มิราเคิล ออน ไอซ์ 1980 : เพราะปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้นเองโดยเอาแต่เฝ้าคอย

ลมหนาวพักผ่านมาพร้อมกับปีปฏิทินที่เปลี่ยนไป กลายเป็นฤดูกาลที่เหมาะกับกีฬาในหน้าหนาวอย่างแท้จริง…หมายถึงที่ประเทศอื่นนะ ไม่ใช่ประเทศไทย 

ดังนั้น เพื่อเป็นการสวัสดีปีใหม่ให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ก็อยากจะเล่าเรื่องราวที่มาจากกีฬาฤดูหนาวชนิดหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน แล้วมันยังพอดิบพอดีกับที่เมื่อวานนี้ (5 มกราคม 2019) ทีมฮอกกี้ เยาวชนของสหรัฐอเมริกา ไปเอาชนะทีมชาติรัสเซียได้พอดีอีกด้วย

ใช่แล้วครับ นั่นคือเรื่องราวเหตุการณ์ มิราเคิล ออน ไอซ์ ของทีมฮอกกี้น้ำแข็งสหรัฐอเมริกา ปี 1980 

1. เฮิร์บ บรู๊คส์ กับ มิสชั่น อิมพอสซิเบิ้ล

ฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1979 หรือเกือบ 1 ปีก่อนโอลิมปิกฤดูหนาว ที่ เลก พลาซิด มลรัฐนิวยอร์ก เฮิร์บ บรู๊คส์ หรือ เฮอร์เบิร์ต พอล บรู๊คส์ จูเนียร์ อดีตนักฮอกกี้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา และ โค้ชฮอกกี้น้ำแข็งมากฝีมือที่เคยพาทีมมหาวิทยาลัยมินเนโซต้า คว้าแชมป์ฮอกกี้ระดับมหาวิทยาลัย หรือ เอ็นซีเอเอ ถึง 3 สมัย เข้าสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง หัวหน้าโค้ชทีมชาติสหรัฐอเมริกา

ในการสัมภาษณ์งานที่ ศูนย์ฝึกนักกีฬาโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ สปริงฟิลด์ มลรัฐโคโลราโด้ ในวันนั้น เขาไร้คู่แข่ง…ใช่ เขาเป็นคนเดียวที่มาสัมภาษณ์งาน ไม่ใช่เพราะ คนอื่นกลัวเขา แต่เป็นเพราะ งานที่ต้องทำนั้นมันใกล้เคียงกับคำว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างที่สุด นั่นคือ การคุมทีมฮอกกี้น้ำแข็ง ทีมชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อไปเอาชนะทีมสหภาพโซเวียต ทีมฮอกกี้น้ำแข็งที่ดีที่สุดในโลก และครองความยิ่งใหญ่มากเกือบ 20 ปีนั่นเอง

สำหรับโอลิมปิดฤดูหนาวนั้น ก็ไม่ต่างจากโอลิมปิกฤดูร้อน มันมีกีฬามากมายให้แข่งขันชิงชัยกัน แต่ก็เช่นเดียวกับ โอลิมปิกฤดูร้อนทั่วไป ที่มันจะมีกีฬาบางชนิดที่ถูกให้ความสำคัญมากกว่ากีฬาชนิดอื่น หรือที่เรามักได้ยินนักพากษ์บ้านเราเรียกกันว่า “เหรียญใหญ่”

หากในโอลิมปิกฤดูร้อน ฟุตบอล คือกีฬาพระเอกที่ถูกยกย่องให้มีความสำคัญที่สุด เพราะแฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอยที่จะชม…ฮอกกี้น้ำแข็งในโอลิมปิกฤดูหนาว ก็น่าจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก สำหรับแฟน ๆ ที่นิยมในกีฬาแห่งความเย็น

ด้วยเหตุผลนั้นทำให้ความกดดันถาโถมใส่คนที่จะมารับงานเป็นหัวหน้าโค้ชอย่างหนัก ประกอบกับ การที่จะต้องเล่นกันในบ้านของพวกเขาเอง ที่ นิวยอร์ก ต่อคู่ปรับในสงครามเย็น อย่างโซเวียต ที่ครองความยิ่งใหญ่มาตลอด ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ยอมกันไม่ได้ ยิ่งทำให้คนมารับงานนี้ หายากเข้าไปใหญ่

