นักเตะที่ควรรักเมื่อบอกลา

5 June 2019
775 VIEWS

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูล หลังเข้าปี 2013 ได้ไม่นานนัก

ก่อนจะย้ายมาหลานชายของดีน สเตอร์ริดจ์ อดีตกองหน้าชื่อดังของทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ ประสบปัญหาเดียวกับดาวรุ่งชั้นยอดของอังกฤษทุกคน

คือถึงจะเก่งเข้าขั้น “พิเศษ” แต่ก็ไม่สามารถจะแทรกตัวในทีมใหญ่ที่มีแต่ซูเปอร์สตาร์ได้

เขาเจอเรื่องนี้ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หมดสัญญากับซิตี้ก็มาเจอเรื่องเดิมที่เชลซี – ไม่มีทีมไหนให้โอกาสจริงจัง ต้องไปสู้เอากับทีมเล็กๆอย่างโบลตัน ซึ่งถึงจะทำได้ดีก็ไม่มีความหมาย

สุดท้ายเป็นลิเวอร์พูลในยุคของเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ที่ติดต่อดึงตัวเขามา

ลิเวอร์พูลหวังว่าเขาจะเป็นสายเลือดใหม่ที่ดี

ขณะที่สเตอร์ริดจ์เองหวังว่าจะได้โอกาส

ผมพอจำได้ว่าครั้งที่สเตอร์ริดจ์ย้ายมา ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนักครับ อารมณ์เหมือนก็ดาวรุ่งคนนึง แต่เมื่อได้เห็นฟอร์มการเล่นแล้ว เขาทำให้ผม – และเชื่อว่าหลายคน – ใจเต้นที่ได้เห็น

ลงนัดแรกใช้เวลา 7 นาทีทำประตู

แล้วก็มาเรื่อยๆ

รูปร่างสูงใหญ่แต่ไม่เก้งก้าง เซนส์บอลดี ฉลาด มีความเร็ว

เหนืออื่นใด อีซ้ายของเขาเป็นอีซ้ายฟ้าสั่ง

สั่งให้ยิงหนักเป็นปืนใหญ่ก็ได้ หรือจะสั่งให้ปั่นโค้งก็ย่อมได้ ให้ชิพบอลอย่างเหนือชั้น? สบายมาก

ไม่เคยคิดว่าหมดจากร็อบบี้ ฟาวเลอร์ จะได้เห็นซ้ายธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้อีก

ความยอดเยี่ยมของเขาเคยเกือบช่วยให้ทีมไปถึงแชมป์ การผนึกกำลังกับหลุยส์ ซัวเรซ ปีนั้นเกมรุกลิเวอร์พูลน่าเกรงขามที่สุดในรอบ 20 ปี

แต่เมื่อซัวเรซจากไป สเตอร์ริดจ์ก็ไม่สามารถเล่นได้ในระดับเดิมอีก

ไม่ใช่เพราะเขาต้องอาศัยฝีเท้าและบารมีนักเตะอุรุกวัยอะไรหรอก แค่ร่างกายมันทรยศต่อพรสวรรค์ของเขา มันทำให้เขาไม่สามารถจะลงสนามอย่างต่อเนื่องได้ และเจอปัญหาอาการบาดเจ็บตลอดเวลา ในความหมายเช่นนั้นจริงๆ

ผมดูฟุตบอลมานานพอสมควร เห็นนักเตะดีๆแบบนี้ถูกร่างกายทรยศจนไปไม่ถึงดวงดาวมามาก – สเตอร์ริดจ์ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เรื่องนี้มันห้ามไม่ได้ ต่อให้เขาสู้แค่ไหนก็ไม่มีทางชนะ

ถึงช่วงหลังจะพยายามดูแลรักษาร่างกายได้ดีมากแค่ไหน (แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับตัวเขาเองและผู้จัดการทีมในการใช้งาน) แต่ตัวเขาก็รู้ตัวเองดีที่สุดว่า “มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

สิ่งที่น่าเสียดายเพิ่มเติมคือเมื่อเยอร์เกน คล็อปป์มา เขาไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าก็เริ่มทำให้จิตใจเขาอ่อนแอ

ครั้งนึงคล็อปป์ถึงกับออกปากว่า สเตอร์ริดจ์ ต้องถามตัวเองดีๆนะว่าที่บอกว่าเจ็บ มันเจ็บถึงขั้นจะลงเล่นช่วยทีมไม่ได้เลยหรือเปล่า?

สถานะของเขาจากกระบี่มือหนึ่งก็ค่อยๆตกลงมาเรื่อยๆ จนบางครั้งก็ลืมถูกหยิบใช้งาน

จุดตกต่ำที่สุดของเขากับลิเวอร์พูลมาถึงเมื่อทนกับการนั่งสำรองไม่ไหว ขอระเห็จไปอยู่กับเวสต์บรอมฯ

เพื่อจะพบว่ามันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

ปีกลายเดอะ ค็อป ทำใจแล้วว่าสเตอร์ริดจ์คงต้องไปเพราะ 3 ประสานนั้นดีเกินกว่าจะแทรกตัวลงไปได้ และคงจะมีกองหน้าใหม่เข้ามา

แต่สุดท้ายนักเตะใหม่ที่พวกเขาได้คือสเตอร์ริดจ์คนใหม่ คนที่ฟิตร่างกายอย่างหนักตั้งแต่ก่อนพรีซีซั่นเพื่อให้พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ คนที่ตั้งใจจะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเขายังมีดีพอจะช่วยทีมได้

คล็อปป์ยังแปลกใจ เขาไม่เคยเห็นสเตอร์ริดจ์ในสภาพที่ดีแบบนี้มาก่อน

ค็อปชนก็งงเหมือนกัน เพราะเขาเหมือนคนละคนกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเลย

สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เขาเปลี่ยนแปลงคือ การไปเล่นที่เวสต์บรอมฯ ทำให้เขารู้จักชีวิตมากขึ้น และเขาคิดว่ากับลิเวอร์พูลเขายังมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ

เขากลับมาสร้างความฮือฮาในช่วงพรีซีซั่น และต้นซีซั่น

ประตูที่ดีที่สุดคือลูกยิงตีเสมอเชลซีในช่วงท้ายเกม ที่ทำให้เรานึกออกว่า ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมขนาดไหน

จากนั้นแม้ว่าฟอร์มจะตกลง โอกาสลงเล่นน้อยลง เสียสถานะให้ดิวอค โอริกิ แต่สเตอร์ริดจ์ไม่เคยสร้างปัญหาในทีม และถึงจะไม่มีใครบอกก็พอรู้ได้ว่าเขายังเป็นคนสำคัญในทีมเสมอ

จวบจนนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ถึงจะไม่ได้ลงสนาม แต่เขาก็เอ็นจอยกับช่วงเวลาที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม

หลังรับถ้วยแชมป์ที่ทุกคนจะได้ถ่ายรูปร่วมกับโทรฟี่ใบใหญ่ สเตอร์ริดจ์เลือกจะถ่ายรูปด้วยการเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาในการฉลองประตู

เป็น One last dance ที่จะไม่มีใครลืม

สำหรับผม นักเตะอย่างสเตอร์ริดจ์ ถึงในสนามจะทำไม่ได้เท่าเฟร์นานโด ตอร์เรส หรือซัวเรซ แต่ด้วยทัศนคติ ด้วยการวางตัว ด้วยอะไรหลายๆอย่าง

นักเตะแบบนี้ควรค่าที่จะรักและจดจำ

เช่นเดียวกับอัลแบร์โต้ โมเรโน่ ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา จากการสูญเสียความมั่นใจไปจนหมด มาถึงการสูญเสียตำแหน่งไปแบบไม่มีวันได้ทวงกลับคืน เพราะคู่แข่งอย่างแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดีกว่าเขาอย่างชัดเจน

ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเขาเป็นตัวหลักมาตลอด เป็นนักเตะอนาคตไกล เป็นว่าที่แบ็กซ้ายทีมชาติสเปน การตกอยู่ในสภาพที่ผู้จัดการทีมไม่เลือกเขาเพราะไม่มั่นใจ ถึงขั้นเอาเจมส์ มิลเนอร์ ไปยืนแทนตลอดฤดูกาล ก่อนจะซื้อโรเบิร์ตสันมา มันทำใจได้ยาก

แต่โมเรโน่ก็ไม่เคยปริปาก หรือทำอะไรให้มันเสียบรรยากาศ

สิ่งที่แบ็กจอมลุยทำคือตั้งอกตั้งใจเล่น ตั้งใจซ้อม ให้เล่นตรงไหนก็เล่น และลงไปก็มักจะทำได้ดีพอสมควร

ที่สำคัญเขาเอ็นจอยกับทุกนาทีในทีม

ในวันสุดท้ายที่เขาได้อยู่ในทีม เป็นวันแห่งความสูญเสีย โมเรโน่เสียโฮเซ่ เรเยส คนที่เขารักเหมือนพี่ชายไปจากอุบัติเหตุ

ช่วงของการยืนไว้อาลัย โมเรโน่ยืนน้ำตาไหล

เมื่อลิเวอร์พูลได้แชมป์ เขาเผยให้เห็นเสื้อยืดที่ทำเพื่อเรเยสเป็นพิเศษ และใส่เสื้อตัวนี้ฉลองแชมป์ในคืนนั้น ภาพถ่ายช่วงการชูถ้วยแชมป์จึงเห็นโมเรโน่ในเสื้อยืดตัวนี้ไม่ใช่เสื้อแข่งของสโมสร เป็นความตั้งใจของเขาที่จะทำให้เพื่อนผู้จากไป ให้รู้ว่าเขาจะอยู่ในใจตลอดกาล

นักเตะคนนี้มีหัวใจ และเป็นหัวใจที่ยิ่งใหญ่

จากนี้และตลอดไป ไม่ว่าสเตอร์ริดจ์และโมเรโน่จะไปอยู่ที่ไหน

เขาจะยังมีที่อยู่ในใจเดอะ ค็อปเสมอ