Maybe I Am Dreaming เยอร์เกน คล็อปป์ : “หรือผมอาจจะกำลังฝันอยู่”

25 September 2019
423 VIEWS

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่น่าอายนิดหน่อย เพราะบางครั้งผมเกรงว่าคนจากโลกภายนอกจะมองนักฟุตบอลหรือผู้จัดการทีมว่าเป็นเหมือนพระเจ้าหรืออะไรทำนองนั้น แต่ในฐานะชาวคริสต์ ผมเชื่อในพระเจ้าแค่องค์เดียว และผมยืนยันกับทุกคนได้ว่าพระเจ้าไม่มายุ่งอะไรกับเกมฟุตบอลแน่ ความจริงก็คือทุกคนต่างเคยล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น และตัวผมเองในสมัยที่ยังเป็นผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ผมนี่ตัวทำพลาดเลย

เรื่องที่กำลังจะเล่านี้เป็นหนึ่งในเรื่องมากมายเหล่านั้น

ผมขอย้อนกลับไปในปี 2011 ตอนนั้นทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ของผมกำลังจะเจอกับบาเยิร์น มิวนิค มันเป็นเกมใหญ่มากของลีกเรา และเราก็ไม่ชนะที่มิวนิคมาประมาณ 20 ปีแล้ว ผมพยายามหาแรงบันดาลใจจากหนัง และทุกครั้งที่ผมตั้งใจจะปลุกเร้าเด็กๆของผม ผมมักจะคิดถึงเรื่องของร็อคกี บัลบัว (Rocky Balboa) เสมอ ในความเห็นของผม พวกเขาควรจะฉายหนังเรื่อง Rocky 1,2,3 และ 4 ให้โรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วโลกดูกัน ให้เด็กๆได้เรียนเหมือนรู้จักตัวอักษร ถ้าคุณดูหนังเหล่านี้แล้วคุณไม่อยากจะปีนไปให้ถึงยอดเขา ผมคิดว่าคุณต้องมีอะไรที่ผิดปกติแล้วล่ะ

ด้วยเหตุนี้ ในคืนก่อนที่จะถึงเกมกับบาเยิร์น ผมเรียกเด็กๆของผมทุกคนที่โรงแรมที่พักเพื่อพูดคุยกัน เด็กๆก็นั่งกันเรียบร้อย แล้วผมก็สั่งให้ปิดไฟ ผมบอกพวกเขาเรื่องความเป็นจริงที่เกิดขึ้นว่า “ครั้งสุดท้ายที่ดอร์ทมุนด์มาชนะที่มิวนิค พวกคุณเกือบทุกคนยังใส่แพมเพิร์สอยู่เลย

แล้วผมก็เริ่มฉายบางฉากในหนังเรื่อง Rocky IV บนจอ เป็นฉากของอีวาน ดราโก ซึ่งเป็นฉากที่ผมคิดว่ามันคลาสสิกมาก

ในฉากนั้นดราโก กำลังวิ่งบนลู่วิ่ง เขากำลังดูข้อมูลบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์โดยที่พวกนักวิทยาศาสตร์ก็กำลังศึกษาข้อมูลของเขาอยู่ ผมก็บอกกับเด็กๆว่า จำได้ไหม? “ได้เห็นกันแล้วนะ? บาเยิร์น มิวนิค ก็คืออีวาน ดราโก คนที่ดีที่สุดในทุกด้าน! มีเทคโนโลยีที่เจ๋งที่สุด! มีเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด! ไม่มีใครหยุดเขาได้!

แล้วฉากต่อมาที่ฉายคือภาพของร็อคกี ที่ซ้อมอยู่ในไซบีเรียในกระท่อมเล็กๆของเขา เขาตัดต้นไม้แล้วก็แบกท่อนซุงวิ่งฝ่ากองหิมะวิ่งขึ้นสู่ยอดเขา

แล้วผมก็บอกกับเด็กๆว่า “เห็นอะไรไหม? นี่แหละคือพวกเรา เราคือร็อคกี พวกเราตัวเล็กกว่าก็จริง แต่เรามีใจ! เรามีหัวใจของแชมเปี้ยน! เราทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นได้!!!!!

ผมบิลด์เรื่องนี้ไปเรื่อยๆ พอถึงจุดนึงผมก็หยุดมองเด็กๆของผมเพื่อดูปฏิกริยาของพวกเขา ผมคาดหวังว่าพวกเขาจะลุกขึ้นยืนบนเก้ากี้ พร้อมจะวิ่งปีนขึ้นเขาที่ไซบีเรีย อารมณ์ต้องพลุ้งพล่านเหมือนคนบ้า

แต่ทุกคนก็นั่งเฉยๆ พวกเขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

ว่างเปล่าแบบว่างเปล่าจริงๆ

พวกเขาจ้องมาที่ผมแบบ ไอ้บ้านี่มันพูดถึงเรื่องอะไรวะ?

ตอนนั้นผมถึงนึกได้ว่า เดี๋ยวนะ ตอนหนัง Rocky IV ฉาย มันน่าจะในช่วงยุค 1980 อะไรทำนองนั้น? แล้วเด็กๆพวกนี้เกิดเมื่อไหร่นะ?

สุดท้ายผมเลยบอกว่า “เดี๋ยวนะทุกคน ถ้าใครรู้จักร็อคกี บัลบัว ช่วยยกมือขึ้นหน่อย?

มีแค่ 2 คนที่ยกมือขึ้นคือ เซบาสเตียน เคห์ล และแพทริก โอโวโมเยลา

ส่วนคนอื่นๆบอกว่า “ขอโทษครับบอส ผมไม่รู้จัก

สิ่งที่ผมเตรียมมาพูดทั้งหมดกลายเป็นเรื่องไร้สาระ! นี่เป็นเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล และอาจจะสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้เล่นหลายๆคน แต่ผู้จัดการทีมของพวกเขามายืนตะโกนบอกเล่าเรื่องเทคโนโลยีของโซเวียตและไซบีเรียอยู่ร่วม 10 นาที! ฮ่าๆๆๆ คุณเชื่อเรื่องนี้ไหม?

ผมเลยต้องเริ่มพูดใหม่อีกครั้ง

ทีนี้คุณเห็นแล้วใช่ไหม นี่แหละคือเรื่องจริง นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง พวกเราทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน บางครั้งเราก็ทำเรื่องน่าอาย ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ผมคิดว่าผมได้พูดปลุกใจได้ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอล แต่เอาจริงๆแล้วมันกลับเป็นเรื่องไร้สาระสุดๆ แต่สุดท้ายเราก็ลุกขึ้นในวันใหม่ และเราก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

แล้วคุณรู้ไหมว่าอะไรคือสิ่งที่ประหลาดที่สุดในเรื่องนี้?

ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าวันนั้นเราชนะหรือเราแพ้ ผมจำได้แม่นๆว่าผมพูดเรื่องนี้ไปเมื่อปี 2011 ก่อนที่เราชนะ 3-1 และมันก็จะทำให้เรื่องนี้มันดูดีขึ้นมาก! แต่ผมดันจำแบบเป๊ะๆไม่ได้

นี่เป็นเรื่องหนึ่งในเกมฟุตบอลที่หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ

ผลการแข่งขันเป็นสิ่งที่เราอาจจะลืมได้ หรือจำสลับกันไปหมด

แต่กับเด็กๆพวกนั้น กับช่วงเวลานั้นในชีวิตของผม และกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้…ผมจะไม่มีวันลืมมันเด็ดขาด

ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัลโค้ชชายยอดเยี่ยมในงานประกาศรางวัลของ FIFA เมื่อคืนนี้ แต่ผมไม่ชอบที่จะขึ้นไปยืนบนเวทีพร้อมกับรับรางวัลทั้งหมดมาเป็นของตัวเอง ทุกสิ่งที่ผมประสบความสำเร็จในเกมฟุตบอลนั้นมันเกิดขึ้นได้เพราะทุกคนที่อยู่รอบกายผม ไม่ใช่เฉพาะผู้เล่นของผม แต่ยังมีครอบครัวของผม ลูกชายของผม และทุกคนที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ในตอนที่ผมยังเป็นแค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งแค่นั้น

พูดตรงๆ ตอนที่ผมอายุ 20 ปี ถ้ามีใครสักคนเดินทางมาจากอนาคตแล้วบอกผมเกี่ยวกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของผมในอนาคต ผมไม่มีวันเชื่อแน่นอน ถ้าไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ ขี่โฮเวอร์บอร์ดข้ามฟ้ามาบอกกับผมว่าเดี๋ยวจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมจะบอกกับเขาว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย

ตอนที่ผมอายุ 20 ปี ผมได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่มาก แต่ผมก็เพิ่งจะได้เป็นพ่อคนด้วย ผมบอกตรงๆเลยว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบนัก ผมยังเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นและผมก็ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยด้วย เพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนผมต้องไปทำงานในโกดังที่เก็บหนังสำหรับรอฉาย สำหรับเด็กๆที่อ่านอยู่ เราไม่ได้พูดถึงแผ่น DVD นะ สมัยนั้นมันเป็นยุคปลาย ‘80s ทุกอย่างยังบันทึกลงบนแผ่นฟิล์ม ทุกเช้ารถบรรทุกจะมาถึงตอน 6 โมงเพื่อจะมารับหนังใหม่ และเราจะต้องขนกองฟิล์มหนังขึ้นๆลงๆรถแบบนั้น บอกตรงๆมันหนักโคตร ต้องภาวนาเลยว่าพวกเขาจะไม่ได้ฉายหนังที่ต้องใช้ฟิล์มถึง 4 ม้วนเหมือนพวกเรื่อง Ben-Hur หรืออะไรทำนองนั้น ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นวันที่เลวร้ายมากสำหรับเรา

ผมจะได้นอนประมาณวันละ 5 ชั่วโมงต่อวัน เสร็จแล้วรีบไปโกดังในตอนเช้าแล้วค่อยไปเรียน ตอนกลางคืนผมจะไปซ้อมแล้วจะรีบกลับบ้านและใช้เวลาอยู่กับลูกชายของผม ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่สอนให้ผมได้รู้จักกับชีวิตจริงว่าเป็นอย่างไร

ผมกลายเป็นคนที่จริงจังตั้งแต่ยังอายุไม่มาก เพื่อนๆของผมพยายามชวนผมไปผับทุกคืน และบอกเลยว่าลึกๆแล้วใจผมบอกว่า “เอาสิ! เอาสิ! ผมอยากไป!” แต่ผมก็ไปไม่ได้เพราะผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่านั้น เด็กทารกไม่สนใจหรอกว่าคุณจะเหนื่อยแค่ไหนหรืออยากจะนอนถึงเที่ยงวัน

เมื่อคุณเริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตของชีวิตเล็กๆคนหนึ่งที่คุณทำให้เขาเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ นั่นเป็นความกังวลที่แท้จริง นั่นคือความยากลำบากที่แท้จริง อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลนั้นมันเทียบอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งเหล่านี้ บางครั้งผู้คนบอกผมว่าทำไมผมถึงยิ้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในวันที่แพ้บางครั้งผมก็ยิ้มได้ นั่นเพราะในตอนที่ลูกชายของผมเกิดมา ผมได้รู้ว่าฟุตบอลนั้นมันไม่ใช่เรื่องความเป็นความตายอีกแล้ว เราไม่ได้รักษาชีวิตของใคร ฟุตบอลนั้นไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความความทุกข์หรือความเกลียดชัง ฟุตบอลควรจะเป็นสิ่งที่มอบแรงบันดาลใจและความสุข โดยเฉพาะกับเด็กๆ

ผมได้เห็นว่าลูกกลมๆลูกนี้ทำอะไรให้กับชีวิตของนักฟุตบอลในทีมของผมบ้าง การเดินทางในชีวิตของผู้เล่นอย่าง โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต เฟียร์มิโน และอีกหลายๆคนนั้นเป็นเรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ ความยากลำบากที่ผมเผชิญในเยอรมนีในตอนนั้นมันเทียบอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งที่พวกเขาเอาชนะมันได้ มีช่วงเวลามากมายที่พวกเขาอาจจะยอมแพ้ได้ง่ายๆ แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้

พวกเขาไม่ใช่พระเจ้าอะไรหรอก พวกเขาแค่ไม่ยอมแพ้ต่อความฝันของพวกเขาเท่านั้น
.
.
ผมคิดว่า 98% ของเกมฟุตบอลคือเรื่องของการรับมือกับความผิดหวังให้ได้ และต้องมีรอยยิ้มและมีความสุขกับเกมในวันรุ่งขึ้น

ผมได้เรียนรู้เรื่องของการรับมือกับความผิดพลาดมาตั้งแต่เริ่มต้น และผมไม่มีทางจะลืมความผิดพลาดครั้งแรกแน่นอน ตอนที่ผมรับงานที่ไมนซ์ในปี 2001 ทีมที่ผมเล่นให้มาถึง 10 ปี ปัญหาก็คือนักเตะในทีมทุกคนล้วนเป็นเพื่อนของผม แต่ในชั่วข้ามคืนผมต้องกลายเป็นเจ้านายของพวกเขา และพวกเขาก็ยังเรียกผมว่า “คล็อปโป้

ตอนที่ผมต้องประกาศรายชื่อทีมเป็นเกมแรก ผมคิดว่าสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ผมจะทำก็คือการไปบอกกับทุกคนต่อหน้า

เรื่องนี้กลายเป็นแผนที่เลวร้ายเพราะว่าห้องพักในโรงแรมของเราเป็นแบบเตียงคู่

คุณลองจินตนาการดูนะ ผมเข้าไปในห้องแรก ผมให้ผู้เล่นสองคนนั่งบนเตียงของพวกเขาแล้วผมก็หันไปบอกคนนึงว่า “นายได้ลงวันพรุ่งนี้นะ

เสร็จแล้วผมก็หันไปบอกอีกคนว่า “โชคร้ายหน่อยนะ นายจะไม่ได้เล่นในวันพรุ่งนี้

ผมมานึกได้ทีหลังว่าแผนของผมมันโง่มากก็ตอนที่ผู้เล่นคนที่สองมองมาที่ตาของผมแล้วถามว่า “แต่ … คล็อปโป้ … ทำไมล่ะ?

เกือบทุกครั้งผมไม่มีคำตอบให้ คำตอบเดียวที่เป็นคำตอบจริงๆก็คือ “เรามีตัวจริงได้แค่ 11 คน”

โชคร้ายที่ผมต้องทำแบบนี้อีกถึง 8 ครั้ง – ผู้เล่น 18 คนในห้องเตียงคู่ทั้งหมด 9 ห้อง มีสองคนที่นั่งบนเตียงและคำพูดว่า “นายได้ลง นายไม่ได้ลง

และสิ่งที่ผมเจอทุกครั้ง “แต่ … คล็อปโป … ทำไมล่ะ?

ฮ่าๆๆๆ! มันเป็นความระทมขมขื่นจริงๆ

นี่เป็นครั้งแรกๆที่ผมต้องเจอกับประสบการณ์ร้ายๆในฐานะผู้จัดการทีม แล้วเราทำอะไรได้เหรอ? สิ่งที่ทำได้ก็คือหยิบกระดาษทิชชู่มา ทำความสะอาดมัน และเรียนรู้จากมันเสีย

ถ้าคุณไม่เชื่อผม ลองคิดถึงเรื่องนี้ แม้แต่ในคืนแห่งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะผู้จัดการทีมของผมก็เริ่มต้นมาจากหายนะ

การแพ้ต่อบาร์เซโลนาถึง 3-0 ในเกมแชมเปียนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นผลการแข่งขันที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ เมื่อถึงตอนที่เราต้องเตรียมตัวสำหรับเกมนัดที่สอง การพูดกับทีมของผมนั้นเป็นการพูดที่ตรงไปตรงมา คราวนี้ไม่มีการพูดถึงร็อคกีแล้ว ส่วนใหญ่ผมจะพูดถึงเรื่องของแท็คติกส์ แต่ผมก็ตัดสินใจบอกความจริงกับพวกเขาด้วย ผมพูดว่า

เราต้องเล่นโดยไม่มี 2 กองหน้าที่ดีที่สุดในโลก คนทั้งโลกนั้นบอกว่าเราไม่มีทางทำได้ แต่เอาจริงๆนะ มันก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะนี่คือพวกนาย? เพราะพวกนาย เราถึงมีโอกาส

ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องของความสามารถการเล่นในฐานะของนักฟุตบอล แต่มันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพวกเขา และทุกสิ่งที่พวกเขาก้าวผ่านมาตลอดชีวิต

สิ่งเดียวที่ผมเสริมไปก็คือ “ถ้าเราจะล้มเหลว ก็ขอให้เป็นการล้มเหลวที่งดงามที่สุด

แน่นอนว่าสำหรับผมมันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดอะไรแบบนั้นออกไป ผมก็แค่เป็นผู้ชายที่คอยยืนตะโกนอยู่ข้างสนาม แต่สำหรับคนที่ลงไปเล่นในสนามมันเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก แต่ก็เพราะเด็กๆเหล่านี้ และเพราะกองเชียร์อีก 54,000 คนในแอนฟิลด์ เราถึงทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

สิ่งที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับฟุตบอลก็คือเราไม่มีทางทำอะไรได้โดยลำพัง ไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว เชื่อผมเถอะ

โชคไม่ดีที่โมเมนต์ที่เหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมเปียนส์ ลีก … ผมก็ดันไม่ได้เห็นมัน บางทีมันอาจจะเป็นการเปรียบเทียบชีวิตของผู้จัดการทีมได้ดีที่สุดหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ผมพลาดช็อตความอัจฉริยะของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบบเต็มๆ

สิ่งที่ผมเห็นก็คือบอลออกจากสนามและกำลังเป็นลูกเตะมุม

ผมได้เห็นเทรนต์ เดินไปเตรียมจะเตะ ผมเห็นชาคิรี เดินตามเขาไป

แต่ผมดันหันหลังเพราะว่าเรากำลังเตรียมจะเปลี่ยนตัว ผมกำลังคุยกับผู้ช่วยของผม และ … พูดแล้วก็ขนลุกทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ … ผมได้ยินเสียงดังสนั่น

ผมหันกลับไปที่สนามแล้วก็ได้เห็นบอลลอยเสียบตาข่ายไปแล้ว

ผมหันกลับมาที่ม้านั่งสำรองอีกทีแล้วก็เห็นเบน วูดเบิร์ด เขาบอกว่า “มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?!

แล้วผมก็ตอบเขาไปว่า “ผมก็ไม่รู้!”

แอนฟิลด์สั่นสะเทือน มันบ้าคลั่งมาก ผมแทบไม่ได้ยินเสียงผู้ช่วยของผมเลย เขาพยายามตะโกนถามผมว่า “แบบนี้ … เราจะยังเปลี่ยนตัวไหม?

ฮ่าๆๆๆ! ผมไม่มีวันลืมสิ่งที่เขาพูดแน่! มันจะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต

คุณลองจินตนาการตามนะ? 18 ปีในการเป็นผู้จัดการทีม นับล้านชั่วโมงที่ผมเฝ้าดูเกมฟุตบอล แล้วผมก็ดันพลาดสิ่งที่สุดยอดที่สุดที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอล นับตั้งแต่คืนนั้นมา ผมได้ดูประตูของดิวอค ไปประมาณสัก 500,000 ครั้งเห็นจะได้ แต่ในชีวิตจริงแล้วผมได้เห็นแค่บอลที่กระทบตาข่ายเท่านั้น

หลังเกมจบลงผมเดินเข้าห้องบูทรูมเล็กๆของผม ผมไม่ได้จิบเบียร์ ผมไม่ต้องการมันเลย ผมนั่งในห้องนั้นแบบเงียบๆกับน้ำเปล่าอีกขวดนึง นั่งไปยิ้มไป มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่สามารถจะหาคำอะไรมาอธิบายได้ พอกลับถึงบ้าน ครอบครัวและเพื่อนๆของผมก็ยังรออยู่ที่บ้าน ทุกคนอยู่ในอารมณ์เฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง แต่ตัวผมนั้นไม่เหลืออารมณ์อะไรแล้ว ผมเลยรีบขึ้นนอน ร่างกายและจิตใจของผมมันว่างเปล่า

คืนนั้นเป็นคืนที่ผมนอนหลับดีที่สุดในชีวิต

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือการที่ผมตื่นในเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วผมก็ได้รู้ตัวว่า “มันเป็นเรื่องจริง มันเกิดขึ้นจริงๆ

สำหรับผม ฟุตบอลเป็นสิ่งเดียวที่มอบแรงบันดาลใจให้ได้มากกว่าภาพยนตร์ เมื่อคุณตื่นตอนเช้าสิ่งที่เหมือนเวทมนต์นั้นเป็นเรื่องจริง คุณน็อคดราโกได้จริงๆ มันเกิดขึ้นจริงๆ

ผมคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ในตอนที่เราแห่ฉลองโทรฟีแชมเปียนส์ ลีกไปทั่วตามถนนในเมืองลิเวอร์พูล ผมไม่มีคำพูดใดที่อธิบายถึงความรู้สึกในวันนั้นได้ เรานั่งอยู่บนรถบัสและทุกครั้งที่ผมคิดว่าขบวนพาเหรดกำลังจะจบลง ไม่น่าจะมีใครอีกแล้วในเมืองลิเวอร์พูล พอรถเลี้ยวโค้งขบวนพาเหรดก็มีต่อไป มันเหลือเชื่อมากจริงๆ ถ้าคุณเก็บทุกความรู้สึก ทุกความตื่นเต้น และความรักที่มีอยู่ในทุกอณูของอากาศในวันนั้นเอาไว้ทั้งหมด โลกของเราจะเป็นสถานที่ที่น่าอยู่กว่านี้มาก

ผมไม่สามารถจะลบความรู้สึกในวันนั้นออกจากหัวของผมได้ ฟุตบอลได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับผม แต่ผมก็อยากจะมอบสิ่งดีๆ กลับคืนให้แก่โลกของเรามากกว่านี้ มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับผมที่จะพูด แต่เราจะทำในสิ่งที่แตกต่างจริงๆ ได้อย่างไรล่ะ?

ตลอดปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เห็น ฮวน มาตา, มัตส์ ฮุมเมิลส์, เมแกน ราปิโน และนักฟุตบอลอีกมากมายที่เข้าร่วมในโครงการ Common Goal ถ้าคุณไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร ผมจะบอกให้ว่ามันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก นักฟุตบอลมากกว่า 120 คนได้สละเงินรายได้ 1% ของพวกเขาเพื่อมอบให้แก่องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรเกี่ยวกับฟุตบอลทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาแข็งแรงขึ้น พวกเขาได้ช่วยเหลือโปรแกรมฟุตบอลเยาวชนในแอฟริกาใต้, ซิมบับเว, กัมพูชา, อินเดีย, โคลอมเบีย, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และอีกหลายๆประเทศ

มันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของนักฟุตบอลที่รวยที่สุดในโลก เพราะผู้เล่นตัวจริงของทีมฟุตบอลหญิงของแคนาดาทั้ง 11 คนต่างก็เข้าร่วมด้วย แล้วยังมีนักฟุตบอลจากญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, สกอตแลนด์, เคนยา, โปรตุเกส, อังกฤษ, กานา …. คุณจะไม่ได้แรงบันดาลใจจากพวกเขาได้อย่างไร? นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของเกมฟุตบอล

ผมเองก็อยากมีส่วนร่วมด้วย ดังนั้นผมจะมอบรายได้ 1% จากรายได้ทั้งปีของผมให้แก่ Common Goal และผมหวังว่าจะมีผู้คนในวงการฟุตบอลอีกมากมายที่เข้าร่วมกับผม

ถ้าว่ากันตามตรง พวกเรานั้นถือว่าโชคดีมาก และนั่นทำให้เรามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในฐานะของผู้ที่มีสิทธิพิเศษ ที่จะมอบบางสิ่งกลับคืนให้แก่เด็กๆ ทั่วโลก เด็กๆ ที่ต้องการเพียงแค่โอกาสสักครั้งในชีวิต

เราไม่ควรจะลืมว่าในยามที่เราเจอปัญหาจริงๆในชีวิตมันเป็นอย่างไร สิ่งที่เราอาศัยอยู่นี้ไม่ใช่โลกที่แท้จริง ผมต้องขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลนั้นมันไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง จุดประสงค์สำหรับเกมฟุตบอลมันควรจะยิ่งใหญ่กว่าแค่เรื่องของรายได้ และถ้วยรางวัล ไม่ใช่หรือ?

ลองคิดถึงสิ่งที่เราจะสามารถทำเร็จได้ ถ้าเรามาร่วมกัน แค่มอบรายได้ 1% ของเราเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้แก่โลกใบนี้จริงๆ บางทีผมอาจจะเป็นพวกไร้เดียงสา บางทีผมอาจจะเป็นแค่คนแก่ช่างฝัน

แต่เกมฟุตบอลนี้มีไว้เพื่อใครกันล่ะ?

เราทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามันมีไว้สำหรับคนช่างฝันทุกคน 

เยอร์เกน คล็อปป์