แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : หนทางสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยมาถึง

30 March 2019
313 VIEWS

โชคดีอย่างหนึ่งของการที่ได้เติบโตมาระหว่างที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้า 3 แชมป์ในปี 1999 ทำให้รับรู้ได้โดยความรู้สึกทันทีว่าการคว้า “ทริปเปิ้ลแชมป์” เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่สโมสรหนึ่งสโมสรใดจะทำได้ง่าย ๆ

จากวันนั้นถึงวันนี้ คู่ปรับร่วมเมืองของ “ปีศาจแดง” อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการคว้า 4 แชมป์ หรือที่เริ่มมีศัพท์มาให้เห็นกันแล้วว่า “ควอดรูเปิล”

แน่นอน ไม่มีอะไรการันตีว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น พอ ๆ กับไม่มีอะไรการันตีว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน เราไม่สามารถรู้ได้ในตอนนี้ว่า มันจะเกิดขึ้นไหม แต่เรารู้ได้ว่า ระหว่างเส้นทางนั้น มันต้องประสบพบเจออะไรหลังจากนี้บ้าง แล้วมันจะมีโอกาส กี่มากน้อย?

ดินแดนใหม่ที่ไม่มีใครเคยย่ำเหยียบ

หากนับเฉพาะทีมจากอังกฤษ ไม่มีใครเคยคว้า 4 แชมป์สำเร็จมาก่อน จะมีเพียงก็ “ทริปเปิลแชมป์” เท่านั้น และได้เกริ่นถึงไปแล้วในเบื้องต้น ซึ่งหาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยากจะคว้าแชมป์ทั้ง 4 รายการ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี

ในอดีต ทีมที่ใกล้เคียงการคว้า 4 แชมป์มากที่สุดน่าจะต้องยกให้เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฤดูกาล 1998-1999 นั่นแหละ เนื่องจากได้แชมป์มาแล้วถึง 3 ใบ แต่ในลีกคัพ พวกเขาต้องมาหยุดเพียงแค่ รอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือ รอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งเท่ากับว่า พวกเขาขาดชัยชนะอีกแค่ 3 เกม คือชัยชนะในรอบ 8 ทีมสุดท้ายลีกคัพ, ชัยชนะในรอบรอง และ รอบชิงชนะเลิศ ก็จะสามารถเป็นทีมแรกที่คว้า 4 แชมป์ได้ แต่นั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น

รองลงมา หรือ อาจจะเรียกว่าเท่ากันก็คงไม่น่าเกลียดสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2008-2009 โดยในปีนั้นพวกเขาห่างจากการคว้า “ควอดรูเปิล” แค่เพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งในฤดูกาลดังกล่าวพลพรรค “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ ได้สำเร็จ ขาดแต่เพียง แชมป์เอฟเอ คัพ ที่จบอยู่ที่รอบรองชนะเลิศ และ แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ไปพ่ายในรอบชิง ซึ่งหากมองเป็นจำนวนนัดที่พวกเขาต้องเอาชนะให้ได้ พวกเขาต้องการชัยชนะอีกแค่ 3 นัดเช่นกัน คือ รอบรองฯ ของเอฟเอ คัพ, รอบชิงฯ เอฟเอ คัพ และ รอบชิงฯ ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่น่าเสียดาย ที่พวกเขาทำไม่สำเร็จ

สำหรับ “เรือใบสีฟ้า” พวกเขาคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ หรือ ลีกคัพ ไปครอบครองเรียบร้อยแล้ว และโอกาสยังเปิดกว้างสำหรับทั้งฟุตบอลลีก ที่กำลังขับเคี่ยวในการเป็นจ่าฝูงกับลิเวอร์พูล, เอฟเอ คัพ ก็ห่างจากแชมป์อีกแค่เพียงชัยชนะ 2 นัด เพราะพวกเขาเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกเขาก้าวมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว

หนทางที่ไม่ได้ปูพรมให้เดินแต่ก็ไม่ได้มีขวากหนามมากั้น

คำพูดที่ว่า “ดวง ก็เป็นฝีมืออย่างหนึ่ง” อาจจะใช้ได้ดีกับเส้นทางที่ผ่านมาของ แมนฯ ซิตี้ แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่นัก

อันที่จริงก็อาจจะไม่ใช่ดวงเสียทั้งหมด ที่ทำให้คู่แข่งที่ผ่านมาในฟุตบอลถ้วยทุกรายการที่ซิตี้ ต้องเผชิญหน้า ดูใม่ได้โหดหินเท่าใดนัก เพราะเป็นธรรมดาที่ในรอบแรก ๆ คู่แข่งก็จะไม่แข็งเป็นปกติ แต่ในรอบลึก ๆ นั้นมันคนละเรื่อง เพราะคงจะเหลือแต่บรรดา เสือ, สิงห์, กระทิง, แรด และรวมไปถึงพวกต่างดาว ทั้งนั้น

อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด, ฟูแล่ม, เลสเตอร์ ซิตี้, เบอร์ตัน อัลเบี้ยน์ และ เชลซี คือสโมสรทั้งหมดที่ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เอาชนะมาก่อนเถลิงแชมป์แรกของปีนี้ ในฟุตบอล คาราบาว คัพ ซึ่งมีทีมในพรีเมียร์ลีก แค่เพียง “เจ้าสัวน้อย”, “จิ้งจอก”, และ “สิงห์บลูส์” เท่านั้น

ถ้าว่า คาราบาว คัพ ง่ายแล้ว มาดูเส้นทางในเอฟเอ คัพ กันบ้าง เพราะ ซิตี้ผ่านทีมอย่าง ร็อตเธอร์แฮม, เบิร์นลี่ย์, นิวพอร์ต เคาน์ตี้, สวอนซี ซิตี้ และ ไบรจ์ตัน จนมาถึงรอบรองชนะเลิศ เท่ากับมีเพียงแค่ เบิร์นลี่ย์ กับ ไบรจ์ตัน ซึ่งถ้าพวกเขาผ่าน “เจ้านกนางนวล” ไปได้ในรอบรองชนะเลิศนี้ ก็จะต้องชิงฯ กับ วัตฟอร์ด หรือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเท่ากับว่า เส้นทางในเอฟเอ คัพ ของพวกเขาไม่มีการชนกับทีม ท็อป 6 ด้วยกันเลย

ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ดูจะเป็นถ้วยที่ยากที่สุด แต่พวกเขาก็ไม่ได้เจอของแข็งจริง ๆ เลย โดยในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ร่วมกลุ่มกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์, ชักตาร์ โดเนต์ส และ โอลิมปิก ลียง ก่อนเข้ารอบน็อคเอาต์ มาถล่ม ชาลเก้ 04 และล่าสุดจับฉลากมาเจอ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นงานหินชิ้นแรกในถ้วยนี้ของ ซิตี้ ก็คงจะได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่อให้ดวงดี แต่ไม่มีฝีมือ พวก แมนฯ ซิตี้ ก็คงตกรอบในสามถ้วยนี้ไปหมดแล้ว ดังนั้น คงสรุปได้ว่า ถ้ามีทั้งดวง มีทั้งฝีมือแบบนี้ พวกเขาก็ยากที่จะหยุดเหมือนกัน

15 เกมข้างหน้าที่(อาจ)จะมาถึง

15 เกมในที่นี้ คือจำนวนเกมที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องลงเล่น หากพวกเขสต้องการ 4 แชมป์มาครองจริง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย 8 เกมจากพรีเมียร์ลีก,2 เกมจากเอฟเอ คัพ และอีก 5 เกมจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

โดยนอกจากเอฟเอ คัพแล้ว 13 เกมของฟุตบอลลีก และ แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมกัน พวกเขาไม่จำเป็นต้องชนะทุกเกมก็ได้ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย แต่ถ้าจะเอาให้ชัวร์ และสรุปจบแบบง่าย ๆ คือ ถ้า ซิตี้ ชนะได้ทั้ง 15 นัดนี้ครบทั้งหมด ก็เอาไปเลย 4 แชมป์แน่นอน

เกมที่เหลือในพรีเมียร์ลีก ทั้ง 8 เกม ประกอบไปด้วย การไปเยือนฟูแล่ม, พบคาร์ดิฟฟ์, เยือนคริสตัล พาเลช, พบท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์, เยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เยือนเบิร์นลี่ย์, พบเลสเตอร์ ซิตี้ และปิดท้ายด้วยการไปเยือน ไบรจ์ตัน ซึ่งโอกาสพลาดก็น่าจะอยู่ที่2 เกมในการพบกับทีมหัวตารางอย่าง “ปีศาจแดง” และ “ไก่เดือยทอง” นั่นเอง

ส่วนใน เอฟเอ คัพ พวกเขาต้องพบกับ ไบรจ์ตัน ในรอบรองชนะเลิศ และไปลุ้นว่าจะชิงชนะเลิศกับใคร ระหว่าง วัตฟอร์ด หรือ วูล์ฟแฮมป์ตนั

และในแชมเปี้ยนส์ลีก อีก 5 นัด ที่แน่ ๆ คือเจอ ท็อนแน่ม ไป-กลับ 2 นัด ก่อนไปพบผู้ชนะระหว่าง ยูเวนตุส หรืออาแย็กซ์ ก่อนจะมีนัดชิงชนะเลิศรออีก 1 เกมด้วยกัน

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็อาจจะต้องมาจบลงที่ประโยคคลาสสิกอย่าง “ต้องว่ากันไปทีละนัด” นั่นแหละนะ

ฟุตบอล…อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

“คนกำหนด หรือ จะสู้ฟ้าลิขิต” เป็นคำพูดคลาสสิกในนิยายจีนกำลังภายในหลาย ๆ เรื่อง และมันอาจจะใช้ได้ หรือ ไม่ได้กับเคสนี้ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เพราะอันที่จริง นี่ก็ถือเป็นฤดูกาลหนึ่งที่ ซิตี้ เหมือนกับนั่งรถไฟเหาะตีลังกา เพราะเริ่มต้นมาด้วยการเสีย เควิน เดอ บรอยน์ ทว่า ผลงานช่วงแรกเริ่มกลับดี จนโดนลิเวอร์พูล แซงนำตั้งนาน แต่ช่วงที่ผ่านมาก็แซงกลับได้ และกลับมาเบียดกันอย่างสูสีในตอนนี้

หลังจากนี้ ถ้า ซิตี้ ได้ 4 แชมป์ก็ไม่แปลก หรือ แพ้หมดได้แค่แชมป์ลีกคัพก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะแน่นอน ไม่มีใครรู้อนาคต

ไม่รู้ว่า ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จะเกิดขึ้นในปีนี้ หรือไม่ เพราะตอนนี้อย่างเดียวที่เรารู้ คือ รู้ว่าเราไม่มีทางรู้หรอกเพราะ ฟุตบอล…อะไรก็เกิดขึ้น