ระยะห่างที่มองเห็น

ในช่วงก่อนจะถึงเกมพรีเมียร์ลีกนัดบิ๊กแมตช์ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาร์เซนอล ตามประสาโลกกีฬาสมัยใหม่ก็มีการหยิบจับเอาเรื่องราวเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจากในอดีตจนถึงไม่นานมานี้กลับมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

​ท่ามกลางเรื่องราวและเรื่องเล่ามากมาย มีหลายคลิปวีดีโอที่สะดุดใจผมเป็นพิเศษครับ

​คลิปแรกเป็นคลิปรวมไฮไลต์ประตูสวยๆ ที่เคยเกิดขึ้นระหว่างคู่ปรับแดนเหนือกับแดนใต้ ซึ่งก็มีประตูสวยๆ มากมาย อาทิ ลูกที่ เธียร์รี อองรี ลากหลบนักเตะหงส์แดงทั้งแผงเข้าไปยิง, ลูกไขว้ล็อกบอลก่อนซัดอย่างเหนือชั้นของ ปีเตอร์ เคราช์, ลูกยิงของ อังเดร อาร์ชาวิน

​ในบรรดาลูกยิงเหล่านี้ ประตูที่ทำให้ผมรู้สึกมากที่สุดคือลูกยิงของ นีล เมลเลอร์ ที่ซัดประตูชัยในเกมที่พบกันที่แอนฟิลด์เมื่อปี 2004 

​เมลเลอร์ ในขณะนั้นเป็นดาวรุ่งที่กำลังถูกจับตามองและคาดหวังว่าอาจจะแจ้งเกิดในทีมได้เหมือนที่ครั้งหนึ่งลิเวอร์พูล เคยค้นพบ ร็อบบี ฟาวเลอร์ และไมเคิล โอเวน ที่รับช่วงต่อกันก่อนที่การรับช่วงนั้นจะขาดตอนไปเกือบสิบปี

​ปัญหาคือเจ้ากองหน้าตุ้มตุ้ยมีปัญหาอาการบาดเจ็บรังควาญมากมาย ก็เริ่มเป็นที่กังวลว่าเขาจะแจ้งเกิดได้ไหม?

​ประตูของ เมลเลอร์ ซึ่งเกิดขึ้นในการเตะครั้งสุดท้ายของเกม เป็นประตูที่นอกจากจะสวยงาม (และยากยิ่ง) เพราะเป็นการยิงจากระยะไกลร่วม 30 หลา และเป็นการยิงแบบฮาล์ฟวอลเล่ย์ที่ต้องใช้เทคนิคสูงมากประตูนี้ยังมีความหมายพิเศษ

​อย่างน้อยมันคือประตูแห่งความทรงจำที่ลิเวอร์พูล มีต่อกองหน้ารายนี้ที่สุดท้ายก็แจ้งเกิดไม่สำเร็จ

​และเป็นประตูที่ทำให้รู้ว่าชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบากนั้นมีค่ามากแค่ไหน?

​เพราะสมัยนั้น ลิเวอร์พูล สู้ อาร์เซนอล ไม่ได้จริงๆ

​ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน

​สิ่งที่เราได้เห็นจากเกมที่แอนฟิลด์เมื่อคืนที่ผ่านมา คือความเปลี่ยนแปลงที่ทุกอย่างแทบจะเป็นตรงกันข้ามกัน

​ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่เหนือกว่า อาร์เซนอล ไม่เพียงแต่เรื่องในสนาม เรื่องนอกสนามพวกเขา – ในความหมายถึงกลุ่ม FSG ที่เข้ามาบริหารได้ 9 ปี และอาศัยโมเดลของทีมกันเนอร์ส เป็นแบบอย่างในหลายเรื่อง แต่เลือกรับเฉพาะเรื่องดีๆ – ก็ทำได้ดีกว่าอย่างสัมผัสได้

​ฟอร์มของกันเนอร์ส 2 นัดแรก ทำให้มีการปลุกเร้าว่าเกมนี้น่าจะเป็นเกมที่สูสี

​การเข้ามาของ นิโกลาส์ เปเป ทำให้ อาร์เซนอล ก็มี 3 ประสานสุดเทพไม่แพ้ของ ลิเวอร์พูล

​แต่ภาพของความเป็นจริงมันแตกต่างจากนั้นมากครับ เมื่อมีการประกาศรายชื่อออกมา ผมเห็นไลน์อัพของอาร์เซนอลแล้วก็รู้สึกหนักใจแทนสาวกปืนใหญ่

​ไลน์แบ็กโฟร์ และ 3 กองกลางนั้นไม่สามารถสู้กับผู้เล่นของลิเวอร์พูลได้ในเวลานี้

​พูดง่ายๆ ก็หมายถึง อาร์เซนอล เสียเปรียบถึง 7 ตำแหน่ง ซึ่งในเกมฟุตบอลบางครั้งการที่เสียเปรียบเรื่องคุณภาพผู้เล่นเพียงตำแหน่งเดียวก็สามารถส่งผลกระทบต่อทีมได้อย่างมากมายมหาศาล

