แมนเชสเตอร์ ‘สีแดง’

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
8 December 2019
279 VIEWS

แค่ 3 นาทีของเกมที่เอติฮัด ผมว่าหลายคนที่ได้ดูก็น่าจะพอรู้ว่าวันนี้ชีวิตของแมนเชสเตอร์ ซิตี ลำบากแล้ว

จังหวะการประสานระหว่าง อองโตนี มาร์กซิยาล กับเฟร็ด ปลดปล่อย ดาเนียล เจมส์ ให้ได้โอกาสสับไกยิงให้เอแดร์สัน ต้องออกแรงตั้งแต่ต้นเกม เป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าวันนี้ “ปีศาจแดง” มาแบบค่อนข้างพร้อมและมั่นใจ

ลำพังเพียงความเร็วที่จัดจ้านของ 3 ประสานในแนวรุก มาร์กซิยาล, เจมส์ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ดูเหมือนจะยากเกินที่ไลน์แบ็กโฟร์ชุดไม่สมประกอบของซิตี ซึ่งประกอบไปด้วย ไคลน์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฟร์นันดินโญ และ อังเจลินโญ จะรับมือไหว

แต่วันนี้ยังมี เจสซี ลินการ์ด ที่ปั่นป่วนได้ตลอด, เฟร็ด ที่เวลานี้เริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมยูไนเต็ด ต้องลงทุน 52 ล้านปอนด์กับเขา และสกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ไอ้หนุ่มซินตึ๊งแมนคูเนียนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในแดนกลาง ที่ช่วยกันเล่นได้ดีอีก

สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการขึ้นบอลของยูไนเต็ด เป็นไปอย่างลื่นไหลและแม่นยำ โดยเฉพาะในเกมสวนกลับเร็ว ซึ่งโอเล กุนนาร์ โซลสการ์ บอกว่าไม่อยากให้เรียกว่า “สวนกลับ” เพราะมันดูเป็นเชิงลบมากเกินไป

เขาอยากให้เรียกการเล่นของยูไนเต็ดว่า “ฟุตบอลเกมรุกเร็วแบบตั้งใจ” มากกว่า

สุดท้ายเป็นแรชฟอร์ด ที่เรียกจุดโทษได้และลุกขึ้นมาสังหารด้วยตัวเอง

ก่อนที่ มาร์กซิยาล จะบวกสกอร์ที่ 2 ในแบบที่ถือว่าค่อนข้างง่าย

ไม่นับลูกยิงชนคานแบบเหนือชั้นของแรชฟอร์ด – ซึ่งวันนี้เป็นวันที่หลายคนบอกว่าเขา coming of age หรือได้เติบโตไปอีกขั้นของชีวิตแล้วหลังจากที่หยุดนิ่งมาเป็นเวลานาน – ก็เกือบจะทำให้ซิตี ต้องอับอายขายขี้หน้ามากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากการเล่นที่ยอดเยี่ยมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเก็บชัยชนะในเกมใหญ่ได้ 2 นัดติดต่อกันเหนือ สเปอร์ส และซิตี แล้ว สิ่งที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคืออาการของแชมป์เก่าที่เวลานี้ดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

ประสาบ้านเราคือมีแต่ทรงกับทรุด

จากปัญหาในเกมรับเพราะการเสีย อายเมอริค ลาปอร์ ไปตั้งแต่ต้นฤดูกาล วันนี้เกมรุกของพวกเขาก็ดูเหมือนจะมีปัญหาตามไปด้วย

ในเกมนี้พวกเขาใช้เวลาถึง 33 นาทีในการจะยิงเข้ากรอบครั้งแรก

และในโอกาสตลอดเกม 22 ครั้ง กับการเตะมุมอีก 16 หน ก็แทบจะสร้างอันตรายให้กับดาวิด เด แฮ ไม่ได้เลย

จริงอยู่วันนี้พวกเขาไม่มีเซร์จิโอ อเกวโร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆคือเหล่านักเตะสมองกลของทีมอย่าง ดาวิด ซิลวา, เควิน เดอ บรอยน์ และ แบร์นาโด ซิลวา พร้อมใจหลุดฟอร์มกันหมด

ส่วนราฮีม สเตอร์ลิง พยายามแล้วแต่ยังดีไม่พอ

รางวัลปลอบใจเดียวที่พวกเขาจะทำเพื่อแฟนบอลได้คือการโหม่งตีไข่แตกของ นิโกลัส โอตาเมนดี ในช่วงท้ายเกม ไม่มีอะไรมากหรือน้อยกว่านั้น

เรื่องปัญหาในเกมรุกนั้นมีอาการมาสักระยะแล้วครับ ซิตีดูไม่ใช่ทีมที่พร้อมจะขึงและถล่มใส่คู่แข่งตั้งแต่ต้นเกมได้แบบเดิม ไอเดียที่เคยพรั่งพรูก็เริ่มตีบตัน ความเฉียบคมที่เคยแม่นยำเหมือนจรวดมิสไซล์ sidewinder ก็เหมือนเรดาห์เสีย

จุดนี้เป็นเรื่องที่เป๊ป ต้องมาวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีม

เพราะตัวขับเคลื่อนจากแนวหลังอย่างลาปอร์ขาดหาย? แบ็กซ้ายอย่างโอเล็กซานเดอร์ ชินเซนโก ไม่อยู่ทำให้เกมริมเส้นสองฟากไม่สมดุล หรือไม่มีอเกวโร ที่เป็นคนค้ำในแดนหน้า?

แล้วมันจะมีทางแก้ไขได้หรือไม่?

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือนี่เป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับเป๊ป ในอังกฤษครับ สถานการณ์การตามหลังลิเวอร์พูลไกลถึง 14 แต้ม แม้ว่าจะยังเหลือเวลาอีกเกินครึ่งฤดูกาลให้ไล่ตามแต่จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ จากการแพ้ไปแล้วถึง 4 นัดในฤดูกาลนี้และพลาดเสียแต้มหลายนัดแบบไม่น่าเสียในช่วงหลัง มันแทบไม่ต่างอะไรจากการถูกบีบให้ต้องยอมรับความพ่ายแพ้

ก็อยู่ที่เขาว่าหลังจากนี้จะเลือกที่จะสู้ต่อไป แก้ไขในฤดูกาลนี้และเริ่มใหม่ในฤดูกาลหน้า

หรือว่าจะพอแค่นี้และไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น

ในทางตรงกันข้าม สำหรับยูไนเต็ด หลังวันเวลาที่เลวร้ายมานาน ผมคิดว่าวันนี้พวกเขาได้ค้นพบทีมที่ดีที่สุดและสไตล์การเล่นที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะ “ฟุตบอลเกมรุกเร็วแบบตั้งใจ”

เพียงแต่ก็ต้องพัฒนากันต่อกับเวลาที่ต้องเป็นฝ่าย “สร้างสรรค์” เมื่อเจอคู่แข่งลงไปตั้งรับบ้างที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

อย่างไรก็ดี วันนี้ชัดเจนนะครับ

แมนเชสเตอร์เป็นสีแดง

หลังจบเกม 10 นาที แรชฟอร์ด ยังเดินไปฉลองกับแฟนบอลยูไนเต็ดที่ถูกกักตัวไว้ในสนามด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่พวกเขาเองก็ไม่อยากกลับเหมือนกัน

เสียงเพลง Jingle Bells และบทเพลงขับขานถึงรักแท้ต่อ เอริค คันโตนา ดังไม่หยุด

มันเป็นวันแห่งความสุขของพวกเขา