‘แลมพ์ส’ ชิงสุกก่อนห่าม ?

26 June 2019
635 VIEWS

ตลอด 16 ปีในฐานะเจ้าของทีมเชลซี โรมัน อบราโมวิช เคยผิดพลาดในการเลือกกุนซือที่ขาดประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง 

คนนั้นก็คือ อังเดร วิลลาส โบอาส อดีตเจ้าของฉายา “นิว โชเซ่ มูรินโญ่” 

ความสำเร็จแบบจุดพลุภายในปีแรกกับปอร์โต้ ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแบบไร้พ่าย ตามมาด้วยถ้วยโปรตุกีส คัพ และยูโรปา ลีก ทำให้ เสี่ยหมี ไม่ลังเลยอมจ่ายเงินชดเชยเป็นสถิติโลกกว่า 13 ล้านปอนด์ เพื่อคว้ากุนซือหนุ่มไฟแรงวัยแค่ 34 มาสู่ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ตอนซัมเมอร์ 2011 

แต่ผลปรากฏว่าโบอาส อยู่ได้ไม่ครบเทอม ก่อนโดนตะเพิดในเดือนมีนาคม 2012 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ดูเหมือน อบราโมวิช หลาบจำกับกุนซือชั่วโมงบินน้อย โดยมักเลือกคนที่ผ่านเวทีมาเชี่ยวกราก 

อาทิเช่น ราฟา เบนิเตซ, อันโตนิโอ คอนเต้ รวมถึง โชเซ่ มูรินโญ่ รอบสอง 

หรือไม่ก็มีสไตล์ชัดเจนเป็นลายเซนต์ของตัวเองอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ 

ในบรรดากุนซือที่ว่านี้ ต่างคว้าโทรฟี่น้อยใหญ่ติดมือ แต่อนิจจากาละมังถังแตก ไม่มีใครสามารถอยู่ทนและทนอยู่ได้ถึงสามฤดูกาลเลยสักคน

ประหนึ่งเป็นเรื่องลี้ลับอาถรรพ์แห่งเดอะ บริดจ์

หลังการแยกทางกับ ซาร์รี่ เหยื่อรายล่าสุดที่ชะตาขาดภายในปีเดียว แม้พาทีมจบอันดับสามในพรีเมียร์ ลีก คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก และผ่านเข้าชิงคาราบาว คัพ 

สำหรับแฟนเชลซี มันอาจดูเป็นเรื่องปกติ 

แต่ต้องไม่ใช่แน่ๆ ในความรู้สึกของกองเชียร์ทีมอื่น

ท่ามกลางความสงสัยว่าเสี่ยหมี จะสรรหาใครมาเป็นกุนซือคนที่ 12 ในอาณาจักรของเขา 

ชื่อของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ตำนานแข้งเบอร์หนึ่ง มาแรงสุด แต่ถามความเหมาะสม ก็ดูจะน้อยสุดพอกัน 

อย่างที่บอกว่า อบราโมวิช เหมือนจะเข็ดแล้วกับกุนซือมือใหม่หัดคุม

สถานการณ์ค่อยๆ คืบหน้ามาอย่างช้าๆ จนกระทั่งล่าสุด ถ้าไม่มีอะไรพลิกโผ เปลี่ยนใจกลางอากาศ แลมพาร์ด น่าจะหวนคืนเดอะ บริดจ์ บนเก้าอี้ผู้จัดการทีม 

หลายคนบอกว่าไม่เซอร์ไพรส์ เพราะชื่อนี้โผล่มาตั้งแต่ต้น

แต่หลายคนเช่นกันบอกว่าไม่เซอร์ไพรส์ แต่กลับช็อกมากกว่า 

ชั่วโมงบินของ แลมพาร์ด น้อยกว่า วิลลาส โบอาส อีกนะครับกับการผ่านงานคุมทีมแค่ปีเดียว แถมอยู่ในลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ไม่ใช่พรีเมียร์ ลีก 

ถามถึงผลงาน ? 

หนึ่งฤดูกาลกับทีมที่ประเคนงบเสริมทัพเบอร์ต้นๆ ของลีกอย่าง “แกะเขาเหล็ก” ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ แลมพาร์ด ก็พาทีมไปไม่ถึงฝั่งหลังแพ้นัดชิงเพลย์ออฟเลื่อนชั้นต่อ แอสตัน วิลล่า

การเข้าสู่พื้นที่เพลย์ออฟได้ ดูเผินๆ เหมือนว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง แต่เอาเข้าจริง ดาร์บี้ ทำได้ตั้งแต่ปีก่อนหน้า แลมพาร์ด จะมาคุมแล้วด้วยซ้ำ 

หากเทียบปอนด์ต่อปอนด์ระหว่าง ดาร์บี้ ในยุคของ แกรี่ โรเว็ตต์ ฤดูกาล 17/18 กับแกะเขาเหล็กของ แลมพาร์ด ในซีซั่นที่ผ่านมา 18/19 แทบจะไม่เห็นพัฒนาการศรีนครินทร์อะไรขึ้นมาเลย

อันดับ 6 เท่าเดิมทั้งสองซีซั่น 

ห่างจากพื้นที่เลื่อนชั้่นอัตโนมัติ (อันดับ 1-2) เท่ากันคือ 15 คะแนน

ทีมของ โรเว็ตต์ ทำได้ 75 แต้ม ส่วนทีมของ แลมพ์ส สะสมไป 74 คะแนน 

ทั้งสองชุดเก็บชัยชนะ 20 นัดจาก 46 เกมเท่าๆ กัน

ทีมของแลมพ์ส แพ้ 12 นัด (มากกว่าโรเวตต์ 1 เกม) และยิงได้ 69 ประตู (น้อยกว่าโรเว็ตต์ 1 ลูก) 

มิหนำซ้ำ ทีมในซีซั่นล่าสุดเสียถึง 54 ประตู มากกว่าปีก่อน 6 ลูก 

พูดง่ายๆ ว่าส่วนใหญ่แย่หนักกว่าเดิม

อีกหนึ่งสิ่งที่ชัดเจนคือความไม่คงเส้นคงวาจากทีมของแลมพาร์ด 

ตลอด 46 เกมในแชมเปี้ยนชิพ มีแค่หนเดียวที่ดาร์บี้ เก็บชัยชนะได้สามนัดติดต่อกัน แถมเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม

และทั้งซีซั่นเช่นกัน พวกเขาชนะคู่แข่งสองเกมติด ซึ่งดูว่าไม่น่ายาก ได้เพียง 3 ครั้่ง ย้ำว่าแค่สามครั้ง ! 

มันสะท้อนความไม่สม่ำเสมอ ทั้งที่ดาร์บี้ ถือเป็นทีมใหญ่ มีเป้าหมายเลื่อนชั้น

และแน่นอนว่ามันย่อมสะท้อนความบกพร่องของกุนซือที่ยังถือเป็นมือใหม่ 

ตอนเห็นข่าวว่าเชลซี ทำท่าเอาจริงกับแลมพ์ส แวบแรกผมคิดว่าสุดท้ายคงแค่จิ้นกันเฉยๆ ไม่ถึงกับมีอะไรในกอไผ่ 

ยิ่งมาเห็นสถิติต่างๆ เหล่านี้ ใจอยากให้แลมพ์ส คุมน้องแกะต่ออีกสักปีเพื่อสะสมชั่วโมงบิน

เก้าอี้ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ช้าก็เร็วต้องเป็นของเขาอยู่แล้ว

คล้ายกับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถ้าไม่ตกเหวของอาชีพนี้เสียก่อน ยังไงก็คงได้หวนมาแอนฟิลด์ ในฐานะกุนซือ 

แต่การตัดสินใจของคนคู่นี้ต่างกัน 

เจอร์ราร์ด กันตัวเองออกจากพื้นที่กระสุนตกหลังมีข่าวว่า ดาร์บี้ อาจมาทาบทามถ้าต้องเสีย แลมพาร์ด 

ถูกผิดอย่างไรไม่มีใครรู้อนาคต แต่ผมว่าเขาเลือกเหมาะแล้วกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

อดีตคู่หูมิดฟิลด์ในทีมชาติอังกฤษ เพิ่งออกสตาร์ตงานคุมทีมไล่เลี่ยกันในฤดูกาลที่แล้ว และถึงแม้เจอร์ราร์ด มีโอกาสกลับมาอังกฤษ บนเก้าอี้ที่ไพรด์ พาร์ก ของดาร์บี้

แต่เขาอยากสานต่อภารกิจชิ้นแรกอันท้าทาย ด้วยการพากลาสโกว์ เรนเจอร์ส โค่นล้มการสืบทอดอำนาจของเซลติก  

ความจริง ภารกิจของแลมพาร์ด ก็ท้าทายไม่ยิ่งหย่อน คือต้องนำดาร์บี้ กลับสู่พรีเมียร์ ลีก หลังจากหล่นมานานกว่าทศวรรษ

แต่เจ้าของสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของเชลซี เลือกทิ้งมันกลางคัน และหันไปกระโจนคว้างานที่ใหญ่กว่า ยากกว่า กดดันกว่า หลายเท่าตัว 

เปรียบไปก็เหมือนนักบินหัดขับ กำลังจะต้องทำภารกิจพาผู้โดยสารกว่าร้อยชีวิต บินฝ่าพายุแถมในช่วงกลางคืนมืดสนิทอีกต่างหาก 

อย่าลืมว่า นี่คือทีมที่ตั้งมาตราฐานสูงลิบ ประเภทชนะเสมอแพ้สลับกันเป็นว่าเล่นเหมือนที่คุมดาร์บี้ ย่อมถูกมองว่าสอบตก 

อย่าลืมว่าเชลซี มีศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รออยู่เบื้องหน้า ขณะที่แลมพาร์ด เคยคุมแต่แชมเปี้ยนชิพ 

อย่าลืมว่านี่คือซีซั่นแรกในรอบ 7 ปีที่ “เดอะ แบก” อย่าง เอแด็ง อาซาร์ จะไม่อยู่ช่วยทีมอีกแล้ว 

อย่าลืมว่าดาวดังยืมตัวอย่างกอนซาโล่ อิกวาอีน หรือมาเตโอ โควาซิซ พอหมดสัญญาแล้วคงตัวใครตัวมัน 

อย่าลืมว่าเชลซี โดนมัดมือมัดเท้าจากการเสริมทัพถึงสองช่วงตลาด

และที่สำคัญคือ อย่าลืมว่าต่อให้รุ่นพระกาฬระดับ โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ คาร์โล อันเชล็อตติ แต่ โรมัน อบราโมวิช ก็ไม่เคยเกรงใจที่จะสั่งกุดหัว

บอกตรงๆ แม้ยังไม่เริ่มต้น แต่ก็พอเห็นปลายทางว่าจะจบอย่างไร ?