แต่ เฮิร์บ เลือกที่จะเข้ามารับงาน โดยเป้าหมายของเขา ไม่ใช่แค่ “แพ้ให้ไม่น่าเกลียด” แบบที่หลายคนในสหรัฐอเมริกาหวังไว้ แต่เป้าหมายของเขา คือการ “ล้ม” ทีมฮอกกี้น้ำแข็งที่ดีที่สุดในโลกทีมนี้ ที่ครองความยิ่งใหญ่ในโลกมานานเกือบ 2 ทศวรรษ

แน่นอน ในสายตาคนอื่น มันคือ มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ดี ๆ นี่เอง

2. อดีต คาใจ แก้ไข ในปัจจุบัน

ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของแรงผลักดัน และ ความมุ่งมั่น รวมเหตุผลอื่น ของ เฮิร์บ ในการอยากทำทีมชาติสหรัฐอเมริกาในคราวนี้ เพราะมันเป็นงานที่เหมือนเอาชื่อไปทิ้งมากกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

แต่ก็มีความเชื่อกันว่า สาเหตุที่เขาตัดสินใจรับงานในคราวนี้ มาจากการที่เขาถูกตัดชื่อออกจากทีมชาติสหรัฐอเมริกา ชุดลุยโอลิมปิกฤดูหนาว ในปี 1960 ซึ่งเป็นครั้งแรก และ ครั้งเดียวในยุคนั้นที่ทีมจากแดนลุงแซม มีโอกาสได้สัมผัสเหรียญทองของกีฬาชนิดนี้

เขาซึ่งเชื่อมั่นว่า ตัวเอง ที่มีคุณสมบัติเพียงพอ และอาจจะยังคาใจถึงเหตุผลที่เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมชุดนั้นก็เป็นได้

แพตตี้ บรู๊คส์ ภรรยาคู่ชีวิตของเขา เคยเปิดเผยว่า การได้คุมทีมชาติสหรัฐอเมริกา ลุยโอลิมปิกฤดูหนาว เพื่อชนกับ สหภาพโซเวียตนั้น เป็นงานที่เขาอยากทำที่สุดในชีวิต

โดย แพตตี้ เล่าต่อว่า ในวันแรกหลังกลับมาจากการสัมภาษณ์งานที่ โคโลราโด้ สามีของเธอทำใจแล้วว่าจะไม่ได้งานนี้ เพราะมีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับฝ่ายบริหาร แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้งานนี้ เพราะเป็นคนเดียว ที่ไปสัมภาษณ์งานในวันนั้น

เธอเชื่อว่า ในเมื่อแก้ไขอดีตไม่ได้ เฮิร์บ ก็คงอยากสร้างปัจจุบันที่เป็นของเขาเอง นั่นทำให้เขาอยากเอาชนะทีมของสหภาพโซเวียต ที่ชื่อว่า “ดีที่สุดในโลกให้ได้”

ทีมฮอกกี้น้ำแข็งของสหรัฐอเมริกา ปี 1980 ในปัจจุบัน

3.เลือกคนที่ใช่ ในภารกิจที่ต้องทำ

เฮิร์บ บรู๊คส์ ดูเหมือนจะเป็นตัวปัญหาของคณะกรรมการโอลิมปิกสากลของ สหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันแรก ที่มีคัดตัวที่สปริงฟิลด์ โคโลราโด้ 

ตามกำหนดการณ์ นักกีฬาที่เขามาคัดตัว จะต้องใช้เวลาร่วมกัน 1 สัปดาห์ เพื่อให้คณะกรรมการ และสต๊าฟโค้ช ช่วยกันเลือกและตัดตัว จากนักกีฬากว่า 200 คน ให้เหลือแค่ 26 คน ซึ่งเป็นรายชื่อชุดแรก แต่ เฮิร์บ ใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง จิ้มรายชื่อทั้ง 26 คนเสร็จเรียบร้อย และให้คนที่เหลืออีกราว 200 ชีวิต กลับบ้านทั้งหมด

ที่สำคัญ เขาไม่ฟังคณะกรรมการโอลิมปิก ที่อยากให้เขาใช้นักกีฬาระดับอาชีพ ไปลุยโอลิมปิกครั้งนี้ด้วย!

เฮิร์บให้เหตุผลว่า เขามองหาคนที่ใช่ ไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม

เขาบอกว่า สาเหตุที่ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถเอาชนะทีมของสหภาพโซเวียต และ ไม่แม้แต่จะได้เหรียญรางวัลใด ๆ ในรอบเกือบ 20 ปี ของการแข่งขันทุกรายการ เป็นเพราะนักกีฬาแต่ละคน ต่างมีความสามารถโดดเด่นเกินไป จนกลายเป็นการแข่งขันกันเอง แทนที่จะร่วมมือกัน

ดังนั้น ทีมของเขา จึงถูกสร้างขึ้นโดยใช้ดาวรุ่งอายุน้อย ตั้งแต่ 19-25 ปีเท่านั้น และส่วนใหญ่ มาจากทีมมหาวิทยาลัย มินเนโซต้า ที่เขาเคยคุมทีมคว้าแชมป์ระดับมหาลัย โดยที่เหลือ มาจากทีมมหาวิทยาลัย บอสตัน ยู, โบวลิ่ง กรีน, วิสคอนซิ่น, นอร์ธ ดาโกต้า และ ดูลัธ อีก 5 มหาวิทยาลัยเท่านั้น

เขาให้เหตุผลต่อคณะกรรมการโอลิมปิกว่า เด็กหลายคนในทีม เขาปั้นมากับมือ เขารู้จักเป็นอย่างดี ส่วนที่ไม่ได้สอนมานั้น เขาก็ดูเทปมาแล้ว และรู้ว่านี่คือคนที่ใช่สำหรับเขาแน่นอน

4. อีกครั้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะดี

การเก็บตัวของทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดนี้ มีขึ้นยาวนานเกือบ 1 ปีเต็ม โดย เฮิร์บ เคี่ยวพวกเขาอย่างหนักและ ละลายพฤติกรรมความเป็นอริกันของ มหาวิทยาลัยบอสตัน และ มหาวิทยาลัย มินเนโซต้า ออกจนหมด โดยไม่สนว่าใครจะเคยเป็นลูกศิษย์ของเขามาก่อนหรือไม่

คำที่ลูกทีมของ เฮิร์บ ได้ยินบ่อยที่สุดในแคมป์เก็บตัว ซึ่งทุกคนลงความเห็นกันว่าน่าจะเป็นคำที่ได้ยินเกินพันครั้งแน่นอน คือคำว่า “อเกน” หรือ “อีกครั้ง”

โดยการฝึกของ เฮิร์บ จะเน้นไปที่พละกำลังเป็นหลักโดนเขาหวังให้ลูกทีมสเก็ตไล่ใส่โซเวียตได้ตลอดทั้งเกม และนั่นทำให้เขาซ้อมลูกทีมอย่างยาวนาน ซึ่งเขาจะใช้คำว่า “อีกครั้ง” กับอะไรก็ตามเวลาที่ลูกทีมยังทำได้ไม่ดีพอ และพูดคำว่าอีกครั้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูกทีมของเขาจะทำมันได้อย่างน่าพอใจ

มีครั้งหนึ่ง ในการอุ่นเครื่องกับทีมชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นการอุ่นเครื่องครั้งแรกของทีมชาติสหรัฐอเมริกา ภายใต้การทำทีมของ เฮิร์บ บรู๊คส์ เขาเห็นลูกทีมเล่นกันอย่างไม่ตั้งใจ และพวกที่นั่งอยู่ข้างสนามก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกม เขาลงโทษลูกทีมหลังเกมทันที…ทันทีชนิดที่ว่า ผู้ชมยังออกจากสนามไม่หมดด้วยซ้ำ เขาให้ลูกทีมสเก็ตบนลานที่เพิ่งแข่งจบ จากเส้นโกลไลน์ ไปถึงเส้นแบ่งโซนกลางสนาม ไปเรื่อย ๆ อีกครั้ง…อีกครั้ง และอีกครั้ง

การลงโทษเป็นไปอย่างยาวนาน ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แม้ว่าทีมงานของเขา จะสงสารนักกีฬาจนไปบอกให้เจ้าหน้าที่สนามปิดไฟ เพื่อให้เขาหยุดการลงโทษ แต่ เฮิร์บ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนกระทั้ง ไมค์ เอรุซิโอนี่ ซึ่งภายหลังถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชุดนี้ เข้าใจในสิ่งที่ เฮิร์บ พยายามจะสื่อว่า พวกเขากำลังเล่นให้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา การลงโทษครั้งนั้นจึงยุติลง

เฮิร์บ เคยพูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อกับการลงโทษในครั้งนั้นว่า “เมื่อมองไปที่ชื่อบนเสื้อที่ถูกปักอยู่ด้านหน้า (ปักว่า ยูเอสเอ) มันสำคัญมากกว่า ชื่อที่ถูกปักอยู่ด้านหลัง อย่างแน่นอน”

5. คุณเชื่อในปาฏิหาริย์ไหม? ใช่แล้ว!

“11 วินาที เหลือ 10วินาทีแล้ว, นับถอยหลังกันเลยครับในตอนนี้ เหลือ 5 แล้ว คุณเชื่อในปาฏิหาริย์ไหม? ใช่แล้ว!”

นั่นคือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เหตุการณ์ที่ทีมฮอกกี้ทีมชาติสหรัฐอเมริกา เอาชนะ ทีมสหภาพโซเวียตได้ ถูกขนาน มิราเคิ่ล ออน ไอซ์  เพราะประโยคที่ แอล ไมเคิ่ล โฆษกกีฬาชื่อดัง ที่ปัจจุบันทำงานให้กับช่อง เอ็นบีซี กล่าวขณะเกมนั้นกำลังจบลง และจบลงด้วยชัยชนะของทีม ยูเอสเอ

ที่เป็นแบบนั้นเพราะก่อนแข่ง ไม่มีใครเชื่อเลยว่า ทีมชาติสหรัฐอเมริกา วัยละอ่อนทีมนี้ จะล้มทีมฮอกกี้น้ำแข็งที่แกร่งที่สุด และครองความยิ่งใหญ่มาตลอด 20 ปีลงได้

โดยเกมนี้ มันเริ่มขึ้นด้วยการนำของทีม โซเวียต ตามความคาดหมาย แต่ที่ต่างออกไปคือลูกทีมของเฮิร์บ กัดไม่ปล่อย และ ผลออกมาเสมอกัน 2-2 เมื่อจบพรีเรียดแรก ทำให้ โค้ชของสหภาพโซเวียต สั่งเปลี่ยนตัวให้ วลาดิเมียร์ มิสกิ้น ผู้รักษาประตูที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก ในขณะนั้น ออกจากสนาม และเอาผู้รักษาประตูสำรอง อย่าง วลาดิสลาฟ ทรีทิแอค ลงไปเล่นแทน

ถึงแม้ในพีเรียดที่ 2 ทีมโซเวียตจะขึ้นนำอีกครั้ง3-2 จาก เซอร์กี้ มาคารอฟ แต่ช่วงเวลาแห่งปาติหาริย์ ของทีมสหรัฐิเมริกาก็มาถึงในพีเรียดที่ 3 เมื่อพวกเขาทำ 2ประตู ใน 2 นาที แซงนำ พร้อมรักษาสกอร์เอาไว้ได้จนจบเกมอย่างเหลือเชื่อ

“คุณเชื่อในปฏิหาริย์ไหม?” วินาทีนั้น ชาวอเมริกันทั้งประเทศ เชื่อ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

