‘เรือใบสีฟ้า’ กับ 4 ข้อหาฉกรรจ์ที่สั่นสะเทือนโลกลูกหนัง

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาโลกฟุตบอลถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากกรณีข้อมูลลับที่ถูกเปิดเผยโดย Football Leaks ที่นำไปสู่การดำเนินการกับหลายสโมสรที่ทำผิดและเก็บเป็นความลับเอาไว้ยาวนาน

​ล่าสุดคือทีม “เรือใบสีฟ้า”​ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดจากการข้อมูลที่ รุย ปินโต แฮคเกอร์ได้ขุดคุ้ย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน เชลซี ถูกสอบสวนและลงโทษขั้นรุนแรงในกรณีการกระทำผิดเรื่องการซื้อผู้เล่นเยาวชนหลายรายจนโดนฟีฟ่า ลงโทษแบนห้ามซื้อผู้เล่นเข้าสโมสรเป็นเวลา 2 รอบตลาดการซื้อขาย และก่อนหน้าเชลซี คือปารีส แซงต์-แชร์กแมง

​เรียกว่า 3 สโมสรที่มีเจ้าของสโมสรที่มีทุนไร้ขีดจำกัดและได้เปรียบคู่แข่งสโมสรอื่นๆที่ไม่สามารถแข่งขันด้วยอำนาจทางการเงินที่เท่าเทียมตกเป็นเป้าหลักในช่วงแรกของการขุดคุ้ยในรอบนี้​

สำหรับกรณีของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นอาจจะหนักกว่าเพราะมีถึง 4 ข้อหาที่ต้องได้รับการสอบสวน จาก 4 องค์กรฟุตบอลที่มีส่วนเกี่ยวข้องอันประกอบไปด้วย ฟีฟ่า, ยูฟ่า, พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ

​4 ข้อหาดังกล่าวประกอบไปด้วย

​1) การกระทำผิดที่อาจขัดต่อกฎ Financial Fair Play ของแมนฯซิตี้

​2) เรื่องของการเจรจาซื้อผู้เล่นเยาวชนอย่างผิดกฎ

​3) เรื่องการถือครองสิทธิ์ในตัวผู้เล่นจากกลุ่มบุคคลที่ 3 (third-party ownership) 

​4) เรื่องของการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาพลักษณ์ของผู้เล่น

​สำหรับข้อหาหลักที่เป็นข่าวใหญ่ในตอนแรกคือเรื่องของการกระทำที่ขัดต่อกฎ Financial Fair Play ของพวกเขา จากการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสายการบินเอติฮัด จำนวน 59.5 ล้านปอนด์ ที่ช่วยให้สโมสรรอดจากการกระทำผิดต่อกฎ FFP 

​ตามข้อมูลที่หลุดออกมาจาก Football Leaks มีการเปิดโปงว่าเงินจำนวนดังกล่าวแท้จริงแล้วมาจากเจ้าของสโมสรเองคือกลลุ่ม อาบูดาบียูไนเต็ด กรุ๊ป

​โดยหนึ่งในอีเมล์ที่ถูกแฮกมีข้อความตอบกลับในเรื่องที่ถูกสอบถามว่าจะสามารถทำการเปลี่ยนวันในการชำระเงินค่าสปอนเซอร์ได้หรือไม่ ซึ่งได้รับการตอบกลับว่า “เราทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ” 

​ตามการประเมินเบื้องต้นเรื่องนี้อาจเป็นการกระทำผิดต่อกฎ FFPและสโมสรมีโอกาสที่จะถูกบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นห้ามไม่ให้ทำการแข่งขันในรายการของยูฟ่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง

​ขณะที่พรีเมียร์ลีกก็ได้ทำการสอบสวนเรื่องนี้ด้วยความกังวลเช่นกัน

​เรื่องรองที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการพยายามคิดแผนที่จะเอาชนะกฎFFP คือแผนการที่เรียกว่า “Project Longbow” ที่เริ่มเมื่อปี 2013

​แผนการคือการหาทางลดเงินรายจ่ายค่าเหนื่อยของผู้เล่นจำนวน40 ล้านปอนด์ด้วยการขาย “ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์”​ ของผู้เล่นให้กับบริษัทอื่น และให้บริษัทนั้นทำการจ่ายเงินให้กับนักฟุตบอลเป็นค่าการตลาดแทน ทำให้สโมสรไม่ต้องลงบัญชีรายจ่ายเรื่องค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์​

แน่นอนว่าบริษัทดังกล่าวก็อยู่ในเครือของอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ปเช่นกัน

​ซิตี้ ยังกระทำผิดในเรื่องของการถือครองผู้เล่นด้วยการใช้กลุ่มบุคคลที่ 3 โดยมีกรณีของ บรูโน ซูคูลินี ที่สโมสรเซ็นสัญญามาเมื่อปี2014 โดยขณะนั้นผู้เล่นอายุ 21 ปี ซึ่งตามสิทธิ์แล้วยังเป็นของบริษัทที่ชื่อว่า MPI แต่พวกเขาไม่เปิดเผยว่า MPI แท้จริงแล้วเป็นบริษัททุนข้ามชาติที่เคยเกี่ยวข้องกับ เฟร์ราน โซเรียโน ประธานบริหารของสโมสร

​และสุดท้ายพวกเขายังทำผิดในเรื่องของการซื้อผู้เล่นเยาวชนจากต่างประเทศหลายราย ซึ่งทางฟีฟ่า อาจลงโทษด้วยการห้ามซื้อผู้เล่นเป็นเวลา 1 ปีในมาตรฐานความยุติธรรมเดียวกับที่เชลซีได้รับ

​สิ่งที่ทำให้เรื่องแย่กว่านั้นคือนอกจากการซื้อผู้เล่นต่างประเทศผิดกฎ แมนฯ ซิตี้ ยังทำผิดกฎกับผู้เล่นภายในประเทสด้วย และดันเป็นเยาวชนตัวท็อปอย่าง จาดอน ซานโช ที่ใช้วิธีการจ่ายเงิน 200,000 ปอนด์ให้กับเอเยนต์และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการจ่ายเงินให้กับครอบครัวเพื่อที่จะให้ ซานโช ย้ายมาอยู่กับพวกเขาแทนที่จะอยู่กับวัตฟอร์ดต่อไป​

เรื่องนี้วัตฟอร์ด อาจจะทำการฟ้องร้องเพื่อเรียก “ค่าเสียโอกาส” ที่พวกเขาควรจะได้รับจากเพชรเม็ดงามที่กลายเป็นดาวเด่นในบุนเดสลีกาเวลานี้ด้วย

​เรียกว่าทั้ง 4 ข้อหาล้วนเป็นข้อหาที่หนักและส่งผลกระทบต่อพวกเขาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่สโมสรกำลังทำผลงานได้ดีอยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวชื่อเสียง แต่ต้องกลับมาชื่อเสียเพราะเรื่องเหล่านี้

​ก่อนหน้านี้ ซิตี้ เคยถูกยูฟ่า ลงโทษมาแล้วในปี 2014 จากการใช้เงินมากเกินไป​ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการแข่งขันกันกับสโมสรอื่น ซึ่งครั้งนั้นพวกเขาให้คำมั่นว่าจะทำตามกฏอย่างเคร่งครัดแต่จากข้อมูลที่หลุดออกมาโดย Football Leaks ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าผู้บริหาร “เรือใบสีฟ้า” จะไม่ได้สำนึกในเรื่องนี้แต่อย่างใด

​ทั้งนี้แม้พวกเขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่าง และยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือทุกฝ่ายในการตรวจสอบ แต่หากพบว่าเป็นการกระทำผิดจริง มีโอกาสที่พวกเขาจะถูกลงโทษสถานหนักทั้งการห้ามซื้อผู้เล่นไปจนถึงการห้ามลงแข่งขันในรายการของยูฟ่า

​บทสรุปของเรื่องจะจบลงอย่างไร คงต้องรอติดตามกัน


RELATED POSTS

Story

SPORTDesk World Cup Update: Day 5

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลโลก วันที่ 5 น่าจะเป็น วันที่ 2 ต่อจากวันเปิดสนาม ที่ทีมเหนือกว่า ต่างพากันเก็บชัย ชนิดที่ไม่มี ‘พลิกล็อก’ ทั้ง 3 คู่ ไปดูรายละเอียดกันครับ

Story

เมื่อไรการ “เหยียด” จะหมดไปจากโลกฟุตบอล ?

SPORTDesk. Team

หากใครที่ติดตามชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากัปตันทีมในพรีเมียร์ลีก พร้อมใจกันสวมใส่ปลอกแขน สัญลักษณ์ของหัวหน้าทีม ด้วยลาย ‘สีรุ้ง’ เพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ต่อต้านการเหยียดบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ เพื่อสื่อถึงการสนับสนุนโครงการดังกล่าว บรรดาสโมสรต่างๆ ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสีพื้นหลังในโซเชียลเน็ทเวิร์กเป็นสีรุ้ง รวมไปถึงการสวมปลอกแขนกัปตันทีม และการผูกเชือกรองเท้าสตั๊ดด้วยสีรุ้ง

Thought

เริ่มปีใหม่กับทัวร์นาเมนท์ใหญ่ “เอเชี่ยนคัพ 2019”

เดชรัช นุชพุ่ม

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีใหม่ แฟน Sportdesk. ทุกคนก่อนเป็นลำดับแรกนะครับ แม้จะเป็นการเอื้อนเอ่ยที่ดูเหมือนจะช้าเกินไปเสียหน่อย เพราะนี่ก็ล่วงเข้าวันที่ 5 ของปี 2019 เข้าให้แล้ว ทว่ามันเป็นครั้งแรกของปีที่ผมจะได้มาพบกับแฟนSportdesk. ทุกท่านผ่านคอลัมน์ฟุบอลเอเชียนี้