คุณค่าของคำว่าอาร์เซนอลที่หายไป

อาร์เซนอล

แฟนบอลอดไม่ไหวโห่ใส่นักเตะทีมตัวเอง

กัปตันทีมหงุดหงิด ยั่วโมโหกลับ แจกฟักแฟงแตงโมกลับใส่แฟนบอล แล้วถอดเสื้อและปาลงพื้น

นักเตะตัวสำรองเห็นเหตุการณ์ยืนปาดน้ำตาข้างสนาม

ผู้จัดการทีมบอกกัปตันทำผิด แต่ไม่กล้าตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่าง แถมราดน้ำมันบนกองไฟในคดีเก่ากับผู้เล่นที่เคยเป็นคีย์แมนของทีม ด้วยการบอกว่าการเขี่ยเขาออกจากทีมเป็นการเห็นชอบของทั้งสโมสร

ทั้งหมดที่กล่าวมามันชวนให้เกิดคำถามครับว่า ตกลงแล้วนี่มันสโมสรฟุตบอลแบบไหนกันแน่นะ?

เกิดอะไรขึ้นกับทีมที่เคยเป็นทีมที่น่าภาคภูมิใจอย่าง อาร์เซนอล?

แน่นอนครับว่าประเด็นของ กรานิต ชากา เป็นเรื่องใหญ่ที่เราทุกคนสนใจ เพราะแม้เรื่องจะผ่านมาหลายวันแล้วนับตั้งแต่วันอาทิตย์แต่ยังไม่มีบทสรุปหรือความคืบหน้าอะไรที่ชัดเจนพอที่จะทำให้เรา “ข้าม” เรื่องนี้ไปได้เหมือนในหลายเรื่องดราม่า

ส่วนหนึ่งเพราะชากา เองก็ยืนกรานจะไม่ขอโทษ (อย่างน้อยก็ในเวลานี้)

อีกส่วนทีมกันเนอร์สเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้เด็ดขาด จะปลด จะลงโทษ หรืออะไรสักอย่าง ด้วยเหตุผลกังวลในเรื่องความรู้สึกและสภาพจิตใจของกัปตันทีมชาวสวิตเซอร์แลนด์

การเป็นแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับใครเลย เพราะเรื่องนั้นไม่จบ จะบอกว่าเอาไปซุกไว้ใต้พรมก็ไม่ใช่ เรียกว่าไม่ได้เก็บไม่ได้กวาดกันเลยดีกว่า

ปฏิกูลมูลฝอยกองกลางบ้านอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น

เอาล่ะ แล้วเราควรจะเริ่มจัดการที่ตรงไหนก่อน?

อย่างแรกควรจะเป็นเรื่องตำแหน่งกัปตันทีม

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าจากการกระทำของชากา โดยเฉพาะหลังปฏิเสธจะขอโทษต่อสิ่งที่ได้ทำลงไป ซ้ำยังมีการส่งสัญญาณด้วยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์บนโซเชียลมีเดียจากภาพในชุดอาร์เซนอลเป็นชุดทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ (ซึ่งเขาเป็นกัปตันทีมเช่นเดียวกัน) ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย

เพราะมันสะท้อนวุฒิภาวะของตัวชากา สะท้อนว่าเขาไม่มีภาวะความเป็นผู้นำที่ดี

และเหนืออื่นใดคือเขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าการได้เป็นกัปตันทีมอาร์เซนอลนั้นมี “ความหมาย” แค่ไหน

จริงอยู่ที่สิบกว่าปีมานี้ทีม “กันเนอร์ส” ตกต่ำลงไปจากเดิมพอสมควร ปัจจุบันพวกเขาอยู่แค่ในสถานะ Top6 ไม่ได้เป็น Top4 เหมือนที่เคยเป็นมาตลอด แต่ถ้ามองถึงประวัติศาสตร์ของสโมสรที่ยืนยาวมาร้อยกว่าปี อาร์เซนอล คือหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาร์เซนอล มีกัปตันทีมเพียงแค่ 43 คนครับ

การสืบทอดตำแหน่งแต่ละครั้งไม่ได้ง่ายและดูไร้ความหมายเหมือนที่ ชากา ส่งปลอกแขนให้กับ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยัง ด้วย

ในบรรดาคนที่เคยสวมปลอกแขนกัปตันทีมอาร์เซนอล มีตำนานที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรอย่าง ชาร์ลี บูชาน (ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1), อเล็กซ์ เจมส์, เอ็ดดี้ แฮปกูด, โจ เมอร์เซอร์, จอร์จ อีสต์แฮม, แฟรงค์ แม็คลินทอก, อลัน บอลล์, แพท ไรซ์, เดวิด โอเลียรี ก่อนจะมาถึง โทนี อดัมส์ ที่เป็นกัปตันทีมอย่างยาวนานถึง 15 ปี

ต่อจากอดัมส์ ก็มาถึง ปาทริก วิเอรา, มิเคล อาร์เตตา และ แพร์ แมร์แตซัคเกอร์ ซึ่งแม้สองคนหลังอาจจะไม่ได้มีผลงานถึงขั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่พวกเขามีสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเป็นกัปตันทีม

สิ่งนั้นคือการที่พวกเขา “แคร์” สโมสร

กัปตันทีมเหล่านี้รู้ถึงคุณค่าของปลอกแขนที่พวกเขาสวมใส่ รู้ถึงคุณค่าของเสื้อที่อยู่บนตัวพวกเขา พวกเขารู้ว่าเขาลงเล่นในนามของใครและเพื่อใคร

เหมือน เดวิด แดนสกิน กัปตันทีมคนแรกของทีมอาร์เซนอล คนที่ทำงานในโรงงานวูลวิช อาร์เซนอล และตัดสินใจที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล ชักชวนเพื่อนคนงานให้ร่วมบริจาคเงินคนละ 6 เพนนี (sixpence) เพื่อซื้อลูกฟุตบอล และได้รับการยอมรับจากทุกคนให้เป็นกัปตันทีม

ความรักที่มีให้ต่ออาร์เซนอลของแดนสกิน เป็นหนึ่งในความรักบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ และนั่นทำให้แม้วันเวลาล่วงเลยมานับร้อยปี อาร์เซนอลไม่ยอมให้อะไรมาลบเลือนมันไปได้ และเมื่อปีกลายพวกเขาก็ร่วมกันซ่อมแซมหลุมศพของอดีตกัปตันทีมคนแรกขึ้นใหม่ให้สวยงามอีกครั้ง 

คำถามคือ ชากา จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้บ้างไหม? 

บางทีคำง่ายๆแค่คำว่า “ขอโทษ” และอาจเสริมว่า “ผมจะตั้งใจใหม่”​ ก็อาจจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นได้บ้าง

อยู่ที่ตัวของชากา ว่าจะคิดได้ไหม – และอีกส่วนอยู่กับสโมสรว่าหากนักเตะไม่เข้าใจพวกเขาก็ต้องทำอะไรสักอย่าง

สำหรับแฟนบอล พวกเขาเองก็ทำเกินไปอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เพราะสำหรับทีมที่เคยยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปยืนในจุดเดิมได้ทั้งๆที่ตัดใจขอแยกทางกับกุนซือที่อยู่คู่สโมสรมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษอย่างอาร์แซน เวนเกอร์ก็แล้ว ทั้งๆที่ยอมทุ่มเงินถึง 80 ล้านปอนด์เพื่อซื้อนักเตะแค่คนเดียวอย่างนิโกลาส เปเป ก็แล้ว และไม่นับความพยายามอีกหลายอย่างแต่ไม่ได้อะไรกลับมาสักอย่าง

ในขณะที่ทีมอย่างเชลซี ที่เผชิญวิกฤติก่อนเริ่มฤดูกาลกลับเริ่มค้นพบความลงตัวและกลายเป็นทีมที่น่าจับตามองอีกครั้ง 

ในขณะที่ทีมอย่างเลสเตอร์ ซิตี ทีมเล็กๆที่โลกควรจะลืมไปได้แล้วหลังการคว้าแชมป์แบบเทพนิยาย กลับมาเป็นทีมดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดด้วยผลงานประวัติศาสตร์ตลอดกาลบุกถล่มเซาแธมป์ตันขาดลอยถึง 9-0

อาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่พร้อมจะทิ้งทุกอย่างที่พยายามทำมาด้วยความผิดพลาดง่ายๆ และไม่สามารถรักษาสกอร์นำ 2 ประตูในเกมกับคริสตัล พาเลซได้

เรื่องมันย้อนกลับไปถึงตัวของผู้จัดการทีมอย่าง อูไน เอเมรี ที่เวลานี้ไม่มีใครปกป้องเขาได้อีก

กุนซือชาวสเปน มาพร้อมชื่อเสียงที่ดีไม่น้อย อย่างน้อยการที่ได้ตัวเขามาในวินาทีสุดท้ายทั้งๆที่ทีมมีข่าวตกลงกับ มิเคล อาร์เตตา ไปแล้วก็ทำให้ชาวกูนเนอร์สพอใจมากกว่า 

จอมแท็คติกที่มีถ้วยรางวัลติดตัว เคยเอาชนะเยอร์เกน คล็อปป์ ในนัดชิงยูโรปา ลีก ย่อมดีกว่าอดีตกัปตันทีมที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำทีมชุดใหญ่มาก่อน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาร์เซนอล ของเอเมรี ไม่ได้ดีไปกว่าทีมของเวนเกอร์เลยแม้แต่น้อย และดูเหมือนจะสะสมปัญหามากขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกมกลยุทธ์ที่ชวนสับสน จนบางคนอดคิดไม่ได้ว่า เอเมรี พยายามจัดทีมจัดแท็คติกให้มันยุ่งยากเพื่อที่หากเขาแก้เกมได้จะได้ดูเทพ 

แย่กว่านั้นคือการบริหารจัดการนักเตะที่เขาไม่ถูกชะตาอย่าง เมซุต โอซิล 

เรื่องพวกนี้จริงๆไม่แปลกครับ มันเกิดขึ้นได้ในทุกองค์กรแม้กระทั่งในบริษัทของพวกเราเอง แต่สำหรับเอเมรี การที่เขากีดกันโอซิลอย่างน่าเกลียด และอ้างว่าได้รับการเห็นชอบจากสโมสรแล้ว (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง) มันฟังดูแย่เกินไป

ไม่รู้ว่ากรณีนี้กับกรณีระหว่างซีเนอดีน ซีดาน กับแกเร็ธ​ เบล อันไหนจะแย่กว่ากัน

แต่ที่แน่ๆมันทำให้เขาเสียรังวัดไปพอสมควร และช่วยไม่ได้ที่จะเริ่มมีกระแสข่าวความเปลี่ยนแปลง ซึ่งชื่อที่มีข่าวล่าสุดคือ โจเซ มูรินโญ (ที่ไม่รู้แฟนกันเนอร์สจะรู้สึกอย่างไร)

ทั้งหมดนี้อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้า เอเมรี ทำทีมได้ดีพอ อาจไม่ถึงกับดีมากแต่อย่างน้อยให้ดีขึ้น ดูมีอนาคตบ้าง กันเนอร์สก็น่าจะพร้อมอดทนมากกว่านี้ เพราะเอาแค่สิ่งแรกที่เอเมรี บอกกับแฟนในการสัมภาษณ์ครั้งแรกคือการทำให้อาร์เซนอล กลายเป็นทีมที่เล่นเพรสซิ่งดุดัน ซึ่งแฟนบอลไม่เคยได้เห็นอะไรแบบนี้เลย

แน่นอนยังรวมถึงเรื่องของการบริหารคน ที่หากเขารู้จักเลือกใช้คนให้ถูกกับงานมากกว่านี้ สื่อสารกับลูกทีมได้ดีกว่านี้ (มีข่าวว่าเอเมรี สื่อสารกับลูกทีมไม่รู้เรื่อง ลูกทีมไม่รู้ว่าเขาสั่งอะไร ต้องการอะไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันเพราะในการสัมภาษณ์ครั้งแรกเขาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ!) 

อะไรๆมันก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้

ความจริงจะโทษเอเมรี ว่าเป็นต้นเหตุของทุกสิ่งก็ไม่ถูกครับ เพราะอาร์เซนอลไม่ได้เพิ่งมีปัญหา แต่พวกเขาสะสมปัญหากันมาเป็นสิบปี ซึ่งถ้าจะย้อนกลับไปก็ต้องย้อนขึ้นไปถึงการบริหารของเจ้าของและผู้บริหารที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายปัญหามาโดยตลอด

สำหรับเอเมรี มันอาจจะยากเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว

มีสิ่งมากมายที่อาร์เซนอล จำเป็นต้องทำเพื่อที่จะกลับมายืนในจุดเดิมที่พวกเขาเคยอยู่ให้ได้อีกครั้ง

โดยเฉพาะหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่หายไปคือ “คุณค่า” ของคำว่าอาร์เซนอล

เรื่องนี้ไม่สามารถใช้เงินหรือความสามารถแก้ไขได้

มันต้องใช้ “หัวใจ” ล้วนๆครับ

Talking points

  • ในเกมลีก คัพ คืนนี้ เมซุต โอซิล ที่ถูกดองเค็ม 6 นัดก่อนหน้านี้จะได้โอกาสลงเล่นอีกครั้ง โดยเกมสุดท้ายที่โอซิล ได้เล่นคือเกมลีก คัพ รอบที่ 3 โดยอาจจะได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมด้วย
  • กรานิต ชากา ไม่มีชื่อในเกมนี้ เช่นเดียวกับสตาร์รายอื่นๆ
  • ลิเวอร์พูล กับอาร์เซนอล พบกันครั้งสุดท้ายในเกมลีก คัพ เมื่อ 10 ปีที่แล้วเมื่อปี 2009 โดยกันเนอร์สเฉือนชนะ 2-1 จากประตูของนิคลาส เบนดท์เนอร์


MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Story

5 ประเด็นเดือด ก่อนการปะทะอีกครั้งของ ‘สิงห์’ vs ‘หงส์’

SPORTDesk. Team

ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับสงครามภาคแรก ระหว่าง ลิเวอร์พูล-เชลซี ในศึกลีก คัพ ซึ่งกลายเป็นว่า เชลซีของเมาริซิโอ ซาร์รี่ สามารถเอาชนะไปได้ “ยกแรก” ด้วยการบุกไปเฉือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ 2-1 จากทีเด็ดทีขาดของเอเด็น อาซาร์ ซึ่งลงมาเป็นเป็นตัวสำรองในเกมนั้นก่อนจะสังหารประตูสุดสวย

Story

แทบไม่เหลือแข้งอังกฤษเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีก

SPORTDesk. Team

มีการเปิดเผยสถิติตัวเลขออกมาเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้แฟนบอลอังกฤษ โดยเฉพาะแฟนบอลทีมชาติสิงโตคำรามตกใจไม่น้อย เพราะมีการระบุว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นัดที่ 14 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักเตะ “สัญชาติ” อังกฤษ ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์…

Story

3-0 คุณรู้ความหมายของมันไหม ?

SPORTDesk. Team

อารมณ์เดือดดาลแทบเก็บกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ ราวกับเขื่อนที่กำลังจะแตก และสิ่งที่จะตามมานั่นก็คือสิ่งที่เหนือเกินกว่าการจะคาดหมายใดๆทั้งสิ้น นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยลวัน” ในห้องแถลงข่าว ณ โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังจากแมนฯยูไนเต็ด ต้องปราชัยคารังต่อสเปอร์สด้วยสกอร์ยับเยิน 0-3