​การเสียเปรียบถึง 7 คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

​สิ่งที่ อูไน เอเมรี เลือกจะทำคือการเดิมพันด้วยการฝากความหวังกับความเร็วและความอันตรายของ 2 คู่หน้าอย่าง ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยัง และน้องใหม่ นิโกลาส์ เปเป มากกว่าจะใช้ความแข็งแกร่งและความแน่นอนของ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์

​รับให้ลึก อดทน เฝ้ารอโอกาส เปลี่ยนจังหวะเกมให้เร็ว ที่เหลือก็ลุ้นว่าจะใส่สกอร์ได้ไหม

​แท็คติกนี้ได้ผลดีอยู่ครับ อย่างน้อยมีจังหวะ 2-3 ครั้งที่พวกเขาทำได้ใกล้เคียงกับที่หวังไว้ติดที่ เปเป ที่ยังขาดความคม

​ถ้าคมกว่านี้ ลิเวอร์พูล จะลำบากกว่านี้

​แต่เมื่อคมไม่พอ สุดท้ายมาเสียท่าจากลูกเซ็ตเพลย์แบบง่ายๆ ทุกอย่างที่วางแผนมาก็พัง

​แล้วมาพังซ้ำสองเมื่อ ดาวิด ลุยซ์ ทำเสียจุดโทษตั้งแต่ต้นครึ่งหลังทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ใช้กลหมากที่แก้ลำกันมาด้วยซ้ำ

​เช่นนั้นทุกอย่างก็เข้าทางลิเวอร์พูลหมด เมื่อพื้นที่เปิดพวกเขาก็เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ และดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษด้วยเพราะอยากจะยิงคู่แข่งให้จมดิน

​สำหรับหงส์แดง จากสิ่งที่เห็นในเกมนี้แม้จะมีจุดต้องตำหนิเรื่องของสมาธิและการเล่นแบบคึกคะนองเกินไปไม่ยอมปิดเกม แต่มาตรฐานของพวกเขาชัดเจนว่าสูงกว่าคู่แข่งมาก

​ลิเวอร์พูล เล่นเหมือน “เครื่องจักรสังหาร” เดินหน้าไล่ฆ่าคู่แข่งอย่างแข็งขัน

​สำหรับ อาร์เซนอล วันนี้พวกเขาแพ้ในภาพรวมและผิดพลาดในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่อย่างน้อยที่สุดก็พอมองเห็นความหวัง

​ความเร็วและทักษะของ เปเป ถ้าใช้ให้ถูกจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อทุกทีม และเขามีศักยภาพจะเป็นซูเปอร์สตาร์ของพรีเมียร์ลีกในแบบเดียวกับที่ เธียร์รี อองรี เคยเป็น

​ก็อยู่ที่ เอเมรี จะหาวิธีใช้งานร่วมกับ ลากาแซตต์ – ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนที่อันตรายที่สุด – และโอบาเมยัง อย่างไร

​แต่ฟุตบอลนั้นเล่นเป็นทีม นอกเหนือจากความหวังในแดนหน้าแล้วอาร์เซนอล ต้องปรับทัพเสริมทีมอีกอย่างน้อย 5 ตำแหน่งหากคิดที่จะก้าวขึ้นมาในระดับเดียวกับลิเวอร์พูล

​แบ็กขวาและซ้ายไม่เป็นไร เอคตอร์ เบเยริน และคีแรน เทียร์นีถือว่าดีแล้ว แต่คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ และ 3 มิดฟิลด์ต้องหาใหม่

​นั่นคือระยะห่างที่เรามองเห็นได้

​ส่วน สแตน โครเอนเก จะมองเห็นภาพเดียวกันไหม? ไม่แน่ใจเหมือนกัน


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

น้ำตาลูกผู้ชาย

ลูกแม่กิ่ง

ภาพอารมณ์ของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน ที่หลั่งน้ำตาแห่งความยินดี มันระเบิดทุกความรู้สึกที่เขาเก็บซ่อนไว้ภายใต้บุคลิกที่เงียบขรึม สุขุม ให้ทุกคนได้เห็นอีกด้านที่อ่อนไหวที่ไม่ค่อยได้เห็นมากนัก

Thought

มังกรอันตราย!!!

Dechruch

หลังต่อสู้ห่ำหั่นกันบนพื้นหญ้ามาได้ 2 ขวบสัปดาห์ ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ก็ได้ 16 ทีมผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าสู่รอบน็อกเอาท์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าในรอบ 16 ทีมนี้สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยคงไม่มีเกมไหนจะน่าสนใจไปกว่าการพบกันกันของ “ทีมชาติไทย”และ “ทีมชาติจีน” แม้ “เป้าหมาย” ของทีมชาติไทยก่อนมาแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 จะถูกตั้งไว้เพียงแค่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีม และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้แบบหล่อๆแล้ว ด้วยการเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ไม่ต้องไปลุ้นเป็นเสมือน “ตัวแถม” กับอันดับ 3  ที่ดีที่สุด แต่กระนั้นหลังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแม่ทัพ และทำผลงานในรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างยอดเยี่ยมใน 2 เกมสุดท้าย ดูเหมือน ณ ตอนนี้ “ความหวัง” ของทีมชาติไทยจะไปไกลเกินกว่ารอบนี้เสียแล้ว จากการให้สัมภาษณ์ของกุนซืออย่าง “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย รวมทั้งนักฟุตบอลหลายคน ดูเหมือนจะเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าทัพ “ช้างศึก” จะสามารถต่อสู้กับทีม “มังกร” ได้อย่างสูสี และมีดีพอที่จะเอาชนะคู่ต่อกรเข้าสู่รอบ 8 ทีมต่อไปได้ โดยเฉพาะอดิศักดิ์ ไกรษร ดาวยิงทีมชาติไทย เจ้าของสมญานาม “นักฆ่ามังกร” ที่ดูจะมั่นใจเป็นพิเศษจากสถิติที่มักทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อเจอกับทีมจากแดนมังกร ทั้งการยิง 2 ประตูใส่ทีมชาติจีนในเกมที่ช้างศึกบุกอุ่นเครื่องชนะทีมชาติจีน 5-1 เมื่อปี 2013และยิง 2 ประตูเช่นกันในเกมที่ชนะทีมชาติจีน 2-0 ในเอเชียนเกมส์รอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 2014 รวมทั้งทำประตูช่วยอดีตต้นสังกัดเก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกเสมอซานตง ลู่เหนิง จากจีน 1-1 ในเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่มปี 2014 อีกด้วย และไม่เพียงแค่บรรดาสต๊าฟโค้ชและนักเตะเท่านั้น ในส่วนของแฟนฟุตบอลชาวไทยก็มีความเชื่อมั่นว่าทัพช้างศึกจะสามารถสู้กับทีมชาติจีนได้อย่างสูสี และน่าจะสามารถเอาชนะทีมชาติจีนผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไปได้ หลังได้เห็นการทำหน้าที่ของโค้ชโต่ย และฟอร์มการเล่นใน 2 เกมล่าสุดที่ขุนพลช้างศึกทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยกันเล่นอย่างเต็มที่จนทีมสามารถพลิกสถานการณ์เข้ารอบ 16 ทีมมาได้ ซึ่งทำให้เห็นว่าแท้จริงแล้วทีมชาติไทยอยู่ในจุดไหนของทวีปเอเชีย อย่างไรก็ตามแม้กุนซือ นักเตะ รวมทั้งแฟนบอลของทัพช้างศึกจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถสู้ได้มากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงทีมชาติจีนก็ยังเป็น “มังกรอันตราย” ที่เราไม่อาจจะประเมินคู่ต่อสู้รายนี้ต่ำเกินจากความเป็นจริงไปได้…  ทีมชาติจีนมีอันดับ และสถิติในการพบกันที่ดีกว่าที่ชาติไทยมาก โดยฟีฟ่าแรงค์กิ้งทีมชาติจีนอยู่อันดับที่ 76ส่วนทีมชาติไทยอยู่อันดับ 118  และสถิติการพบกัน  25ครั้ง เป็นทีมชาติจีนที่ชนะได้ถึง 17 ครั้ง ทีมชาติไทยชนะได้เพียง 3 ครั้ง และเสมอกัน 5 ครั้ง  นอกจากนั้นทีมชาติจีนยังมีมาร์เซโล ลิปปี้ กุนซือชาวอิตาลีที่มีดีกรีพาทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้มาแล้วเป็นคนคุมทัพ ซึ่งแน่นอนว่าด้วยประสบการณ์ในการคุมทีมของกุนซือวัย 70 ปีจะต้องมีแผนการเล่น หรือแท็คติคที่ทำให้ทีมชาติไทยต้องเจอความลำบากอย่างแน่นอน สังเกตได้จาก 3 เกมที่ผ่านมากุนซือเฒ่าเปลี่ยนแผนการเล่นที่หลากหลายและไม่มีแผนกาเล่นที่ตายตัว ทั้ง 5-3-2 หรือ 4-3-3 และแม้ทีมชาติจีนชุดนี้จะเป็นเสมือน “มังกรเฒ่า” จากอายุเฉลี่ยของผู้เล่นที่ 28.7 ปี ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 20 ปลายๆและกว่าครึ่งทีมอายุเกิน 30 ปี  รวมทั้งมีผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันอย่าง เจิ้ง จื้อ ในวัย 38 ปี ทว่าก็เป็นมังกรเฒ่าที่แข็งแกร่งด้วยรูปร่างของผู้เล่น โดยมีความสูงเฉลี่ยของนักเตะ 182เซนติเมตร […]

Thought

“ปีศาจแดง” กับกระจกเงาแห่งแอริเซด

ลูกแม่กิ่ง

ผมคิดถึงเรื่องของกระจกวิเศษบานนี้ขึ้นมาหลังจากที่ได้นั่งดูเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง