ความหมายใต้การย้ายทีมแบบทางการของ ‘เมสซี่เจ’

14 July 2018
415 VIEWS

ในจังหวะการพักเบรกก่อนเข้าสู่ศึกสุดท้ายของฟุตบอลโลก และจังหวะที่คนไทยคลายความกังวลใจเรื่องชะตาชีวิตของเหล่า “หมูป่า” ทั้ง 13ชีวิตที่โชคร้ายต้องไปตกระกำลำบากในถ้ำหลวงมาร่วม 3สัปดาห์ ก็พลันมีข่าวในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ชนาธิป สรงกระสินธ์ ย้ายไปร่วมทีม ฮอกไกโด คอนซาโดเล ซัปโปโร แล้ว

ในความหมายถึงการย้ายทีมจริงๆอย่างเป็นทางการ เป็นทรัพย์สมบัติของสโมสรฟุตบอลดังของเจลีกเต็มตัว ไม่ได้เป็นของสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อย่างที่ผ่านมา

ข่าวการย้ายทีมครั้งนี้จะว่าสร้างความประหลาดใจให้แฟนฟุตบอลชาวไทยหรือเปล่านั้น ก็ไม่เชิง ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะเราต่างรู้กันดีว่า ชนาธิป ทำได้ดีแค่ไหนในสีเสื้อของคอนซาโดเล และหากมองในบทบาทของ “หัวหมู่ทะลวงฟัน”ของเหล่านักเตะไทยในลีกต่างแดนแล้ว เขาทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ

ชนาธิป เป็นนักฟุตบอลอาชีพที่เป็น “มืออาชีพ”ตัวจริงในทุกมิติของชีวิตพ่อค้าแข้ง

ไม่ว่าจะเรื่องในสนามหรือนอกสนามเขาเอาอยู่หมด ตั้งแต่การฝึกซ้อม การลงสนามจริง การปรับตัวให้เข้ากับโค้ชและระบบการเล่นที่วางไว้ การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีม เรื่อยไปจนถึงน้ำใจและไมตรีที่มีให้กับแฟนฟุตบอล และบทบาทนอกสนามกับกาารทำหน้าที่พรีเซนเตอร์สินค้า

อย่างไรก็ดีถึงจะทำได้ดีขนาดนี้ ก็มีการตั้งข้อสงสัยกันมากว่าวันเวลาดีๆเหล่านี้จะอยู่กับเขานานแค่ไหน? เมื่อสัญญาที่ผูกพันกันไว้ระหว่าง คอนซาโดเล กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด นั้นเป็นสัญญาการเล่นในแบบ “ยืมตัว”

สัญญาแบบนี้หากหมดขึ้นมาถึงเวลาก็ต้องส่งคืนเจ้าของเขา

ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้รู้ข่าวคราวอะไรจากทางฝ่ายญี่ปุ่นมากนักว่าเขาคิด “จริงจัง”​ แค่ไหนกับนักเตะไทย แม้จะพอจับสัญญาณได้ดีขึ้นเรื่อยๆจากการที่เริ่มมีการกวาดต้อนซูเปอร์สตาร์ลูกหนังแดนสยามไปค้าแข้งในเมืองซากุระงามมากขึ้นเรื่อยๆ จากชนาธิป สู่ธีรศิลป์ แดงดา, สู่ธีราทร บุญมาทัน และนักเตะดาวรุ่งระดับ 4-5ดาวในบ้านเราอีกหลายคนที่ได้โอกาสไปถูกชุบเลี้ยงที่โน่น

แต่ไม่มีสักคนที่ได้ย้ายทีมแบบถาวร

ความจริงก็ไม่ใช่เฉพาะในเจลีก ครั้งที่ “มุ้ย”​ไปเล่นในสเปนกับอัลเมเรีย เขาก็ไปในสัญญายืมตัวเช่นกัน จะมีก็เพียง “ตอง” กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ เองที่ได้ย้ายขาด แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะ โอเอช ลูเวิน มีเจ้าของสโมสรเป็นคนไทย

สำหรับเรื่องการย้ายทีมที่เป็นแค่สัญญายืมตัวของนักเตะระดับสตาร์ไทยหลายคนนั้นเป็นเพราะส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับต้นสังกัดของนักฟุตบอลด้วยที่“สะดวกแบบนี้”

แต่อีกส่วนหนึ่งนั้นก็เป็นเพราะสโมสรที่ดึงตัวพวกเขาไปนั้นอาจจะยัง “ไม่มั่นใจ” มากพอว่านักเตะไทยจะทำได้

ดังนั้นเมื่อจู่ๆมีข่าวการบรรลุข้อตกลงในการย้ายทีมอย่างเป็นทางการของ ชนาธิป ปรากฏขึ้นจึงถือเป็น “ข่าวดี” ของวงการฟุตบอลไทย

เพราะหมายถึงการที่นักเตะจากดินแดนข้าวเหนียวหมูปิ้งของเรา ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากสโมสรฟุตบอลระดับชั้นนำ

มันคือการบ่งบอกว่าวันนี้นักเตะไทย “มีค่า” มากพอที่จะทำให้สโมสรต่างชาติต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวไปร่วมทีม

ถึงแม้ว่าสนนราคาค่าตัวของ ชนาธิป กับการย้ายทีมครั้งนี้จะไม่ถึงกับมากมายมหาศาลในระดับที่เอามือทาบอกแล้วร้องอู้ว แต่อย่างที่บอกว่าคุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขตรงนั้น

คุณค่าของมันอยู่ที่การยอมรับจากต่างชาติ โดยเฉพาะชาติที่ละเอียดรอบคอบอย่างญี่ปุ่น ที่หากไม่มั่นใจและไม่ดีพอพวกเขาคงไม่ยอมเสียแน่

สิ่งที่เราคาดหวังได้หลังจากนี้คือมีโอกาสที่นักเตะไทยของเราจะได้ไปเล่นต่างแดนแบบถาวร เป็นพ่อค้าแข้งที่สมบูรณ์เหมือนคนชาติอื่นเขา

วันนี้ชนาธิปทำได้ ก็ย่อมมีวันหน้าที่อาจจะเป็นของ ธีรศิลป์, ธีราทร  ไปจนถึงเด็กๆอย่าง จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ (เอฟซี โตเกียว) และเชาว์วัฒน์ วีระชาติ (เซเรโซ่ โอซาก้า)

และแน่นอนว่าย่อมมีโอกาสสำหรับนักเตะในรุ่นต่อๆไปด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างที่ดีมีให้เห็นแล้ว คนกรุยทางถางป่าถางพงก็มีให้แล้ว ที่เหลือจึงอยู่ที่ว่าจะก้าวเดินตามรอยเท้ากันไปได้หรือไม่แค่นั้น

พอจะทำได้ไหมล่ะเด็กไทย?