แพ้ “เพรสซิ่ง + เคาน์เตอร์แอตแทค” ถึงลุงวัช โดนปลดกลางอากาศ

เป็นความพ่ายแพ้ด้วยสกอร์ไลน์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน: ช้างศึก 1- 4 อินเดีย

จบครึ่งแรกด้วยเปอร์เซนต์การครองบอลของ “ช้างศึก” ไทยแลนด์ เหนือกว่าอินเดีย 66:34% และโอกาสยิงมากกว่า 8:4 ครั้ง ความรู้สึกของผมคือ:

ลุงวัช มิโลวาน ราเยวัช แสดงให้เห็นว่า ทำเกมรุกได้ และได้เห็นการต่อบอล ครองบอลของทีมชาติไทยที่ขาดหายไปนาน เฉพาะอย่างยิ่งไม่มีเลยใน อาเชียน คัพ ที่ผ่านมา

สิ่งที่แตกต่างที่ได้เห็น คือ ไลน์รับดันสูงเลยครึ่งสนามด้วยซ้ำในบางครั้ง และได้เห็น ชนาธิป สร้างเกมระหว่าง “ไลน์รับ” และ “แถว 2” แนวมิดฟิลด์คู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยม มีความสุข และมีอิสระ

ไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์สตาร์ อินเดีย เชตทรี้ ที่สร้างสีสัน และปั่นป่วนแนวรับเราได้ตลอดเวลา และทำได้ 1 ประตูจากจุดโทษ “เลือดเย็น” สไตล์ซอยเท้ารอให้ ฉัตรชัยพุ่งก่อนค่อยยิง

ส่วนประตูตีเสมอ 1-1 ของเราก็เกิดจาก 3 ประสานต่างแดน เป็นลูก set piece ที่ เจ ชนาธิปได้ฟาล์ว และธีราทร เป็นคนเปิดโค้งจากด้านขวาเข้าหาประตูให้ ธีรศิลป์ โหม่งเข้าไป

ในครึ่งแรกที่เรา “เหนือกว่า” รูปเกมดีกว่า และมีโอกาสที่ดีจากยิงไกล (ธิติพันธ์ 2 หน) ลูกครอสส์ และลูกตั้งเตะต่าง ๆ รวมถึง transition จาก เจ ชนาธิป สู่แนวรุกที่วูบวาบน่ากลัว

ครึ่งหลัง กุนซือ สตีเฟน คอนสแตนติน ปรับแท็คติกส์ ไล่บี้แดนกลางมากขึ้นไม่ให้เรามีพื้นที่ และเวลา และพยายามเพรสซิ่งไม่ให้เราได้หายใจขณะที่ดันสูงขึ้นกดดันการบิ้วท์อัพจากแดนหลังบีบให้เรา “ผิดพลาด”

เพียงแค่ 1 นาทีจากจังหวะ “เพรสซิ่ง +โต้กลับ” (เกิดจาก ชนาธิป กำลังครองบอลแล้วโดนบีบ – ควรจะได้ฟาล์วก็ได้ตรงริมเส้นด้านซ้าย) อินเดียตัดบอลได้ โต้เร็วก่อนไปจบที่เชตทรี้ ดาวเตะวัย 34 ปีอีกครั้งที่วิ่ง “ตัวเปล่า” ผ่านคู่มิดฟิลด์ของเราจากกลางสนามมาซัลโว 2-1

ประตู 3-1 ก็ไม่ต่างกันที่เกิดจากการโดน “เพรสซิ่ง” และตัดบอลแดนกลางก่อนโดน “เคาน์เตอร์แอตแทค” มาล่อเป้า 2-3 จังหวะในกรอบเขตโทษจนเป็นประตู

ส่วนประตู 4-1 เกิดจากตัวสำรอง เจ เจ ลงมาไม่กี่นาทีในช่วงที่แผงหลังช้างศึกยังงง ๆ กับความ “แปลกใหม่” ใช้หัวเกือกจิ้มเข้าไปในตำแหน่ง “ยืนว่าง” ระหว่างเฉลิมพงษ์ กับพรรษา จากบอลที่เพื่อนร่วมทีม “เพรสซิ่ง” และตัดบอลได้ก่อนส่งมาให้

