คารวะ ‘เป๊ป’ ขอบคุณ ‘คล็อปป์’

14 May 2019
525 VIEWS

ทุกคนซูฮกยกแม่โป้งให้ แมนฯ ซิตี้ ว่าคู่ควรกับแชมป์พรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้ 

ชนะ 14 นัดรวด กวาดเรียบ 42 คะแนนหลังสุด ไม่ปล่อยหลุดเลยสักแต้ม แบบนี้ไม่เรียกว่าคู่ควรก็ไม่รู้จะเรียกอย่างไร

แต่อันที่จริง เรือใบสีฟ้าเป็นเต็งจ๋านอนมาตั้งแต่ก่อนเขี่ยบอลคิกออฟฤดูกาลนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

เพลานั้นเหลือความสงสัยแค่ว่าทีมไหนจะจบรองแชมป์ และตามแมนฯ ซิตี้ สักกี่คะแนน

ซีซั่นก่อนหน้า เด็กของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัดการสอย 100  แต้ม ทิ้งบรรดาคู่แข่งท็อปซิกซ์ด้วยกันแบบไม่ไว้หน้าไม่ให้เกียรติ 

แมนฯ ยูไนเต็ด โดนไป 19 , ไก่ 23, หงส์ 25, เชลซี 30 

ส่วนอาร์เซน่อล ที่เข้าป้ายอันดับ 6  ในฤดูกาลสุดท้ายของอาร์แซน เวนเกอร์ ห่างเกือบๆ  40 คะแนน

ถ้าเป็นกอล์ฟ แฮนดิแค็ปขนาดนี้คงห่างระดับมือโปรกับพวกสมัครเล่น

และไล่จากอันดับ 8 คือเอฟเวอร์ตัน เป็นต้นไป เก็บแต้มไม่ถึงครึ่งของเรือใบด้วยซ้ำ

ไม่แปลกที่แมนฯ ซิตี้ แทบจะตีตราจองแชมป์อีกสมัยโดยยังไม่ต้องลงเตะสักนัด 

ยิ่งสิงห์-ปืน ปรับเปลี่ยนกุนซือ 

ยิ่งผีแดงเตรียมตัวไม่ดีในช่วงปรีซีซั่น 

ยิ่งไก่เดือยทองเงียบสงัดในตลาดซื้อขายนักเตะ 

จะมีก็แต่หงส์ที่ดูพร้อมกว่าใคร ทว่าช่องว่าง 25 คะแนนจากฤดูกาลก่อน เหมือนลิเวอร์พูลแบกน้ำหนักข้ามรุ่นจากไลท์เวทไปชกกับมวยใหญ่

สู้ยังไงก็เห็นแต่โอกาสแพ้

ความหวังเดียวที่พอเป็นไปได้ คือภาวนาให้แมนฯ ซิตี้ รีดเหงื่อลดน้ำหนักลงมาพบกันครึ่งทาง 

แปลว่าถ้าเรือใบดร็อปผลงานลงมาสัก 10-12 แต้ม เหลือราวๆ 88-90 คะแนน

บวกกับลิเวอร์พูล สามารถถีบผลงานขึ้นอีก 12-15 แต้มจากปีก่อนที่ทำได้แค่ 75 คะแนน 

แบบนี้ค่อยสูสี

โดยธรรมชาติของความสำเร็จก็เหมือนของเหลว ย่อมไหลจากสูงลงต่ำ 

แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาล 2017/18 เดินหน้าทุบสถิติเป็นว่าเล่น ไม่เฉพาะการกด 100 คะแนนเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์

ฉะนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คงรู้ดีแก่ใจว่าลูกทีมยากจะทำได้เหมือนเดิม

คำถามคือพวกเขาจะถดถอยไปมากน้อยแค่ไหนกัน 

หล่นแบบลิฟท์สลิงขาด หรือแค่วูบเหมือนเครื่องบินตกหลุมอากาศ 

หลังการโรมรันฝุ่นตลบครบ 38 นัด คำตอบถูกเฉลยว่าแมนฯ ซิตี้ เกือบไม่ด้อยไปกว่าฤดูกาล 17/18 เลยด้วยซ้ำ 

กวาด 98 แต้ม น้อยลงแค่ 2 

ชนะ 32 นัด (สถิติพรีเมียร์ ลีก) เท่ากัน

ยิง 95 ลูก ต่ำกว่าปีก่อน 11 ประตู 

แต่หลังบ้านแน่นขึ้นเสียแค่ 23  ดีกว่าเดิม 4 ลูก 

ผลงานแทบจะถ่ายสำเนากันมาทีเดียว 

ความเก่งกาจสามารถของนักเตะไปจนถึงทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชก็ส่วนหนึ่ง 

แต่เหตุผลสำคัญไม่แพ้กันคือการไล่ล่าแบบกัดไม่ปล่อยของลิเวอร์พูล 

เป๊ป รู้ดีว่าเบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในปีนี้ของแมนฯ ซิตี้ ต้องยกความดีความชอบครึ่งหนึ่งให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ 

ไม่มีหงส์ทีมเดียว เรือใบอาจป้องกันแชมป์ได้แบบโลกไม่จดจำ 

บางที พวกเขาอาจโยนแต้มทิ้งเรี่ยราดได้อีก 10-12 แต้ม โดยที่ยังดีพอคว้าแชมป์แบบไม่รู้สึกกดดัน 

เพราะทั้งเชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล และแมนฯ ยูไนเต็ด ต่างมีซีซั่นที่น่าผิดหวังในพรีเมียร์ ลีก

แต่กลายว่าแมนฯ ซิตี้ ถอนเท้าออกจากคันเร่งไม่ได้ กับการถูกลิเวอร์พูล บี้ชนิดผลัดกันขึ้นนำผลัดกันเป็นฝ่ายตาม 

จากที่เคยประเมินเล่นๆ ว่าหงส์ทำผลงานดีขึ้นสัก 12-15 คะแนนจากปีก่อนก็เยี่ยมยุทธ์แล้ว แต่คล็อปป์ ทะลึ่งดันไปถึง 22 แต้ม 

เป๊ป ถึงกับยอมรับสีหน้าเครียดว่าตลอดการคุมทีมมา 10 ปี นี่คือครั้งแรกที่โดนกดดันหนักหน่วงจนไมเกรนแแทะเส้นประสาท

อุตส่าห์ชนะ 5 นัดติดก็แล้ว  10 นัดติดก็แล้ว ยังสลัดไม่หลุดจากหงส์ที่กระโดดขี่คอเกาะหลัง

ถึงที่สุดต้องงัดท่าไม้ตาย กวาดชัยชนะรวด 14 เกมหลังสุดเพื่อคว้าแชมป์ด้วยช่องว่างห่างแค่ 1 แต้ม

นี่คือการต่อสู้แย่งแชมป์ที่สร้างมาตราฐานและบรรทัดฐานใหม่ให้กับพรีเมียร์ ลีก 

คำว่าเสมอ เผลอๆ มีค่าเท่ากับแพ้ 

ทั้งซีซั่น ลิเวอร์พูล เสียแต้มให้ทีมนอกท็อป-6 เพียงแค่ 3 แมตช์ คือเสมอเลสเตอร์, เวสต์แฮม และคู่แข่งร่วมเมืองอย่างเอฟเวอร์ตัน 

ทั้งซีซั่น ลิเวอร์พูล แพ้นัดเดียวเอติฮัด สเตเดี้ยม 

ทั้งซีซั่น ลิเวอร์พูล เสียแค่ 22 ประตู และคลีนชี้ตถึง 21 นัด 

ทั้งซีซั่น ลิเวอร์พูล โกยคะแนนขาดแค่สามจะครบร้อย

แต่สุดท้ายก็ยังดีไม่พออยู่นั่นเอง 

เพราะแชมป์มีเพียงทีมเดียวที่จะได้ครอง  

แม้คำว่า “คู่ควร” สามาถถูกนิยามมากกว่าหนึ่งก็ตาม….