แข้งแห่งอนาคต : มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ – เมด อิน อัมสเตอร์ดัม

ตลาดนักเตะซัมเมอร์ 2019 เปิดฉากได้มาเกิน 2 สัปดาห์แล้ว และหนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่งซึ่งส่อแววได้ย้ายทีมสูง คงต้องมีชื่อของ มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ กัปตันทีมของ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่สร้างชื่อ และ ผลงานมากมายนับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่

โดยเฉพาะในฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ที่เขาพาทีมแชมป์ เอเรดิวิซี่ ลีก ฤดูกาลนี้มาถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างเหนือความคาดหมาย

ผลงานเหล่านั้น ล้วนทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ จ้องกันตาเป็นมัน บางทีมถึงกับส่งขันหมากไปสู่ขอแล้ว แต่ก็ยังไม่มีข่าวว่าเขาจะไปตกลงปลงใจที่ไหนแต่อย่างไร

ฤดูกาล 2019/20 เรามีโอกาสสูงที่จะได้เห็นเขาโชว์ฟอร์มให้ทีมยักษ์ใหญ่ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น คงจะไม่เลวนัก ถ้าเรามารู้จักเขามากขึ้นสักหน่อย

จากเด็กเรียนช้า สู่การพัฒนาเหนือแสง

ย้อนกลับไปสัก 10 กว่าปีนิด ๆ ก่อนที่ มาไธจ์ส เดอ ลิกต์ จะถูกจับมาเจียระไนที่ ยองก์ อาแย็กซ์ ทีมสำรองของอาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ถ้าใครได้เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งในวันนั้น คงไม่เชื่อว่าเขาจะกลายมาเป็นยอดกองหลังที่สโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปหมายปองได้ในวันนี้

เดอ ลิกต์ ในวัยก่อน 9 ปี ไม่มีอะไรเหมาะกับการเล่นฟุตบอลเลย เขาตัวใหญ่เกินไป เชื่องช้าเกินไป และว่ากันว่าแทบไม่มีเชนจ์ใด ๆ เกี่ยวกับฟุตบอล

ถึงแม้จะชอบฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และอยากเล่นกองหน้าเหมือนเด็กทั่วไป แต่ด้วยความเก้งก้างและตัวใหญ่ ทำให้เขาถูกจับมาเล่นในตำแหน่งกองหลัง และถูกชี้ชวนให้รู้จักกับ เซร์คิโอ รามอส, เกราร์ด ปิเก้, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่กลายมาเป็นไอดอล และ ต้นแบบการเล่นของเขาในเวลาต่อมา

ทั้ง 4 คน แม้จะเป็นกองหลังที่ไม่มีความเร็วจัดจ้าน แต่ก็เป็นคนที่แม่นยำในเรื่องของทางบอล รวมไปถึงการเข้าสกัดที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญ พวกเขาเติมเกมบุกได้ดี ทั้งยังทำประตูได้เสมอ ๆ จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ในปัจจุบันจะเห็นเดอ ลิกต์ เป็นเช่นนั้น

ถึงแม้จะดูไม่มีวี่แววเป็นนักบอลชั้นเลิศ แต่เด็กน้อยจากชานกรุงอัมสเตอร์ดัมคนนี้ มีความมุ่งมั่นที่จะเล่นฟุตบอลอย่างมาก นั่นเองที่ทำให้ ยองก์ อาแย็กซ์ มองเห็นว่า เขามีโอกาสที่จะพัฒนาได้ และทำให้เขาได้รับโอกาสเขาสู่อคาเดมี่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเวทีฟุตบอลยุโรป ที่ที่ซึ่งจะทำให้เขากลายเป็น เดอ ลิกต์ ที่เรารู้จักกันในวันนี้

จากบ่อน้ำมัน สู่กองหลังชั้นยอด

8 ปี ในอคาเดมี่ของ อาแย็กซ์ เคี่ยวกรำให้ เดอ ลิกต์ กลายเป็นเพชร แต่ตอนนั้น เขายังไม่ใช่เพชรน้ำงามของวงการฟุตบอลอย่างที่เขาเป็นในตอนนี้ หากแต่เป็นเพชรที่ไร้เหลี่ยมมุม และดูเหมือนยังไม่มีกะรัตทั้งยังไร้ประกายที่เจิดจ้า เพราะเขายังขาดสิ่งสำคัญที่เรียก “ประสบการณ์” อยู่

