เชื่อมโยงแดงดำด้วยอดีต ความรัก และ ภักดี

30 July 2018
206 VIEWS

หลังจากได้สิทธิ์บริหารทีมแบบ “งง ๆ” ในสายตาแฟนบอลที่ไม่ได้ตามข่าว มาจากลูกหนี้อย่าง หลี่ หยงหง ประธานคนเก่า เอลเลียตต์ เมเนจเมนต์ ก็จัดการเปลี่ยนโฉมหน้าบอร์ดบริหารทีม เอซี มิลาน ของพวกเขาอย่างรวดเร็ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “ได้ใจ” แฟน ๆ เลือดสีแดงดำมากทีเดียว

ย้อนกลับไปในยุคของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ซึ่งเป็นยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ‘รอสโซเนรี่’ พวกเขาคว้าแชมป์ทั้งใน และ นอกประเทศได้อย่างนับไม่ถ้วน และความสำเร็จในตอนนั้น ยังส่งผลให้ มิลาน ยังคงเป็นทีมที่คว้าแชมป์สโมสรยุโรปมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเรอัล มาดริด อีกด้วย

การประสบความสำเร็จอย่างสูง นั้นหมายถึงในยุคนั้น ก็ย่อมมี “ฮีโร่” ในทีมหลายต่อหลายคน ที่กลายมาเป็นภาพตอกตา ของแฟนบอลมิลานทั่วโลก

นอกจากนั้นแล้ว ภายใต้การนำงานของอดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลีคนนี้ กับ อาเดรียโน่ กัลเลียนี่ รองประธานสาลิกาลิ้นทอง ก็ทำให้มิลานยุคปลาย 90 ถึงต้น 2000 เป็นยุตที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ และได้ขึ้นชื่อว่า เป็นยุคสมัยที่ ถ้านักเตะคนไหนที่เคยมาอยู่ที่นี่แล้ว ล้วนแต่ลืมไม่ลงทั้งนั้น เพราะเกือบทุกคนจะมองว่า สโมสรแห่งนี้เหมือน “บ้าน” หลังใหญ่ และทุกคนอยู่กันแบบ “ครอบครัว”

ความรู้สึกเหล่านั้นได้ห่างหายไปจากทีมและแฟนบอลที่ตามดูอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง การพึ่งพาอาศัย ถ้อยทีถ้อยอาศัย การเลือกคนในก่อนคนนอกของฝ่ายบริหารมีให้เห็นน้อยลง ยิ่งโดยเฉพาะการเข้ามาของ หลี่ หยงหง ที่มองถึงความสำเร็จเป็นที่ตั้ง ทำให้มีนักเตะ และ ทีมงานเก่าหลายคนต้องหลุดออกไปจากทีม

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญ หรือว่าจงใจ ที่ เอลเลียดต์ เมเนจเมนต์ ซึ่งเข้ามาบริหารทีมหลังจากนั้น  (และยังบริหารทีมได้ไม่นาน) เลือกกลับไปใช้ผู้บริหารทีมที่เป็น “คนใน” และ “คนเก่าคนแก่” ของมิลานทั้งนั้น

ชื่อของ เลโอนาร์โด้ ลูกหม้อของมิลานทั้งในฐานะนักเตะ และ โค้ช ถูกตั้งขึ้นเป็นผู้อำนวยการกีฬาของทีมทันที ตามมาด้วยการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเทคนิคในทีมของ แฟรงก์ ไรจ์การ์ด นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่ยังไม่ได้รับการยืนยันถูกส่งไปยังอดีตนักเตะที่เป็นที่รักยิ่งของแฟนบอล ทั้ง เปาโล มัลดินี่ ที่ขอให้กลับมาเป็นรองประธานฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมของ อาเดรียโน่ กัลเลียนี่ รวมไปถึงยังมีการทาบทาม กาก้า หนึ่งในนักเตะที่แฟนมิลานรักทึ่สุด กลับมาดำรงตำแหน่งในทีมด้วย

การมาของเลือดเก่ามิลานกลุ่มนี้ ทำให้นักเตะขี้งอแงอย่าง เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ อยู่ไม่ได้ เพราะเลือดมิลาน จะไม่โอ๋นักเตะที่ไม่ใช่เลือดมิลานด้วยกัน ดังนั้น คำให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของ “เลโอ” คือการพลักดันการส่งตัว โบนุชชี่ กลับยูเว่ทันทีที่เขาร้องขอ โดยไม่มีการ “โอ๋” แต่อย่างใด

ตรงกันข้าม “คนใน” ที่อยู่มาก่อนอย่าง เจนาโร่ กัตตูโซ่ กลับได้รับการสนับสนุนให้อยู่คุมทีมต่อไปทันที ทั้งที่ก่อนหน้าที่อดีตมิดฟิลด์บราซิเลียนจะเข้ามา มีกระแสข่าวว่า มิลานได้ไปเจรจากับ อันโตนิโอ คอนเต้ ให้มารับงานคุมทีมที่เมืองแห่งแฟชั่นนี้ด้วยซ้ำไป

และยังใม่ทันที่ โบนุชชี่ จะไปจากทีม มิลาน ก็มีการตั้งกัปตันทีมใหม่ขึ้นมา “ดื้อ ๆ ”  เช่นกัน โดยมีชื่อของ จาโคโม่ ‘แจ็ค’ โบนาเวนตูร่า และ อเลสซิโอ โรมันโญลี่ 2 นักเตะที่ได้รับการโหวตให้เป็นที่รักของแฟนบอลมากที่สุดในฤดูกาลที่แล้ว ขึ้นมาเป็นกัปตัน และ รองกัปตัน ตามลำดับ

มองจากจุดนี้ จะว่าเจ้าของใหม่ใช้นโยบายการบริหารทีมแบบ “ประชนนิยม” คงไม่ผิด เพราะที่เล่ามา 10 ย่อหน้าด้านบนนั้น มันได้ผลตอบรับอย่างยอดเยียมจากแฟนบอลในการสนับสนุนเจ้าของทีมรายใหม่นี้ ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เทเงินจำนวนมหาศาล อะไรลงไปกับทีมเลย

นอกจากนี้ บรรยากาศในทีม รวมไปถึงในเมือง และ วงสนทนาต่าง ๆ ก็ดูดีขึ้นทันตาเห็น ทั้ง ๆ เมื่อเดือนก่อน สโมสรแห่งนี้ เพิ่งเจอวิกฤตการณ์ ฟีฟ่า ไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ เล่นงาน จนเกิดการแบนไม่ให้ลงเล่นในยูโรป้า ลีก อยู่แท้ ๆ แต่เดือนถัดมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปราวกับคนละเรื่อง

หากมองในแง่การตลาด นี่เป็นนโยบายแบบที่ใช้เรียกฐานลูกค้าเก่ากลับมา และอาจจะเป็นความตั้งใจของเจ้าของทีมคนใหม่ที่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น

แต่กระนั้น เรื่องนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเอซี มิลาน ไม่ใช่ทีมที่เชื่อมโยงกันด้วยอดีต ความรัก และ ภักดี

เอลเลียตต์ กรุ๊ป แค่จับจุดตรงนี้ถูก และใช้มันหยุดวิกฤตในทีมเท่านั้น

ถึงแม้ อดีตที่โหยหา ความรักและความคิดถึงที่อยู่ในใจ รวมไปถึงความภักดี ที่โยงสโมสรกับแฟนบอลไว้ จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่งานที่เจ้าของปีศาจแดงดำรายใหม่ต้องทำยังไม่หมด เพราะว่า ท้ายที่สุดแล้ว อดีต ความรัก ความภักดี ที่แฟนบอลโหยหา ในตอนนี้ มันมีค่าทางจิตใจเท่านั้น แต่สิ่งที่แฟนบอลต้องการมาที่สุดเหมือนกันในทุกสโมสรก็คือ “ความสำเร็จ” และ “ถ้วยแชมป์” ไม่ใช่หรือ?

และนั่น น่าจะเป็นงานที่ยากกว่ากู้บรรยากาศสโมสรสรครั้งนี้ มากโขนัก