จะเห็นได้ว่า หลัก ๆ แล้ว เราพลาด และเสียประตูจากการโดน “เพรสซิ่ง + โต้กลับ” (ประตูแรกก็เช่นกัน – ก่อนนำไปสู่การทุ่มเร็วแล้วเสียแฮนด์บอลในเขตโทษ)

ส่วนแผนการเล่นอินเดียก็ “สมบูรณ์” ได้เพราะผู้เล่นทำได้ตามแผน ใครรับบอลแรก เก็บบอล ครองบอลดี แล้วตัววิ่งทะลุก็มาถูกจังหวะ เก่งฉกาจ คล้าย “เม็กซิโก” ทำได้ตอนบอลโลก 2018

มองในมุมบวก เราโชคไม่ดีนักที่เสียประตูแรกจาก “แฮนด์บอล” แบบไม่ให้จะดีกว่า เพราะระยะใกล้มาก ธีราทร ชักมือหลบยังไงก็ไม่ทัน

ขณะที่ประตู 2-1 ที่เสียตั้งแต่นาทีที่ 46 ก็โชคไม่เข้าข้างที่ เจ ชนาธิปไม่ได้ฟาล์วก่อนจะนำมาซึ่งการโต้กลับ

ฟอร์มในครึ่งแรกทำได้ดีมาก ถึงมากที่สุด

แต่ครึ่งหลังเหมือนคนละทีม และแพ้จริง ๆ โดยเฉพาะ “แท็คติกส์” หรือ game plan ที่อินเดียแก้เกมมา ส่วนเราเองดูไม่เป็นชิ้นเป็นอันนักรวมถึงเปลี่ยนตัวทว่าต้องชมเชย “หัวใจ” ช้างศึกที่ยังสู้ไม่ถอยนะครับ

สิ่งที่เราจะทำได้ในนัดต่อ ๆ ไป คือ จำรูปแบบการเล่นครึ่งแรก และปรับสมดุลระหว่างรับ/รุก และรุก/รับให้ดีกว่านี้

(Edit 10.30 น. วันจันทร์ที่ 7 ม.ค.2562 – 5 ชั่วโมงหลังปลด มิโลวาน ราเยวัช)
ข้างต้นทั้งหมด คือ “มุมมอง” ของผมที่เขียนหลังจบเกมทันทีนะครับก่อนจะเกิดเหตุการณ์ “ช็อก” แฟนบอลไทยทั้งประเทศหลังจากนั้นที่เกิดการปลดโค้ช ราเยวัช กลางอากาศ

เวลาที่ขึ้นในเว็ปไซต์สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศทย fathailand.org คือ 04.36 น.ที่ประกาศถ้อยแถลงของนายกสมาคมฯ พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

“ผมมีความมั่นใจว่า นี่ไม่ใช่รูปแบบการเล่นของทีมชาติไทยที่สมาคมฯ และทุกคนที่สนับสนุนทีมชาติไทยต้องการ”

“ในการนี้ ผมจึงขอประกาศ ยุติสัญญาการทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยของ มิโลวาน ราเยวัช พร้อมทีมงานสต๊าฟโค้ชบางส่วน และขอประกาศแต่งตั้งให้นาย ศิริศักดิ์ ยอดหญ้าไทย ปฏิบัติหน้าที่รักษาการคุมทีมชาติไทยโดยมี โชคทวี พรหมรัตน์ เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนลงทำการแข่งขัน เอเชียน คัพ 2019 ในแมตช์ต่อไป โดยให้มีผลทันที”

  • ท่านนายกสมาคมฯ กล่าวไว้ส่วนหนึ่งประมาณนั้น

นั่นยังเท่ากับว่า หมดเวลา 1 ปี 8 เดือนกับการทำทีมชาติไทยของโค้ชชาวเซอร์เบียที่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดครั้งหนึ่งของแฟนบอลไทย

เพราะผลงานก็ไม่ผ่านในทุกทัวร์นาเมนท์หลักไม่ว่าจะบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกต่อจาก ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, อาเซียน คัพ 2018 และเอเชียน คัพ 2019

อีกทั้งสไตล์การเล่น (Style of Play) ก็ไม่ใช่แบบที่คนไทยเราเป็น นักเตะคุ้นเคย หรือสอดคล้องอะไรกับนโยบาย Thailand’s Way

สำหรับการยุติบทบาทหน้าที่ของกุนซือวัย 65 ปีครั้งนี้หลังพ่ายอินเดีย 1-4 มีการคาดการณ์อยู่แล้วว่าหลังเสร็จศึก เอเชียน คัพ 2019 กับบาห์เรน และยูเออี

ลุงวัช ยังไงก็ไม่รอด ไม่ว่าผลงานอีก 2 นัดที่เหลือจะเป็นเช่นไร

การปลดกลางอากาศเสมือน “เปลี่ยนม้ากลางศึก” จึงมี “นัยยะ” ต่าง ๆ มากมาย

ในเชิงฟุตบอล การปลดตอนนี้เป็นความเห็นของใครที่ได้ร่วมหารือบ้าง? เพราะถ้อยแถลงเป็นของท่านนายกฯ คนเดียว โดยแทนตัวว่า “ผม” และไม่ได้อ้างอิงใครอีก

นอกจากนี้ DNA ที่ได้ฝังมาจะ 2 ปีเต็มกับราเยวัช จะ “ถอดรหัส” ได้เพียงใดจากโค้ชศิริศักดิ์ หรือโชคทวี กับเวลาที่เหลือ

การปลดตอนนี้จะช่วยลดกระแส หรือยิ่งสร้างกระแส?

สุดท้าย นักเตะ “ช้างศึก” ทั้ง 23 คนนั่นแหละจะน่าสงสารเพียงใดกับการแบก “น้ำหนัก” และภาระเพื่อชาติในสถานการณ์แบบนี้ในอีก 2 เกมที่เหลือ

ผมทิ้งท้ายเหมือนเดิมนะครับ ทีมชาติไทย เราคนไทยยังไงก็รัก และเชียร์

ครั้งนี้ “หนัก” กว่าทุกครั้งยิ่งต้องให้กำลังใจครับ

มุมผมประมาณนี้นะครับ ร่วมแสดงความเห็น และให้กำลังใจทัพช้างศึกกันได้ครับ โดยขอไม่ให้มีคำหยาบคาย หรือใช้อารมณ์นะครับ

ขอบคุณครับ – ท็อป ไข่มุกดำ



RELATED POSTS

Thought

Sarri Who ?

มาริโน่

ในยุคที่แทบไม่มีความลับใดหลงเหลือบนโลกใบนี้  การเปิดตัวเป็นกุนซือเชลซี ของเมาริซิโอ ซาร์รี่  จึงอาจดูไม่เซอร์ไพรส์ ไม่น่าแปลก

Story

ราชันแพ้อีกแล้ว…แต่เพราะบุญเก่าเลยเข้ารอบ

SPORTDesk. Team

เรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของซานติอาโก้ โซลารี่ เปิดศักราช 2019 ไม่ค่อยสวยเท่าไรเลย เพราะตอนนี้เล่นในปี 2019 มา 5 นัดแล้วในทุกรายการ พวกเขาเพิ่งจะเก็บชัยได้แค่ 2 นัด แถมนัดล่าสุด ราชันชุดขาวบุกไปแพ้เลกาเนส ในโกป้า เดล เรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 ด้วย

Story

งานเลี้ยงอำลาของรูนี่ย์

SPORTDesk. Team

ค่ำคืนสุดท้ายของเวย์น รูนี่ย์ กับการสวมยูนิฟอร์มเครื่องแบบทีมชาติอังกฤษได้ผ่านพ้นไปแล้ว และนับเป็นประสบการณ์อันหอมหวานชวนฝันของรูนี่ย์ เพราะทีมชาติอังกฤษเปิดเวมบลี่ย์เอาถล่มคู่แข่งสหรัฐอเมริกาขาดลอย 3-0 โดยเวย์น รูนี่ย์ พระเอกของงานนี้ได้มีโอกาสสัมผัสค่ำคืนแห่งการจากลาราวๆ 33 นาทีในช่วงท้ายเกม