‘บิ๊ก คลีนนิ่ง’ ของผีแดง

21 June 2019
787 VIEWS

ถ้าไม่พลิกล็อกอะไร อารอน วาน-บิสซาก้า น่าจะกลายเป็นนักเตะใหม่คนที่สองของแมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์นี้ ต่อจากแดเนียล เจมส์ 

ปฏิบัติการสร้างทีม “นิว เจน” โดยกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไล่จากลงเสาเข็มผสมปูนก่ออิฐทำฐานรากให้มั่นคง 

แต่จะเสร็จเมื่อไหร่ไม่รู้

หลายปีที่ผ่านมา ปีศาจแดงพยายามวิ่งไล่กวดเงาตัวเองที่เคยยิ่งใหญ่ในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ดูเหมือนว่า…ยิ่งวิ่งกลับยิ่งเหนื่อยและหลงทาง

ระหว่างที่เดินสลับวิ่งหลงทางอยู่นั้น อาจมีบ่อน้ำให้ตักดื่มแก้กระหายอย่างถ้วยเอฟเอ คัพ, ลีก คัพ หรือแม้แต่ยูโรปา ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร 

แต่แฟนผีรู้ดีว่ามันไม่อิ่ม ไม่หายหิว เป็นความสำเร็จที่เพียงประคับประคองหน้าตาให้กับทีม

ถ้วยหลักที่เป็นเป้าหมายและจุดหมายแท้จริง กลับห่างไกลออกไปทุกที ทั้่งที่มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมในแมนเชสเตอร์ 

ยิ่งเมื่อเห็นคู่อริตลอดกาลอย่างลิเวอร์พูล ผงาดขึ้่นมาเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์รายใหม่ ถึงจุดๆ นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับสภาพว่าต้องล้มกระดานแล้วกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ 

การซื้อที่มองแต่ชื่อเสียง หวังอิมแพกต์ในระยะสั้่น โดยไม่เกี่ยงว่าอายุเยอะแค่ไหน หรือยอมฟาดหัวด้วยค่าเหนื่อยแพงระยิบ แต่ดันเล่นไม่คุ้มค่า หมดไฟ ขาดความหิวกระหาย ไม่ก็มีทัศนคติติดลบ…เหล่านี้้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก 

นับตั้งแต่เฟอร์กี้วางมือ แมนฯ ยูไนเต็ด หน้ามืดคว้านักเตะอายุเกินเบญจเพสมาไม่รู้กี่รายต่อราย

มารูยาน เฟลไลนี่ (26), ฆวน มาต้า (26), อังเคล ดิ มาเรีย (26), มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน (26), บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (31), มัตเตโอ ดาร์เมียน (26), เฮนริค มคิตาร์ยาน (27), เนมันย่า มาติช (28) รวมถึง อเล็กซิส ซานเชซ (29)

หลายคนในนี้ สโมสรต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแย่งชิงจากทีมอื่น

กระทั่งชไวน์สไตเกอร์ ที่ราคาหน้าปั๊มขายกัน 6.5 ล้านปอนด์ แต่ก็ถูกมองว่าแพงอยู่ดีเมื่อเทียบอายุใช้งาน แถมที่สุด ยังโดนโชเซ่ มูรินโญ่ เขี่ยให้ชิคาโก้ ไฟร์ แบบไม่เอาเงินสักสลึงภายในแค่ปีครึ่ง

เท่ากับแมนฯ ยูไนเต็ด ขาดทุนย่อยยับกว่า 250 ล้านบาทไทย 

การซื้อผู้เล่นในวัย 26-28 อาจช่วยลดความเสี่ยงของการประเมินฝีเท้าผิดพลาด เพราะแต่ละคนกว่าจะมาถึงวันนี้ สร้างชื่อเสียงได้ขนาดนี้ แสดงว่าต้องของจริง 

แต่มันก็ถูกแลกมากับความล่มจมทางการเงิน ขณะที่อีโก้ของนักเตะอยู่เหนือการควบคุมหรือการันตีใดๆ ทั้งสิ้น 

กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ จะไม่มองแม้หางตากับนักบอลพรรค์นี้ ถ้าไม่มีเหตุผลมารองรับสนับสนุน 