มอร์แกน ชไนเดอร์ (คนกลาง) ผู้ยิงประตูสำคัญในนัดพบโซเวียต

6. ปาฏิหาริย์ ไม่เคยเกิดขึ้นเอง

หลังจากนั้น ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ก็กรุยทางเข้าไปคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ และมันเป็นเหรียญทองเหรียญสุดท้าย ที่ทีมฮอกกี้ทีมชาติอเมริกา ได้จากโอลิมปิกฤดูหนาวจนถึงในปัจจุบัน

หากมองย้อนเหตุการณ์นี้กลับไปตั้งแต่ต้น จะเห็นว่า สิ่งที่ แอล ไมเคิ่ลส์ เรียกวาปาฏิหาริย์ ในวันนั้น มันไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้น แต่มันมาจากการปูทางทีละเล็กทีละน้อยของทีมนี้ทั้งทีมต่างหาก

ปาฏิหาริย์ ที่ว่านี้ มันอาจจะเป็นเพราะ เฮิร์บ บรู๊คส์ ที่ตั้งใจ และ มุ่งมั่น, อาจจะเป็นเพราะลูกทีมที่ให้ความร่วมมือ, อาจจะเป็นเพราะคนอเมริกัน ที่เข้ามาเชียร์ในสนามจนกดดันคู่แข่งได้ หรือ อาจจะเป็นทั้งหมดรวมกัน

แต่ ปาฏิหาริย์ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองแน่นอน

เช่นกันกับในชีวิตปัจจุบัน หากเราจะนั่งรอปาฏิหาริย์ โดยไม่ทำอะไรก็คงไม่ผิด แต่เรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์” บนโลกนี้ มันล้วนแต่เกิดมาได้เพราะมีใครพยายามจะทำอะไรสักอย่าง

เหมือนที่อย่างน้อย คุณที่อ่านบทความของผมมาถึงบรรทัดนี้ ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งเช่นกัน และมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง…จริงไหมครับ^^



RELATED POSTS

Story

เมื่อไรการ “เหยียด” จะหมดไปจากโลกฟุตบอล ?

SPORTDesk. Team

หากใครที่ติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากัปตันทีมในพรีเมียร์ลีก พร้อมใจกันสวมใส่ปลอกแขน สัญลักษณ์ของหัวหน้าทีม ด้วยลาย ‘สีรุ้ง’ เพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ต่อต้านการเหยียดบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ เพื่อสื่อถึงการสนับสนุนโครงการดังกล่าว บรรดาสโมสรต่างๆ ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสีพื้นหลังในโซเชียลเน็ทเวิร์กเป็นสีรุ้ง รวมไปถึงการสวมปลอกแขนกัปตันทีม และการผูกเชือกรองเท้าสตั๊ดด้วยสีรุ้ง

Story

เพชฌฆาตหน้าทารก : คนกู้ศรัทธาผีแดง ?

SPORTDesk. Team

คงไม่ใช่เรื่องที่พลิกโผอะไรอีกแล้ว หากแมนฯ ยูไนเต็ด จะประกาศแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตศูนย์หน้าของสโมสรในยุค 90s ปลายๆ มาเป็นผู้จัดการทีมในโรงละครแห่งความฝัน ‘เป็นการชั่วคราว’ แทนที่ โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมคนเดิมที่เพิ่งถูกปลดออกไปจากตำแหน่ง หลังผลงานในฤดูกาลนี้เกินใจจะอดทน…

Story

โบลท์กับชีวิตนักฟุตบอล-อย่าตั้งข้อกำจัดให้ชีวิต

SPORTDesk. Team

ในเมื่อมนุษย์เรามีความสามารถที่หลากหลาย คนเรามีความฝันที่อยากทำในช่วงชีวิตหลาย ๆ อย่าง ช่วงเวลาหนึ่งอาจจะเดินตามความฝันแรก และเมื่อความฝันแรกสำเร็จแล้วจากนั้นความฝันลำดับที่ 2ก็ถึงเวลาที่จะต้องมาสานต่อ  เพื่อเพิ่มรสชาติและความท้าทายใหม่ในชีวิต ไม่ให้จืดชืดจนเกินไป