Messi’s Argentina Moment: From first day until last(est) day

2 July 2018
132 VIEWS
สำหรับเมสซี่แล้ว ความพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศส นับว่ายังเป็นแผลสดที่รอการแห้งตกสะเก็ด และหายดีในความรู้สึกของเขา แต่มันไม่น่าใช่แผลที่ลึกที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญในฐานะนักฟุตบอลของทีมชาติอาร์เจนตินา
 
วันนี้ SPORTDesk. จะพาไปย้อนอดีตของนักฟุตบอลเจ้าของรางวัล บัลลงดอร์ 5 สมัย ผู้ประสบความสำเร็จกับบาร์เซโลนามานับไม่ถ้วน แต่เราจะไม่ได้พาไปชื่นชมความสำเร็จของเขากับเจ้าบุญทุ่ม แต่เราจะพาไปดูความทรงจำของเขา ในฐานะนักเตะ “ฟ้าขาว” ซึ่งมันมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้นมากมาย

 

ใบแดง 43 วินาที

 

ไม่รู้ว่ายังมีใครจำเกมนัดแรกของ ลิโอเนล เมสซี่ กับทีมชาติอาร์เจนตินาชุดใหญ่ ได้อยู่ไหม? แต่สำหรับเมสซี่ มันช่างเป็นนัดแรกที่ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย
 
17 สิงหาคม 2005 คือวันที่เจ้าตัวก้าวลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่ของ “อัลบิเซเลสเต้” หลังจากพาทีมชาติชุด ยู20 คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ และเขาก็รั้งตำแหน่งดาวซัลโวในทัวร์นาเมนต์นั้น หลังยิงไป 6 ประตูด้วย
 
นักเตะวัย 18 ปี ผู้ที่ยังไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของฟุตบอลแห่งยุคสมัยต่อมา ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังแทนที่ของ ลิซานโดร โลเปซ นักเตะจากลียง ในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติฮังการี นาทีที่ 63
 
ในวินาทีนั้น คงไม่มีใครคิดว่า เขาจะมีเวลาอยู่ในสนามเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที

 

 

เพราะอีก 43 นาทีต่อมา เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ขณะพยายามกระชากบอลผ่านนักเตะของฮังการี แล้วโดนดึง เมสซี่ จึงตอบสนองด้วยการพยายามจะผลักคนที่ดึงออกไป แต่มันกลายเป็นการฟันศอกใส่หน้า และการเป็นการจบนัดแรกในนามทีมชาติด้วยการไล่ออกจากสนาม ทั้งยังเป็นใบแดงใบเดียวของเขาในนามทีมชาตีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเกมอุ่นเครื่องก็ตาม

 

ความสุขช่วงสั้นๆ

 

ช่วง ปี 2006-2008 ถือว่าเป็นช่วงเวลาของ เมสซี่ ที่มีความสำเร็จมากที่สุดกับทีมชาติแล้ว เริ่มจากการแจ้งเกิดกับทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว ในฐานะนักเตะอายุน้อยที่สุดของอาร์เจนตินาที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลก ด้วยวัย 18 ปี 357 วัน และยึดตำแหน่งในทีมชาติชุดใหญ่ได้อย่างมั่นคง เรื่อยมา
 
ในปี 2008 ความเป็น “เมสซี่” ของเขาเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เขากลายเป็นนักเตะตัวหลักของ บาร์เซโลน่า หลังการย้ายไปร่วมทีม เอซี มิลาน ของ โรนัลดินโญ่ ภายใต้การทำทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และยังเป็นแกนหลักของทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดลุยโอลิมปิก ที่ประเทศจีนด้วย

 

 

เมสซี่ พาอาร์เจนตินา คว้าแชมป์โอลิมปิกได้ในท้ายที่สุด ด้วยการเอาชนะ ไนจีเรีย 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ท่ามกลางความคิดที่ว่า “ฟ้าขาว” ชุดนี้เปี่ยมไปด้วยนักเตะมากความสามารถ อย่าง เซร์คิโอ ‘กุน’ อเวกโร่, เอเซเกล ลาเวซซี่, อังเคล ดิ มาเรีย และ เมสซี่ จะก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์โลกได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ ว่านี่เป็นความสำเร็จแรก และ ความสำเร็จเดียวของ เมสซี่ กับ อาร์เจนตินา และหลังจากนี้ เขาจะต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวด เมื่อต้องมาใส่เสื้อสีฟ้าขาวตัวนี้

 

วิบากกรรมที่มีชื่อว่า ‘เยอรมนี’

 

ในปี 2010 ทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดที่ดีที่สุด ชุดหนึ่งในความทรงจำของใครหลายคน ซึ่งประกอบด้วยคู่เช็นเตอร์ที่แข็งแกร่ง อย่าง นิโคล่า บูดิสโซ่ และ วอลเตอร์ ซามูเอล มีกองกลางพรสวรรค์มากมายอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, ฮาเวียร์ ปาสตอเร่, มั๊กซี่ โรดริเกวซ และมีกองหน้าให้เลือกเอาลงไม่ถูกอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่, กอนซาโล อิกวาอิน, ดีเอโก้ มิลิโต้, มาร์ติน ปาแลร์โม, คาร์ลอส เตเบซ และ เมสซี่ แต่ทีมชุดนี้กลับพ่ายต่อ เยอรมนีแบบ “สู้ไม่ได้” 0-4 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
 
ถัดมาอีก 4 ปี แม้อาร์เจนตินา ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเก่า แต่ก็ไม่ใช่ทีมที่กระจอก พวกเขายังคงแข็งแกร่ง และเมสซี่ ก็อยู่ในวัยที่ดีที่สุดในการเล่นฟุตบอล คือราว 26 ปี และเขาก็สามารถเข็นทีมได้มาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่สุดท้าย กลับเป็นความเจ็บปวดอีกครั้งของเมสซี่ ที่ได้แต่เดินผ่านถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก เพราะต้องพ่ายต่อ “อินทรีเหล็ก” ในช่วงต่อเวลา 0-1 จากประตูของ มาริโอ เกิทเซ่ ในนาทีที่ 113

 

 

บางครั้งเจ้ากรรมนายเวร ก็อาจจะมาในรูปแบบของทีมชาติ ที่แข่งยังไงก็ไม่ชนะ…ก็ได้นะ

 

อีกความเจ็บปวดในรอบชิงฯ

 

ในปี 2016 เมสซี่ ใกล้เคียงที่สุด ที่จะลบคำสบประมาทในฐานะ “ราชาไร้บัลลังก์” เมื่อพาทีมเข้าชิงแชมป์ทวีปอย่าง โกปา อเมริกา กับ ชิลี ได้สำเร็จ
 
ทั้งที่รอบแบ่งกลุ่มในช่วงต้นของการแข่งขันรายการนี้ ดิ มาเรีย และ เอแวร์ บาเนก้า เคยช่วยกันยิงให้ อาร์เจนตินา ชนะมาได้แบบไม่ยากเย็น แต่ในรอบชิงชนะเลิศ กลายเป็นว่า ทีมของเมสซี่ เจาะยังไงก็เจาะไม่เข้า ก่อนที่สุดท้ายต้องไปพ่ายในการดวลลูกที่จุดโทษ 2-4 โดยเมสซี่ เป็นหนึ่งในคนที่ยิงจุดโทษไม่เข้าในวันนั้นด้วย

 

 

และจากความเจ็บปวดในคราวนี้ เมสซี่ ถึงกับขอ “รีไทร์” เลิกเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินา เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เลยทีเดียว

 

ฉากล่าสุดที่จบลงไป

 

ที่จริงแล้ว ถ้าไม่มีเมสซี่ อาร์เจนตินา อาจจะไม่ได้มาเล่นฟุตบอลโลก 2018 ในครั้งนี้ไปแล้ว แต่เป็นเพราะเขาที่ยอมกลับมาจากการ “รีไทร์” ซัดแฮทริก พาทีมเอาชนะ เอกวาดอร์ ในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้พาทีมไปลุยบอลโลกได้อย่างปาฏิหาริย์
 
แต่เมื่อกลับมาสู้กับ ‘เสือ-สิงห์-กระทิง-แรด’ ในระดับโลก ก็ต้องยอมรับว่า อาร์เจนฯ ชุดนี้น่าจะยังไม่ดีพอจริงๆ อาการของพวกเขาออกตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม และเกือบจะไม่ได้เข้ารอบน็อคเอาต์ ถ้าไม่ได้ประตูชัยของ มาร์กอส โรโฆ่ ในช่วง 4 นาทีก่อนหมดเวลา

 

 

พวกเขาเข้ามาเจอ ฝรั่งเศส แบบที่ใครก็คิดว่า “ไม่น่ารอด” และพวกเขาก็ไม่รอดจริงๆ แต่ทว่า พวกเขาสู้ได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคิดไว้มาก แต่นั่น ไม่ได้ช่วยให้ เมสซี่ ไร้บาดแผลเพิ่มเติมเลย เขายังต้องได้รับความเจ็บปวดซ้ำไปอีกในฟุตบอลโลกคราวนี้ สิริรวมก็เป็นความเจ็บปวดครั้งที่ 4 แล้วในเวทีแห่งนี้…

 

นับจากนี้ไป

 

ปัจจุบัน เมสซี่ลงสนามให้กับทีมชาติอาร์เจนตินา ไปแล้ว 128 เกม ยิงไปทั้งสิ้น 65 ประตู มากที่สุดแล้วในบรรดานักเตะอาร์เจนตินา ทั้งหมด หากไม่นับแชมป์โลกชุด ยู20 กับ แชมป์โอลิมปิกปี 2008 แล้ว เขาไม่เคยคว้าแชมป์อะไรในนามทีมชาติอาร์เจนตินา ได้อีกเลย
 
ไม่มีใครรู้ว่า เขาจะเอายังไงกับอนาคตต่อไป เพราะตอนนี้ ก็มีกระแสข่าวการที่เขาอาจจะรีไทร์ทีมชาติออกมาประปราย จริงๆ แล้ว กระแสข่าวความเห็น และ คำวิจารณ์ว่าเขาควรจะเลิกเล่นทีมชาติ มีมากกว่าด้วยซ้ำ
 
ทั้งหมดทั้งมวล มีแต่เจ้าตัวเท่านั้น ที่รู้…ไม่แน่ เราอาจจะได้เห็นเขาทำสำเร็จ ในวัย 34 ปีก็ได้นะ