ยกตัวอย่าง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ย้ายมาลิเวอร์พูล กลางปี 2016 ตอนอายุ 25 ย่าง 26 หลังจากนิวคาสเซิ่ล ตกชั้น

และเพราะเหตุนั้น ค่าตัวของมิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์ จึงถูกดัมพ์ลงมาเหลือ 25 ล้านปอนด์ โดยที่หงส์แดงจ่ายก่อนก้อนแรกแค่ 23 ล้าน 

ตัวเลขอาจอยู่ในเรตเดียวกับที่แมนฯ ยูไนเต็ด จ่ายให้เซ้าธ์แฮมป์ตัน สำหรับมอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน หนึ่งปีก่อนหน้า 

แต่ในแง่ของชื่อเสียงบนเวทีระดับชาติ ไวนัลดุมปักหมุดตัวจริงในทีมกังหันลมมาหลายปี ส่วนชไนเดอร์ลิน เพิ่งแหย่เท้าเข้าสู่ทีมชาติฝรั่งเศส แถมยังโคลงเคลงไม่มั่นคง 

หนึ่งปีหลังจากไวนัลดุมมาเซลฟี่เช็กอินที่แอนฟิลด์ คล็อปป์ ยังทำให้เห็นอีกครั้งด้วยการสอยแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน จากทีมตกชั้่นอย่างฮัลล์ ซิตี้ ยิ่งกว่าโจรปล้นบ้านแค่ 8 ล้านปอนด์

แล้วทราบมั้ยว่าค่าตัวตอนนี้ของโรเบิร์ตสัน จากการประเมินโดยเว็บไซต์ทรานสเฟอร์มาร์เก็ต อยู่ที่เท่าไหร่ ? 

แตะ 60 ล้านยูโรแล้วครับ หรือประมาณ 54 ล้านปอนด์ 

เชื่อหรือไม่ว่าถ้าคล็อปป์ ประกาศขายแบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ในตลาดซัมเมอร์นี้ รับรองว่าหัวกระไดในแอนฟิลด์ ไม่มีแห้ง

คล็อปป์ ใช้กลยุทธเด็ดยอดอ่อนจากทีมตกชั้น เพราะรู้ว่าทีมเหล่านี้จำเป็นต้องลดขนาดให้เล็กลง เพื่อรองรับชีวิตใหม่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ 

แม้พรีเมียร์ ลีก มีเงินสนับสนุนที่เรียกว่า Parachute payments เพื่อกันกระแทกให้กับทีมตกชั้น  แต่สมบัติอะไรที่ขายได้และมีราคา นาทีนี้ไม่ใช่เวลามาจองหองพองขน

ถ้านิวคาสเซิ่ล ไม่ตกชั้น ค่าตัวของไวนัลดุม ย่อมแพงกว่า 25 ล้านปอนด์ไม่ต้องสงสัย

ในเวลาเดียวกัน ถ้าเซ้าธ์แฮมป์ตัน โชคร้ายหล่นชั้นปีนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด คงจะได้ชไนเดอร์ลิน ด้วยราคาที่ถูกย่อมเยากว่า

แต่ทีมนักบุญภายใต้กุนซือโรนัลด์ คูมัน เพิ่งทำผลงานจบที่ 7 ในพรีเมียร์ ลีก 

แถมการเสียชไนเดอร์ลิน ไม่มีผลอะไรกับทีมที่เข้าป้ายอันดับ 6 อีกฤดูกาลให้หลัง

ชไนเดอร์ลิน คือหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่าทีมในระดับกลางตารางลงไปถึงปลายแถวของพรีเมียร์ ลีก ขอแค่ประคองตัวอย่าให้ร่วงตกชั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องขายนักเตะแลกเศษเงินเหมือนแต่ก่อน 

สำนวนอย่างปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่สามารถถูกหยิบมานิยามกับสถานการณ์ในพรีเมียร์ ลีก อีกต่อไป 

ถ้าจะฝืนเขมือบลงคอเสียให้ได้ ก็ต้องมีก้างตำคอให้ปวดแสบปวดร้อนกันบ้างแหละ 

เหมือนเคสของอารอน วาน-บิสซาก้า ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องก้มหัวยอมด้วยค่าตัวระดับถอดสร้อยขายบ้านขายรถ

