิติพันธ์ และธีราทร กำลังพยายามทำแบบนั้นอยู่

สำหรับธีราทร ความสำเร็จในวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีของวันนี้ครับ ขอบคุณที่ทำให้คนไทยกลับมามีความสุขอีกครั้ง

แต่สิ่งที่จะมีความหมายมากกว่า “ความสุข” คือ “แรงบันดาลใจ” ที่ส่งมาถึงน้องๆทุกคนในบ้านเรา

ถ้าพี่เขาทำได้ ทุกคนก็ทำได้

ตามพี่เขาไปให้ได้ล่ะ

ป.ล. มีใครสักคนบอกผมว่า “อุ้มอยู่ต่อ” นะครับ