เมด อิน เยอรมัน ?

หลังโดนลิเวอร์พูล บุกถลกหนังแล่เนื้อแล้วโยนลงหางหม้อต้มกลางป่าบาวาเรีย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงเลือดโปลของบาเยิร์น มิวนิค ออกมาวิจารณ์การเล่นของทีมตัวเอง                

“วันนี้เราไม่ยอมเล่นเหมือนในบุนเดสลีกา เรารู้ว่ามันจะเป็นเกมที่ยาก แต่ทั้งสองนัดเราตั้งรับมากเกินไป ไม่พยายามดันขึ้นมาเพื่อสร้างโอกาส เราถอยไปรับลึกเกิน ไม่กล้าเสี่ยง”

สะท้อนคำสัมภาษณ์ก่อนเกมของนายใหญ่อย่างนิโก้ โควัช ที่ดูให้ความเกรงอกเกรงใจอาคันตุกะจากเมอร์ซีย์ไซด์

“ทั้งผมและโค้ชหลายๆ คนรู้ว่าลิเวอร์พูล เป็นทีมที่น่ากลัวสุดในการเล่นเกมเปลี่ยนจากรับเป็นรุก เราจำเป็นต้องรอบคอบ ไม่บุ่มบ่ามผลีผลาม”

สิ่งที่ปรากฏไม่เฉพาะในอัลลิอันซ์ อารีน่า แต่รวมถึงแมตช์แรกที่แอนฟิลด์ คือบาเยิร์น มิวนิค เล่นไม่สมกับความเป็นยอดทีมของเยอรมัน เจ้าของถาดบุนเดสลีกา 6 ปีซ้อน และผงาดถึงรอบก่อนรองฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นอย่างน้อยตลอด 7 ฤดูกาลติดต่อกัน

พยานหลักฐานชิ้นสำคัญหนีไม่พ้นโอกาสจบสกอร์ทั้งสองเกม เสือใต้ได้ส่องเข้ากรอบประตูของอลิสซอน เบ็คเคอร์ รวมกันแค่ 2 ครั้ง

แถมประตูปลอบใจหนึ่งเดียวยังมาจากการสกัดพลาดของโฌแอล มาติป กองหลังลิเวอร์พูล หาใช่นักเตะคนใดในคราบเสือไม่

ขณะที่ทรงเกมก็ตามที่เลวานดอฟสกี้ โพล่งใส่ไมโครโฟนนั่นแหละ บาเยิร์นเอาแต่ยืนลึก  ไม่กล้าเสี่ยงบุกแบบเต็มตัว

แน่นอน คำถามความสงสัยของแฟนบอลทั่วโลก แม้แต่เด็กหงส์ ลอยยผุดขึ้นตลบอบอวลเป็นฝุ่น pm 2.5 ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมบาเยิร์น เล่นแบบขี้หดตดหายขนาดนั้น

ผมสารภาพว่าโคตรผิดหวังกับบอลสองนัดคู่นี้ จินตนาการตั้งแต่ตอนจับฉลากว่าจะใส่กันมันหยดติ๋งโทษฐานอดีตแชมป์ยุโรป 5 สมัยเท่าๆ กัน แต่ที่ไหนได้ บาเยิร์น ยกการ์ดปิดแน่น ไม่แลกด้วยแม้กระทั่งบนสนามตัวเอง

หลังผ่าน 90 นาทีแรกพร้อมสกอร์ 0-0 แบบจืดชืดเป็นแกงลืมน้ำปลา ผมเคยให้ทรรศนะว่าเวลานี้ บรรดาทีมใหญ่หยิบยืมวิธีของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เคยพาแมนฯ ซิตี้ บุกมายัน 0-0 ถึงแอนฟิลด์ เมื่อต้นฤดูกาล

เป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงของการเสียบอลตรงกลางแล้วโดนลิเวอร์พูล เปลี่ยนจากรับเป็นรุกแบบฉับไวอย่างที่ฝรั่งเรียก transition play

วิธีที่บาเยิร์น ก็อปปี้ทีมเรือใบสีฟ้า คือหันมาขึ้นเกมริมเส้น ด้านข้างสนาม มากกว่าเซตตรงกลาง เพื่อบีบพื้นที่เล่นให้แคบลง ต่อให้เสียบอลก็อันตรายน้อยกว่า บอลอาจออกข้าง หรือต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าเพื่อมาถึงหน้าประตู

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้หมายถึงแมนฯ ซิตี้ รวมทั้งบาเยิร์น ต้องยอมแลกกับการสูญเสียศักยภาพในเกมบุกของตัวเอง