ต้นสังกัด คริสตัล พาเลซ ไม่ขัดสนเดือดร้อนเงินทองชนิดเดือนชนเดือน หลังจากพรีเมียร์ ลีก เพิ่งจ่ายเช็กก้อนโตให้พวกเขา  114 ล้านปอนด์ตอบแทนผลงานในฤดูกาลที่แล้ว 

นี่ขนาดทีมที่จบอันดับ 12 ต่ำกว่าครึ่งบนของตารางนะครับ 

กระทั่งบ๊วยอย่างฮัดเดอร์สฟิลด์ ยังฟันเกือบร้อยล้าน ส่วนคาร์ดิฟฟ์ ที่รั้งอันดับ 18 กอดเงิน 102 ล้านปอนด์ ตามลงไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ 

ทีมในพรีเมียร์ ลีก อู้ฟู่ปานนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมองหาโอกาสขายนักเตะ และนั่นทำให้ค่าตัวของวาน บิสซาก้า หรือแฮร์รี่ แม็คไกวร์ ถูกฉุดแบบไร้เหตุผล

ถามว่าแม็คไกวร์ ดีพอสมกับตัวเลขที่ถูกพูดถึงกัน 80-90 ล้านปอนด์หรือไม่ นาทีนี้ยังไม่ใช่แน่นอน

กองหลังเลสเตอร์ ยังเก็บเลเวลในพรีเมียร์ ลีก ไม่ถึงเกมระดับลีก วัน ด้วยซ้ำ 

ขณะที่วาน บิสซาก้า ลงเล่นในลีกไม่ถึง 50 นัดดี

คู่แข่งทุกทีมรู้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ด กำลังกระเสือกกระสนต้องการสร้างทีมอย่างเร่งด่วน โซลชาอยู่ในสภาพถูกมัดมือชก 

แต่ละดีลจึงเป็นไปได้ด้วยความลำบาก บวกกับการอดเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ยิ่งปิดโอกาสจะคว้าตัวท็อปจากทีมในยุโรป

หรือถ้าต้องการเจ็บตัวให้น้อย ก็ต้องลงไปงมนักเตะในลีกรองอย่างแชมเปี้ยนชิพ เหมือนกรณีแดเนียล เจมส์ ที่ราคาไม่ถึง 20 ล้านปอนด์

แต่นั่นหมายถึงแมนฯ ยูไนเต็ด ต้องงัดฝีมือออกมาใช้อย่างจงหนัก มองให้ขาดเพื่อลดโอกาสผิดพลาด

เพียงแต่…มันพูดง่ายมากกว่าทำ 

ไม่มีใครเดาได้หรอกว่าแดเนียล เจมส์ จะรุ่งหรือร่วง สำเร็จหรือล้มเหลว

ครั้งหนึ่ง แมนฯ ซิตี้ ก็เคยคิดแบบนี้ตอนควักเงินกว่า 6 ล้านปอนด์ ซื้อปีกดาวรุ่งอย่างสกอตต์ ซินแคลร์ มาจากสวอนซี  มิหนำยังพกประสบการณ์ในพรีเมียร์ ลีก ติดตัวมาแล้ว 

เลือกถูกๆ ก็ต้องเสี่ยงดวงว่าของจริงหรือเสิ่นเจิ้นเลียนแบบ 

ขยับไปมองของดีหน่อย กลับถูกปั่นราคาไปไกลหลายเท่าตัว

ส่วนจะอิมพอร์ตของนอก ตัวเองก็ดันมีข้อจำกัดเสียนี่

ครั้นขยับตัวช้าใจเย็นเป็นสลอธ แฟนบอลก็พากันบ่นว่าไม่เอาอย่างเรอัล มาดริด เค้าบ้าง 

เห็นแล้วเหนื่อยใจแทนโซลชาครับ

นี่ยังไม่นับพวก “คนในอยากออก” อย่างปอล ป็อกบา กับโรเมลู ลูกากู ที่หางานมาให้ปวดหัวเพิ่มขึ้นอีก 

แฟนผีควรทำใจร่มๆ เพราะการ “บิ๊ก คลีนนิ่ง” ปัดกวาดเช็ดถูครั้งใหญ่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คงไม่เสร็จแค่ซัมเมอร์นี้หรือปีหน้า 

เผลอๆ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามปี….