‘แมนเชสเตอร์-ลิเวอร์พูล’ ทำไมเรารักกันไม่ได้?

16 December 2018
786 VIEWS

สุดสัปดาห์นี้ใครที่มีหัวใจ “สีแดง” คงรู้สึกตุ้มๆต่อมๆเหมือนกันใช่ไหมครับ

ใจมันเต้นเพราะเกม “แดงเดือด” (จากการตั้งของ “ศิริ อัครลาภ” นักเขียนลูกหนังรุ่นตำนานของไทย) ระหว่างคู่ปรับตลอดกาล“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล และ “ปีศาจแดง”​ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจะลงสนามกันอีกครั้ง เป็นเกมนัดแรกของฤดูกาล 2018/19

ขึ้นชื่อว่าแดงเดือด อย่างไรก็ย่อมเป็นที่สนใจจากคนรักฟุตบอลทั่วโลกอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างไปจากหลายครั้งที่ผ่านมาคือ “บรรยากาศ” ของเกมในวันนี้นั้นแตกต่างจากปกติอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องของเรื่องคือขณะนี้ผลงานและฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมนั้นแตกต่างกันอย่างมาก เมื่อลิเวอร์พูล อยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์แข่งกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นอยู่ไกลถึงอันดับที่ 6 ในเวลานี้ โดยระยะห่างระหว่างทั้งสองทีมนั้นไกลถึง 16 แต้ม

ความแตกต่างที่มากเกินไปทำให้บรรยากาศของการขับเคี่ยวนั้นลดลง เป็นเรื่องปกติ 

โดยเฉพาะในแคมป์ของ “ปีศาจแดง” นั้น ลำพังเพียงจะจัดการตัวให้อยู่ในร่องในรอยนั้นก็เป็นเรื่องที่ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังทำไม่ได้เลยในฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูล จะลงสนามในเกมนี้แล้วคว้าชัยชนะได้อย่างง่ายดาย

ในทางตรงกันข้าม มันก็มีความเป็นไปได้ที่ ยูไนเต็ด จะบุกมา “ถล่มปาร์ตี้” ของคู่แค้นตลอดกาลอีกสักครั้ง ซึ่งหากทำได้ถึงจะไม่ได้มีความหมายใดๆต่อความสำเร็จ แต่ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้ยิ้มได้ไปอีกนาน

และแน่นอนครับว่าในแมตช์หยุดโลกเช่นนี้รัศมีความร้อนแรงย่อมสูงกว่าเกมฟุตบอลทั่วไป

การเกทับบลัฟแหลกเป็นของคู่กัน บางครั้งเลยเถิดจนกลายเป็นความบาดหมางที่ไม่ควรเกิด

แต่เคยสงสัยไหมครับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ไปจงเกลียดจงชังกันตอนไหน? มีอะไรเป็นสาเหตุ?

ไม่เคยมีความรักระหว่างคู่ปรับแห่งถนนสาย M62 ของสองทีมที่ตั้งอยู่ห่างกันเพียง 35 ไมล์เกิดขึ้นเลยหรือ?
.
.
เกลียดกันตั้งแต่ชาติปางก่อน!

ผมเคยถือโอกาสถามไถ่คุณแดน ศรมณี ผู้บริหาร Line ประเทศไทย ซึ่งเป็น The Kop มาตั้งแต่เกิด เพราะน่าจะเป็นคนไทยคนเดียว (หรือไม่กี่คน) เพราะแกเกิดในเมืองลิเวอร์พูล ว่าความเป็นอริระหว่าง “แมนคูเนียน” (ชาวเมืองแมนเชสเตอร์) และ สเกาเซอร์ (ชาวเมืองลิเวอร์พูล) นั้นมีขึ้นเมื่อไหร่

คำตอบจาก Kopite อาวุโสนั้นชัดเจน “ตั้งแต่แรก”

แต่คำว่า “แรก” นั้นต้องย้อนกลับไปไกลขนาดไหน?