แต่กระนั้น เดอ ลิกต์ ก็ถูกผลักดันให้ลงสนาม ในฐานะดาวรุ่งฝีมือดี เขาได้เริ่มเล่นกับ ยองก์ อาแย็กซ์ ในฤดูกาล 2016-17 เป็นครั้งแรกวันที่ 8 สิงหาคม 2016 ในเกมที่พบกับ เอฟซี เอ็มเมน และในเมื่อเขามีของ ก็ไม่ต้องใช้เวลาพิสูจน์นานว่าเขามีฝีมือมากกว่าแค่เล่นในลีกรอง เพราะเมื่อผ่านเดือนเดียว เขาก็ถูกส่งไปลองของกับ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทันทีในวันที่ 21 กันยายน ปีเดียวกัน ในเกมที่พบกับ วิลเล่ม ทเว ศึกฟุตบอล ดัตซ์ คัพ

การลงสนามในเกมกับ วิลเล่ม ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับที่ 2 ที่ได้ลงสนามให้อาแย็กซ์ ชุดใหญ่ ต่อจาก คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ ด้วยวัยเพียง 16 ปี กับ 40 วัน โดยในเกมนั้น เขาทำประตูได้ในนาทีที่ 25 และช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 5-0 ด้วย

จากผลงานที่น่าประทับใจ ทำให้ เดอ ลิกต์ ถูกเลื่อนชั้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่อย่างถาวรในราว 1 เดือนให้หลัง

การขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ฤดูกาลนั้น ทำให้เขาสร้างสถิติอีกอย่างหนึ่งด้วย เมื่อเขาได้ลงเล่นในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศเกมเมเจอร์ของยุโรปด้วยวัยเพียง 17 ปี 285 วันเท่านั้น ถึงแม้ในเกมนั้น ยูไนเต็ด จะชนะไปได้ 2-0 ก็ตาม

จากผลงานในลีกฤดูกาลนั้น ทำให้เขาได้ติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดใหญ่ด้วย และเขายังกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1931 ที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับ “อัศวินสีส้ม” ในเกมกับ บัลแกเรีย ด้วย แต่จากความที่ด้อยประสบการณ์ ของเขา ทำให้ เดอ ลิกต์ เล่นผิดพลาดในเกมนั้นหลายครั้ง จนนำไปสู่การเสียประตูของทีม และต้องพ่ายแพ้บัลแกเรียไป 0-2

ซึ่งนั่น ส่งผลให้ เนเธอร์แลนด์ พลาดการไปเล่นในฟุตบอลโลก 2018 และเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดของ เดอ ลิกต์ แต่มันก็ทำให้เขาถูกเจียระไนจากความเจ็บปวดและประสบการณ์ที่ได้มาในเกมนั้น ทำให้เขาเล่นบอลได้แน่นอนขึ้น และกลายเป็น เดอ ลิกต์ แบบทุกวันนี้

จากใครไม่รู้ สู่ที่หมายปองของยักษ์ยุโรป

ฤดูกาลที่ 2 กับ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ของ เดอ ลิกต์ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือการย้ายไปร่วมทีม ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ของ ดาวินซอน ซานเชซ กองหลังเพื่อนร่วมทีม ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องก้าวขึ้นมาเล่นในตำแหน่งกองหลังตัวหลักของทีม

โดยในฤดูกาล 2017-18 เขาได้ลงสนามให้กับ อาแย็กซ์ ในเอเรดิวิซี่ ลีก ถึง 33 นัด จากโปรแกรมการแข่งขัน 34 เกม แถมยังทำได้ถึง 3 ประตู และมีส่วนช่วยให้ยอดทีมแห่งอัมสเตอร์ดัม เสียประตูน้อยที่สุดในลีก เพียง 33 ประตูเท่านั้นด้วย ซึ่งจากผลงานทั้งหมด ทำให้ในช่วงท้ายฤดูกาล เมือ โจเอล เฟลต์มัน กองหลังกัปตันทีม บาดเจ็บยาวจากอาการเอ็นไขว้หน้า หรือ ACL ฉีกขาด ปลอกแขนกัปตันทีมจึงถูกส่งต่อมาให้ เดอ ลิกต์ และมันอยู่กับเขาเป็นส่วนใหญ่ในฤดูกาล 2018-19 ที่ผ่านมาด้วย เพราะกว่า เวลต์มัน จะกลับมาได้ก็ช่วงปลายฤดูกาลเข้าไปแล้ว

