มอง “มิไฮโล” แล้วย้อนดู “มิโลวาน”

8 December 2018
219 VIEWS

“กุนซือ” คือคำฮิตติดหูที่มีความหมายและความสำคัญมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในอดีตมันมักถูกใช้ในทางการศึกสงคราม โดยถูกนิยามและให้ความสำคัญว่าเป็นตำแหน่งของที่ปรึกษาผู้มีความคิดเฉลียวฉลาด วางแผนกลวิธีการรบต่าง ๆ ให้แก่กองทัพของตนนำไปใช้เพื่อพิชิตชัยข้าศึกศัตรู แตกต่างจากในปัจจุบันที่มันมักถูกใช้ในวงการฟุตบอล โดยถูกนิยามและให้ความสำคัญว่าเป็นตำแหน่งของ  “ผู้จัดการทีม” หรือ “โค้ช” ผู้ทำหน้าที่วางแผนกลวิธีการซ้อม รูปแบบการเล่น  ให้กับทีมตัวเองเพื่อพิชิตชัยคู่แข่งฝ่ายตรงข้าม

ที่ผมเอื้อนเอ่ยถึง “กุนซือ” เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมามี  2 กุนซือในโลกลูกหนังฝั่งตะวันออก ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนใจ นั่นคือ “มิช่า” มิไฮโล เปโตรวิช กุนซือวัย 61 ปี ของคอนซาโดเล ซัปโปโร และ มิโลวาน รายวัช กุนซือวัย 64 ปี ของทีมชาติไทย

ทั้งคู่เป็นชาวเซิร์บที่มาจากแผ่นดินเกิดเดียวกันอย่างยูโกสลาเวีย หรือ “เซอร์เบีย” ในปัจจุบัน และเคยร่วมสโมสรเดียวกันอย่าง เรดสตาร์ เบลเกรด ในช่วงปลายทศวรรษ 70

ทว่าด้วยภูมิหลังที่เหมือนกัน  แต่ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีปรัชญาลูกหนัง และผลงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เปิดปฏิทินกลับไปช่วงเดือนมกราคม คอนซาโดเล ซัปโปโร ทีมระดับกลางๆที่เกือบต้องลุ้นตกชั้นในลีกสูงสุดของฟุตบอลญี่ปุ่นอย่าง เจลีก 1 เมื่อปี 2017 ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหม่ด้วยการดึง มิไฮโล เปโตรวิช หรือ กุนซือชาวเซิร์บเข้ามาคุมทีมแทน ชูเฮ โยโมดะ กุนซือคนเก่าที่ถูกผลักดันไปรับตำแหน่งผู้ช่วยโค้ชแทน

ณ วันที่เข้ารับตำแหน่ง กุนซือวัย 61 ปี ให้คำมั่นสัญญาโดยทันทีว่าจะทำให้คอนซาโดเล ซัปโปโร เป็นทีมที่อยู่ในระดับที่แตกต่างไปจากเดิม และพร้อมจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่ทีม

อย่างไรก็ตามด้วยผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งค่อนข้างกระท่อนกระแท่นจนต้องตกอยู่ในสภาวะหนีตกชั้น รวมทั้งไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นมากนัก ยังคงยึดตัวผู้เล่นชุดเดิมของทีมเอาไว้ นั่นทำให้ยังคงมีข้อสงสัยว่า มิไฮโล เปโตรวิช จะทำได้อย่างที่เขาหวังไว้หรือไม่

ทว่าเมื่อฤดูกาลเริ่มขึ้น และดำเนินไป “มิช่า” ค่อยๆแสดงความเก่งด้วยปรัชญาฟุตบอลของตัวเองออกมาให้เห็น จากการยกระดับการเล่นของทีมขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่น

ในฤดูกาล 2017 ภายใต้การคุมทีมของ ชูเฮ โยโมดะ ต้องยอมรับว่า “ทรงบอล” ของ คอนซาโดเล ซัปโปโร นั้นมีรูปแบบการเล่นที่ไม่หลากหลายมากนัก โดยหนักไปทางเล่นเกมรับ ส่วนเกมรุกเน้นโยนยาวเข้าใส่กรอบเขตโทษและหวังพึ่งกองหน้าที่มีรูปร่างสูงใหญ่ในการทำประตูมากกว่าจะเซ็ตบอลกับพื้นทำเกมบุกเข้าใส่คู่ต่อสู้

แต่ภายใต้การคุมทีมของ มิช่า คอนซาโดเล ซัปโปโร มีรูปแบบการเล่นที่เน้นเกมบุกมากขึ้นด้วยการเซ็ตบอลบนพื้น ขึ้นเกมรุกมาตั้งแต่กองหลัง  ค่อยๆต่อบอลกันมาและหาวิธีเข้าทำที่หลากหลาย ทำให้เกมรุกของทีมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำได้ 48 ประตู มากขึ้นจากฤดูกาลก่อนที่ทำได้เพียง 39 ประตู

นอกจากนั้นกุนซือวัย 61ยังมีบทบาทสำคัญในการ “พัฒนา” ผู้เล่นให้สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ นักเตะหลายๆคนทำผลงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญคือ “พัฒนาการ” ของชนาธิป สงกระสินธุ์ มิดฟิลด์ทีมชาติไทย

ดาวเตะร่างเล็กย้ายไปร่วมทัพคอนซาโดเล ซัปโปโร ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงเลก 2 ของศึก เจลีก 1 ปี 2017 ซึ่งตลอดครึ่งฤดูกาลด้วยรูปแบบการเล่นของกุนซือคนเก่าอาจไม่ค่อยถูกโฉลกนักกับสไตล์การเล่นของ “เมสซี่เจ” ทำให้ดาวเตะทีมชาติไทยทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนัก ทั้งทำประตูไม่ได้และทำได้เพียงแค่  1แอสซิสต์เท่านั้น

ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้ร่มเงาของมิช่า ชนาธิปได้รับการฝึกสอนในรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไป และทำให้เจ้าตัวมีบทบาทสำคัญกับทีมมากขึ้น และสามารถสร้างผลงานที่ดีออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำได้ 8 ประตู 2 แอสซิสต์ ในเจลีก 1โดยตัวของชนาธิปเองมักจะให้เครดิตกับผลงานที่ยอดเยี่ยมของตัวเองแก่กุนซือวัย61 ปีโดยตลอด

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก มิช่า กุนซือคนใหม่ ทำให้ปี 2018 คอนซาโดเล ซัปโปโร  จบในอันดับ4 ของ เจลีก 1 เป็นอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา ซึ่งก่อนหน้านี้ทำได้ดีที่สุดคืออันดับ 11 ในปี 2001 และ 2017

นอกจากนี้ยังมีลุ้นที่จะได้ไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก หาก คาชิมะ แอนท์เลอร์ส คว้าแชมป์เอ็มเพอเรอร์ คัพ ได้

ด้วย “ความเก่ง” ของ มิช่า ทำให้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าตัวจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของเจลีก1

ย้อนกลับมาที่ มิโลวาน ราเยวัช…

กุนซือวัย 64 ปี เผยถึงปรัชญาฟุตบอลของเขาที่จะนำทีมไปสู่ความสำเร็จตั้งแต่เข้ารับงานคุมทีมช้างศึกแรกๆว่าทีมจะต้องเล่นเกมรับได้ดี ซึ่งปรัชญาดังกล่าวดูเหมือนจะตอบโจทย์กับปัญหาที่ทีมชาติไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้น และถูกยืนยันด้วยการที่กุนซือวัย 64 ปีพาทีมช้างศึกคว้าตำแหน่งแชมป์คิงส์คัพเมื่อปี2017

อย่างไรก็ตามตลอดปี 2018 ปรัชญาลูกหนังแบบเดิมของทีมชาติไทยภายใต้กุนซือวัย64 ปีกลับถูกตั้งคำถามมากมายว่ากำลังนำมาทั้ง “ล้มเหลว” ทั้ง “ผลงาน” และ “พัฒนาการ” หรือไม่

ผลงานในฟุตบอลคิงส์คัพ และ ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ทีมช้างศึกเคยยืนอยู่ในจุดสูงสุดกับตำแหน่ง “แชมป์” กลับต้องพลาดหวังทั้ง 2 รายการ

จากทีมที่เคยมีรูปแบบการเล่นเกมบุกสวยงามกับการต่อบอลภาคพื้นเข้าทำโจมตีใส่คู่แข่ง กลายเป็นทีมที่ต้องรับแล้วรอส่วนกลับ แม้กระทั่งการเจอกับทีมเพื่อนบ้านในย่านอาเซียนที่ไม่มีอะไรต้องกลัว  เกมรับที่เคยเป็นปัญหามาก่อนหน้านี้มี “พัฒนาการ” และถูกแก้ไขแล้วจริงหรือ

นั่นคือเรื่องราวของ 2 กุนซือ “เซอร์เบียน” ที่ดูเหมือนจะมีปรัชญาฟุตบอลรวมทั้งผลงานในปีที่ผ่านมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีภูมิหลังที่มาเหมือนกันก็ตามที

แต่แบบไหนดีกว่า …เชื่อว่าหลายคนคงมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจ