ไม่ใช่เพียงโชคชะตา

7 March 2019
380 VIEWS

ใบหน้าอาบรอยน้ำตาของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน หลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ เป็นภาพที่น่าเจ็บปวดสำหรับคนรักฟุตบอลที่ได้พบเห็น

เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่ดูเหมือนโชคชะตาจะโหดร้ายกับยอดนายทวารระดับตำนานผู้นี้ที่เหมือนถูกสาปไม่ให้มีวันได้สมหวังได้ชูถ้วย “หูใหญ่” ที่เป็นแชมป์สำคัญระดับสโมสรรายการเดียวที่เขายังไม่เคยได้

ปีกลาย บุฟฟ่อน และยูเวนตุส เกือบสร้างปาฏิหารย์ที่เบอร์นาบิว ด้วยการพลิกจากที่ตามหลัง 0-3 ในเกมแรกที่ตูริน กลับมาทำให้ผลต่างประตูเท่ากันที่ 3-3 ได้ด้วยฟอร์มการเล่นที่น่ามหัศจรรย์ และเหนือกว่าฟอร์มการเล่นนั้นคือเรื่องของหัวจิตหัวใจที่ยิ่งใหญ่จนน่ากราบ

แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บมีกรณีปัญหาขึ้นเมื่อ เมดี เบนาเตีย ไปเข้าสกัดลูคัส วาสเกวซ จากด้านหลัง ภาพนั้นไม่ชัดเจนนักว่าเป็นการฟาวล์ที่ชัดเจนหรือไม่ แต่เสียงนกหวีดจากไมเคิล โอลิเวอร์ นั้นได้ดังขึ้นแล้วและเขาไม่คิดจะกลับคำตัดสิน

ไม่ว่าจะเพราะไม่พอใจที่ความพยายามที่เพื่อนทั้งทีมร่วมกันสู้มากำลังจะพังทลาย หรือเพราะคิดถึงเรื่องของตัวเองที่โอกาสในการลุ้นแชมป์รายการนี้กำลังจะหลุดลอย ทำให้บุฟฟ่อน หลุดคำพูดบางอย่างออกไปและทำให้เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที

โรนัลโด้ ทำหน้าที่ของเขาในการสังหารประตูเข้าไป ส่วนบุฟฟ่อน เขาถูกยุติความฝันในแชมเปี้ยนส์ ลีก กับยูเวนตุสอย่างเจ็บปวดไว้แค่ตรงนี้

มาถึงครานี้ บุฟฟ่อน ซึ่งเก็บข้าวของย้ายมาปารีสด้วยความตั้งใจที่จะลืมฝันร้ายและมองหาโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้อีกสักครั้ง แต่บทสรุปก็เจ็บไม่ต่างจากเดิม

จริงอยู่ที่เขาเองก็พลาดและนำไปสู่ประตูที่ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแม้ลูกยิงของ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะค่อนข้างหนักและเป็นการยิงเข้าข้อ (knuckle ball) เป็นบอลส่ายที่เดาวิถียาก แต่สิ่งที่เรารู้สึกได้คือหากเป็นวันวานลูกนี้คงไม่คณามือของบุฟฟ่อน

แต่ที่น่าเศร้าคือการที่ต้องตกรอบในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากการเสียจุดโทษแบบน่ากังขาอีกครั้ง

ลูกยิงของดีเอโก ดาลอต โดนข้อศอกของเปรสนอล คิมเพนเบ อย่างไม่ต้องสงสัยครับ เพียงแต่มองที่ “ท่าทาง” ของปราการหลังดาวรุ่งของเปแอสเชแล้วถามใจจริงๆว่านั่นสมควรจะเป็นลูกแฮนด์บอลไหม?

น่าคิดนะครับว่าการนำ VAR มาช่วยตัดสินแล้วเหตุใดที่มันยังทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้อีก

ทั้งๆที่มันถูกนำมาใช้เพื่อทำให้เรื่องพวกนี้หายไปจากเกมฟุตบอลแท้ๆ

ไม่ใช่เพียงแค่จังหวะแฮนด์บอลนี้ ในรอบฤดูกาลที่ผ่านมาซึ่งเป็นขวบปีที่เราได้เห็นการนำ VAR มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ปรากฏว่ามีการตัดสินที่น่าเคลือบแคลงใจเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่ผู้ตัดสินต้อง “กลับมาตัดสินใจใหม่” เป็นการทำให้เกิดความ “ลังเลใจ” ขึ้นมาหรือไม่?

กรณีลูกยิงของดาลอต เดิมลูกนั้นไม่ได้มีอะไรเลยถูกตัดสินเป็นลูกออกหลังธรรมดา แต่เมื่อมีการนำ VAR เข้ามาใช้ทำให้ผู้ตัดสินต้องกลับมาตัดสินใหม่ มากบ้างน้อยบ้างก็ย่อมมีผลต่อเรื่องของจิตใจ

เมื่อรวมกับภาพที่ใช้ตัดสินนั้นเป็นภาพในแบบ Super Slow-motion ที่มักจะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีผลทำให้การตัดสินเกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ตัดสินนั้นไม่มีสายตาที่เฉียบคมและหัวใจที่หนักแน่นมากพอ

ส่วนตัวผมมองว่าเปแอสเช และบุฟฟ่อนโชคร้ายครับที่ตกรอบแบบนี้

ถ้าจะตกรอบแบบนี้สู้แพ้แบบหมดรูปคาบ้านเสียยังดีกว่า

อย่างไรก็ดีอีกส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเปแอสเช เองก็ “ทำตัวเอง” ด้วยไม่ใช่น้อยในเกมนี้

แค่นาทีแรกพวกเขาก็เสียประตูง่ายในแบบที่ไม่น่าเชื่อว่าทีมระดับนี้จะเสียด้วยการจ่ายคืนหลังพลาดแล้วปล่อยให้ โรเมลู ลูคาคู ใช้พลังและความเร็วฉกเอาไปยิงได้อย่างง่ายดาย

เช่นกันกับประตูที่บุฟฟ่อนพลาด ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วคือการที่พวกเขาขาดความเฉียบขาดและจิตใจเหี้ยมเกรียมที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ ทั้งๆที่สิ่งที่เราได้เห็นค่อนข้างชัดคือชั้นเชิงบอลของพวกเขานั้นสูงส่งกว่า และหากเอาจริงเอาจังขึ้นอีกนิดก็น่าจะได้รับผลการแข่งขันที่น่าพอใจผ่านเข้ารอบได้ไม่น่ายาก

ตรงกันข้ามกับยูไนเต็ด ที่กระบวนท่าเป็นรองแต่หัวใจใหญ่กว่า สุดท้ายแม้จะมีโชคที่ได้รับผลการตัดสินที่เข้าทางแต่ก็ต้องยอมรับและชมเชยว่าสู้กันได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะแนวรุกอย่าง แรชฟอร์ด และลูคาคู ที่ดูอันตรายทุกครั้งที่บอลอยู่ที่เท้า

เปแอสเช ตกรอบในครานี้จึงไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาเพียงอย่างเดียว

มันลึกซึ้งกว่านั้น