ฤดูกาล 2018-19  ถือเป็นปีทองของ เดอ ลิกต์ เพราะนอกจากเขาเล่นได้ยอดเยี่ยม ทั้งกับลีกในประเทศ และ ฟุตบอลถ้วยสโมสรยุโรปแล้ว เขายังได้รับรางวัล โกลเด้นบอย ที่มอบให้กับดาวรุ่งยอดเยี่ยมของลีกยุโรปด้วย โดยเขาเป็นกองหลังคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้อีกต่างหาก

และหลังจากนั้น ในเดือน กุมภาพันธ์ เดอ ลิกต์ ยังกลายเป็นกัปตันทีมที่มีอายุน้อยที่สุด ที่ได้ลงเล่นในฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอาต์ ด้วยวัยเพียง 19 ปี 186 วัน ในการพาทีมพบ เรอัล มาดริด ก่อนพาทีมผ่าน “ราชัยชุดขาว” มาอย่างพลิกความคาดหมาย

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะเขายังเป็นคนทำประตูให้ทีมบุกมาเอาชนะ ยูเวนตุส เข้ารอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1996-97 แถมประตูดังกล่าว ยังทำให้เขาเป็นนักเตะดัตช์ที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งทำประตูได้รอบร็อคเอาท์ นับตั้งแต่ นอร์ดิน วูเตอร์ ในปี 1996 และยังเป็นกองหลังอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ที่ทำประตูได้ในรายการนี้อีกด้วย

จากการโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของเขาในฤดูกาลที่ผ่านมา ทำให้ อาแย็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มีผลงานดีที่สุดในรอบหลายปี ด้วยการคว้าแชมป์ เอเรดิวิซี่ ลีก และแชมป์ ดัตช์ คัพ แถมยังมาไกลที่สุดในฟุตบอลสโมสรยุโรป นับตั้งแต่ฤดูกาล 1996-97 ด้วยการไปถึงรอบรองชนะเลิศด้วย

จากปัจจุบัน ถึงวันที่ยังมาไม่ถึง

จากผลงานทั้งหมด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ เดอ ลิกต์ จะเป็นที่จับตามองของบรรดายักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป โดยแต่ละทีมที่เขามีข่าวด้วย ล้วนแต่เป็นทีมยักษ์ใหญ่ อาทิ บาร์เซโลน่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือยูเวนตุส

แน่นอนว่า ปลายทางของเขาเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง จึงไม่อาจจะรู้ได้ว่าเขาจะไปลงเอยที่สโมสรแห่งไหน

แต่ปัจจุบันที่เรารู้ได้แน่นอนคือ เขาเป็นนักเตะที่จะมีบทบาทอย่างยิ่งยวดในโลกของฟุตบอล

และบทบาทของเขาจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างแน่นอน…



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

10 ประเด็นเก็บตกจากลีกใหญ่ยุโรปส่งท้ายเดือนตุลาคม

SPORTDesk. Team

โปรแกรมลีกสำหรับเดือนตุลาคมหมดสิ้นไปแล้ว และหลาย ๆ ทีม ทำผลงานในช่วงท้ายเดือนได้เป็นอย่างดี อาทิ ลิเวอร์พูล และเชลซี สองตัวแทนจากลีกอังกฤษ ขณะที่ในลาลีกา สเปน เรอัล มาดริดเกิดอาการวิกฤตโคม่าอีกครั้ง จากการแพ้ศึกแห่งศักดิ์ศรีต่อบาร์ซ่าขาดลอยกระจุยกระจาย และชะตากรรมของกุนซือเรอัล มาดริดอาจจะขาดในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่น่าเก็บตกมาพูดคุยอีกมากมาย

Story

โมเซส : อาจเร็วไปที่ลาไนจีเรียแต่คิดมาดีแล้ว

SPORTDesk. Team

หลังจบศึกฟุตบอลโลก 2018 นักเตะดัง ๆ จากหลายประเทศต่างทยอยประกาศอำลาทีมชาติ อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกพลิกโผมากนักเพราะอย่างน้อย ๆ ทุกคนต่างก็รับใช้ชาติมาเป็นเวลานาน…ช่างแตกต่างจากแคสกรณีของ วิคเตอร์ โมเซส ปีกไนจีเรีย

Thought

เพียงหนึ่งเดียว

ลูกแม่กิ่ง

สารภาพกันจากใจตามประสาคนเริ่มจะเข้าสู่วัยกลางคนว่าผมจำแทบไม่ได้เลยครับว่าเกมระหว่างฝรั่งเศสกับโครเอเชียในฟุตบอลโลก1998 นั้นมีอะไรเกิดขึ้นระหว่าง90 นาทีที่แซงต์เดอนีส์บ้าง