ตามความเข้าใจของคนจำนวนมาก จุดเริ่มต้นของความแตกร้าวระหว่างประชากรของ 2 เมืองใหญ่นี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงราวปี 1894 ในปีที่เมืองแมนเชสเตอร์ มีการขุดคลอง Manchester Ship Canal ความยาว 36 ไมล์ ซึ่งทำให้เรือบรรทุกสินค้าสามารถเชื่อมตรงกับ แมนเชสเตอร์ เมืองที่เดิมเป็นเมืองอุตสาหกรรมได้โดยไม่ต้องเข้าท่าเรือที่เมือง ลิเวอร์พูล

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ ลิเวอร์พูล ที่เคยรุ่งเรืองจากกิจการท่าเรือและการค้าต้องล่มสลาย มีคนตกงานจำนวนมาก และว่ากันว่าความโกรธแค้นนั้นเริ่มจากจุดนั้น

อย่างไรก็ดีในบันทึกของ Stuart Brennan ผู้สื่อข่าว Manchester Evening News ระบุว่าอันที่จริงแล้วรอยร้าวระหว่างความสัมพันธ์มันเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ว่ากันว่าน่าจะเริ่มตั้งแต่ยุควิคตอเรีย ในช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (1750-1850) เลยทีเดียว

เรียกว่าแมนคูเนียน และสเกาเซอร์ ไม่ชอบหน้ากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้วครับ

ต้นเหตุนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวแมนคูเนียน ซึ่งทำธุรกิจสิ่งทอและมีวัตถุดิบสำคัญคือ “ผ้าฝ้าย” ไม่พอใจที่จะต้องเสียเงินจำนวนมากมายมหาศาลเป็น “ค่าธรรมเนียม” เวลาสั่งวัตถุดิบอื่นๆเพื่อมาประกอบกิจการ ฝ่ายชนชั้นเจ้านายชาวสเกาเซอร์นั้นวางตัวเยี่ยงพ่อค้าวาณิชย์ เป็นสุภาพบุรุษ มือสะอาดสะอ้านไม่เปรอะเปื้อนเหมือน “คนงาน” แบบที่ชาวแมนคูเนียนเป็น​ ทั้งๆที่พวกเขาเองก็เป็นเจ้าของกิจการเหมือนกัน (และความจริงส่วนใหญ่แล้วประชาชนทั้งสองเมืองต่างก็เป็นชนชั้นแรงงานทั้งนั้นครับ) 

ขณะที่ชาวแมนคูเนียน ก็จะแขวะกลับว่าสเกาเซอร์มันเป็นพวกไม่เอาถ่าน ไม่เป็นชายขาตรี และนำไปสู่คำด่าคลาสสิกว่า lazy Scousers 

มันลามมาถึงการแต่งเพลงล้อที่แสบเจ็บปวดบนอัฒจันทน์สเตรทฟอร์ด เอนด์ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ว่า Sign on, sign on, and you’ll never get a job ที่ล้อจากเพลง You’ll Never Walk Alone ของลิเวอร์พูล

การรวมตัวกันของนายทุนโรงงานอุตสาหกรรมในการซื้อที่ย่าน Wirra ลากยาวมาถึงซัลฟอร์ด เพื่อขุดคลอง Manchester Ship Canal เป็นผลจากความร้าวรานที่เก็บมานานของชาวแมนคูเนียน

คลองนั้นเปลี่ยนชะตากรรมของเมืองทั้งสอง

แต่ฟุตบอลคือสิ่งที่ทำให้ทั้งสองเมืองต้องเป็นคู่ปรับตลอดกาล
.
.
‘Red War’ สงครามสีแดง

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าจะมีการขุดคลอง Manchester Ship Canal – ในปี 1894 ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นสโมสรใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งหลังแยกตัวกับทีม เอฟเวอร์ตัน ได้สิทธิ์ลงแข่งในระดับดิวิชั่น 2 และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครเลยตลอดฤดูกาล

ผลงานดังกล่าวทำให้มีการเสนอให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการ “ทดสอบ” ว่าจะผ่านไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้หรือไม่ และทีมที่ต้องเผชิญหน้าด้วยคือ นิวตัน ฮีธ ชื่อเดิมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมบ๊วยของระดับดิวิชั่น 1 ในฤดูกาลนั้น

เกมนั้นคือเกม “แดงเดือด” ครั้งแรก และลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเอาชนะได้ 2-0 (28 เม.ย.1894)

หลังจากนั้นระหว่าง ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีการแข่งขันกันมาตลอดในฐานะ “หัวเมืองใหญ่ทางตอนเหนือ” ของอังกฤษ

ความจริงอาจจะเรียกว่าเป็นการ “แก่งแย่งชิงดี” อาจจะสะท้อนความเป็นจริงได้ชัดเจนกว่า

ต่างฝ่ายต่างใช้ความ “ริษยา” เป็นแรงผลักดันสโมสรได้อย่างดีครับ

ช่วงไหนที่ ลิเวอร์พูล ผลงานดีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จะค่อยๆเก็บความรู้สึกไว้เป็นพลังในการโต้ตอบและรอเวลาที่จะกลับมาผงาดเหนืออีกครั้ง

เช่นกันช่วงไหนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ผลงานดีกว่า ลิเวอร์พูล ก็ทำในสิ่งเดียวกัน

นั่นทำให้ระหว่างทั้งสองทีมนี้ต่างมี “ยุค”​ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิ่งใหญ่ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ แมตต์ บัสบี หรือ ลิเวอร์พูล ในยุคของปรมาจารย์ บิลล์ แชงคลีย์ และเหล่าสมาชิก Boot room ผู้สืบทอดปรัชญาของเขา

และก่อนหน้านี้ไม่นานนักกับยอดคน เซอร์ อเล็กซ์​ เฟอร์กูสัน ผู้ที่ทำให้ ยูไนเต็ด แซงหน้าลิเวอร์พูล 

แต่ไม่ว่าทั้งสองทีมจะตกอยู่ในช่วงเวลาไหน ประสบความสำเร็จหรือไม่ การพบกันเองระหว่างพวกเขาก็ถือเป็นเกมที่ “ยอมไม่ได้” กันมาโดยตลอด เรียกว่าเข้มยิ่งกว่าดาร์บี้แมตช์แท้ๆอย่าง แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ (แมนฯ ยูไนเต็ด-แมนฯ ซิตี้) หรือ เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ (ลิเวอร์พูล-เอฟเวอร์ตัน) เสียอีก

ความร้อนแรงของมันยิ่งทวีขึ้นในช่วง 30 ปีหลัง โดยเฉพาะหลัง ลิเวอร์พูล ผงาดเป็นจ้าวเกาะอังกฤษ ช่วงปี 70-80 “ข่ม” คู่ปรับอย่างยูไนเต็ดเกือบ 20 ปี จนทำให้ความรู้สึกว่า “ยอมไม่ได้” รุนแรงขึ้นร้อยเท่าพันทวี เพราะสำหรับ ยูไนเต็ด พวกเขาเคยเป็นทีมที่เป็น “หนึ่ง” ในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีมาก่อน 

ไม่ใช่เฉพาะกับนักฟุตบอล ที่ใส่กันยับไม่มีคำว่ายั้ง

แต่มันพาลไปถึงแฟนบอลด้วย

โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ฟุตบอลอังกฤษนั้นไม่ใช่ของคนอังกฤษ แต่เป็นมหรสพของคนทั้งโลก เกม “แดงเดือด” จึงไม่ใช่เรื่องของกองเชียร์ชาวแมนคูเนียน และสเกาเซอร์

แต่มันเป็นเรื่องของ “เรด อาร์มี่” กับ “เดอะ ค็อป” ทั้งโลกที่มีจำนวนหลายสิบล้านคน

ทำให้เกมนัดนี้กลายเป็นเกมหยุดโลกอย่างแท้จริง
.
.
ความรักบนความเกลียดชังที่ซับซ้อน

แกรี่ เนวิลล์ ตำนานตลอดกาลคนหนึ่งของโอลด์ แทรฟฟอร์ด จากชุด Class of ’92 และเป็นหนึ่งในคนที่ เดอะ ค็อป ชิงชังมากที่สุด ยอมรับว่าความรู้สึกที่เขามีต่อลิเวอร์พูลนั้นมัน “ซับซ้อนเกินกว่าจะบอกว่าเกลียด”

ในความหมายคือถึงปากและใจจะบอกว่า “กูเกลียดมึง”​ แต่ลึกๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

เช่นกันกับแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่ทุกครั้งที่มีการเผยปฏิทินการแข่งขัน 2 นัดแรกที่พวกเขามองหาคือ “สงครามสีแดง” จะอุบัติขึ้นในวันไหนบ้าง 

Alan Bairner ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีสังคมและกีฬามหาวิทยาลัย Loughborough University ชี้ว่าแฟนฟุตบอลต้องการ “คู่อริ” เพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ “มันทำให้ทุกคนรู้สึกดีกับตัวเองในแง่ที่ว่า ‘พวกมันต้องกลัวพวกเรา’ หรือ ‘เราดีกว่ามัน’ มันไม่จำเป็นที่จะต้องไปเกลียดแฟนบอลทีมอื่น แต่ทีมอื่นจะต้องเกลียดเรา”

Andy Heaton เจ้าของ pod cast และแมกกาซีนออนไลน์ชื่อดัง The Anfield Wrap บอกว่า “พวกเราเกลียดกันเพราะพวกเราเหมือนกัน”

ขณะที่ Tony Wilson ผู้ประกาศชื่อดังชาวแมนคูเนียนก็พูดในสิ่งเดียวกัน และคิดว่าความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสโมสรเกิดขึ้นได้เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ความชิงชังที่มีต่อกันเป็นแรงกระตุ้น

อย่างไรก็ดีใช่ว่าทั้งสองทีมนี้จะไม่เคย “ญาติดี” กันเลย

ในช่วงหลังเหตุโศกนาฏกรรมที่มิวนิค ที่เครื่องบินของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกิดอุบัติเหตุในปี 1958 จนทำให้ “บัสบี้ เบบส์” 7 รายเสียชีวิต ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่เสนอตัวช่วยเหลือทันที โดย บิลล์ แชงคลีย์ ผู้จัดการทีมในยุคนั้น เสนอให้ยืมนักฟุตบอลชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล 5 รายทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ด้วยตัวเอง

อีกครั้งหนึ่งในปี 1971 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกแบนห้ามลงแข่งขันในสนามตัวเอง ทำให้พวกเขาต้องใช้ แอนฟิลด์ เป็นสนามเหย้า 1 นัด (แม้จะมีแฟนบอลเข้ามาชมเพียงครึ่งสนามก็ตาม)

และในปี 1977 ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกันในเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ซึ่งผลจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง แต่ทันทีที่จบเกมแฟนบอลปีศาจแดง ยืนปรบมือและร้องเพลงให้กำลังใจแก่นักเตะลิเวอร์พูล ที่กำลังจะเข้าชิงยูโรเปี้ยน คัพ สมัยแรก

พวกเขาต้องการให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรปให้ได้เหมือนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เป็นทีมแรกในปี 1958 ซึ่ง “หงส์แดง” ก็ทำได้สำเร็จด้วยการพิชิตโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคได้ ก่อนจะ “ตะแคงฟ้า” ยุโรปในเวลาต่อมา

ในยุคนั้นนักฟุตบอลทั้งสองทีมต่างก็รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี นักเตะลิเวอร์พูล ชื่นชอบไปเที่ยวในตัวเมืองแมนเชสเตอร์ ขณะที่แข้งยูไนเต็ด เองก็ชอบมาฟังเพลงในบาร์ที่ลิเวอร์พูลเช่นกัน บางครั้งก็ชวนกันเที่ยวด้วยซ้ำไป

หรือแม้แต่ในปัจจุบัน อดีตสองนักเตะที่เกลียดชังกันมากที่สุดอย่าง แกรี่ เนวิลล์ กับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ ก็ต้องมาทำงานร่วมกันในบทนักวิเคราะห์ทาง SkySports และทั้งสองก็เข้ากันได้เป็นอย่างดีเสียด้วย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ความชิงชังจะถูกฝังในสมองและหัวใจมาอย่างยาวนานระหว่างสองสโมสร และแฟนบอลของทั้งสองทีม ด้วยเหตุผลมากมาย และเกม “แดงเดือด” นั้นเป็นเกมอาญาลูกหนังที่ไม่สามารถยอมความกันได้

แต่สุดท้ายแล้วเมื่อถอดหมวกแฟนบอลออก เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

และฟุตบอลก็เป็นแค่เกม ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้น

Did you know?
• ไรอัน กิ๊กส์ คือนักฟุตบอลที่ลงเล่นในเกมแดงเดือดมากที่สุด 48 ครั้ง
• แต่สตีเวน เจอร์ราร์ด คือผู้ทำประตูสูงสุดในเกมแดงเดือด 9 ประตู (เท่ากับ จอร์จ วอลล์ และแซนดี้ เทิร์นบูล์ ของฝั่งแมนฯ ​ยูไนเต็ดทั้งคู่)

ป.ล. งานเขียนชิ้นนี้เป็นบทความเก่าที่เคยลงใน The Momentum เมื่อต้นปี 2017 ครับ เพียงแต่ลิงค์ของงานถูกลบหายไปแล้ว แต่คิดว่ายังร่วมสมัยอยู่ ก็เลยขอนำมาขัดเกลาแล้วเล่าใหม่ในวันนี้ครับ