เล่นเพื่อเสมอ ถ้าได้มากกว่านั้่นถือเป็นโบนัส

เรือใบของเป๊ป บุกมาควักผล 0-0 ที่แอนฟิลด์ ในเดือนตุลาคม พร้อมสถิติขึ้นเกมฝั่งซ้าย 53 % ขวา 34 % และตรงกลางแค่ 14 % มีโอกาสยิงเข้ากรอบทีมละแค่สองครั้่ง

ผิดจากยกสองที่เอติฮัด สเตเดี้่ยม อีกสามเดือนต่อมา แมนฯ ซิตี้ กล้าลุยตรงกลางมากขึ้น ตัวเลขขยับจาก 14 ขึ้นมาเป็น 23 % ขณะที่ขึ้นเกมด้านข้างน้อยลงทั้งสองฝั่ง

ไม่น่าแปลกใจที่โอกาสลุ้นประตูมีเพิ่มขึ้นทั้งสองทีม เรือใบซัดเข้ากรอบ 4 ครั้่ง ส่วนหงส์ 5 หน ผลจบด้วยชัยชนะของเจ้าถิ่น 2-1

บาเยิร์น นัดแรกในฐานะทีมเยือน ยืมมุกเดียวกับแมนฯ ซิตี้ บอลขึ้นตรงกลางไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์ ไม่มีจังหวะยิงเข้ากรอบสักครั้งไม่เป็นไร สกอร์ 0-0 ถือว่าได้เปรียบเล็กน้อย กุมชะตาเข้ารอบในมือตัวเอง ขอแค่เอาชนะในบ้าน

นั่นคือภาพที่แฟนบอลคาดหวังจะเห็น และเป็นภาพที่เด็กหงส์อดวูบวาบแถวสันหลังไม่ได้ ยิ่งผลงานก่อนเซิ้งแข้งนัดสอง บาเยิร์น โชว์เกมรุกขู่ บุกถล่มกลัดบัค 5-1 ตามด้วยขยี้โวล์ฟบวร์ก ครึ่งโหล          

แต่สิ่งที่เกิดกลับผิดคาด โควัช ยังสั่งลูกทีมเล่นแบบรัดกุม และเผลอๆ จะรัดกุมกว่าแมตช์แรกด้วยซ้ำ

สถิติขึ้นเกมตรงกลางหดเหลือ 18 % และเน้นฝั่งซ้ายของฟร้องค์ ริเบรี่ มากกว่า 54 % แต่ในเวลาเดียวกัน ตำแหน่งการยืนเฉลี่ยของฟูลแบ็กอย่างดาวิด อลาบา กับ ราฟินญ่า กลับสูงไม่ถึงครึ่งสนาม

ภาพฮีทแม็ป (Heatmap) ที่บอกตำแหน่งได้บอลของผู้เล่น  ยิ่งเหลือเชื่อ แบ็กสองข้างของบาเยิร์น  ได้บอลเกินครึ่งสนามมาแค่เล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีสักครั้งที่ไปถึงระนาบเดียวกับกรอบเขตโทษ ไม่ต้องพูดถึงสุดเส้นหลังเพื่อครอสส์, คัตแบ็ก หรืออะไร

แฟนบาเยิร์น โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง แพ้เพราะสู้ไม่ได้ ยังเข้าใจว่าความสามารถเป็นรอง แต่แพ้เพราะไม่สู้ มันผิดวิสัย เมด อิน เยอรมัน….


RELATED POSTS

Story

อายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับ ‘คาซู’ ไปต่อในวัย 51!

ลูกแม่กิ่ง

ในวัย “หลักห้า” สำหรับหลายคนอาจคิดถึงความเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เคยทำในอดีต สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำในอนาคต

Story

ปิเก้ลากระทิง : ถึงเวลาหรือว่ารอยร้าวยากประสาน

SPORTDesk. Team

เคราร์ด ปิเก้ กองหลังทีมชาติสเปน เป็นนักเตะระดับท็อปของโลกคนล่าสุดที่เลือกโบกมือลา หันหลังให้กับทีมชาติของตัวเอง ทั้งที่เขาเพิ่งอายุ 31 ปีเท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์และหลักสถิติตัวเลข ณ ปัจจุบัน นักเตะอย่าง  ปิเก้ ยังสามารถเล่นให้ “ลา โรฆา” ได้อีก 2-3 ปี

Thought

ชีวิตผิดฝัน

ลูกแม่กิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 7 ปีก่อน ในวันที่ 4 ต.ค. 2011 เว็บไซต์ DailyMail รายงานข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งว่า “Everton win race to sign wonderkid Green from Bradford in £2m deal”