วิหารปีศาจที่ล่มสลาย

22 April 2019
791 VIEWS

“ผมอยากขอโทษแฟนๆ พวกเขาเป็นพวกเดียวที่มาพร้อมกับตราสโมสรในวันนี้และสามารถเชิดหน้าได้ ขณะที่พวกเราทำแบบนั้นไม่ได้”

​คำขอโทษจากใจของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในฐานะผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบทสรุปของเกมแห่งหายนะที่กูดิสัน ปาร์ค ได้อย่างชัดเจนที่สุด

​พวกเขาไม่ใช่แค่เป็นผู้แพ้

​แต่เป็นผู้แพ้ที่น่าอับอาย

​สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 90 นาทีเศษที่เมอร์ซีย์ไซด์ เป็นหนึ่งในเกมอัปยศที่สุดที่เราได้เห็นทีมที่ครองแชมป์ลีกสูงสุดมากที่สุดของอังกฤษต้องตกอยู่ในสภาพนี้

​ไม่ใช่เพียงเรื่องของขีดความสามารถ แต่เป็นเรื่องของการลงสนามโดยไร้ความเป็นมืออาชีพ ลงเล่นโดยขาดความมุ่งมั่น ไม่แสดงให้เห็นถึงความพยายาม

​อยากใช้คำเปรียบเปรยว่าพวกเขาลงสนามเพียงแค่ “ครึ่งใจ” แต่ก็เกรงว่ามันอาจจะมากเกินไป เพราะดูเหมือนนักเตะหลายคนในชุดสีบานเย็นลงเล่นด้วยหัวใจที่น้อยกว่านั้น

​ผลลัพธ์ของการลงเล่นแบบนั้นเป็นอย่างไร?

​•ในครึ่งแรกยูไนเต็ด มีระยะทางการวิ่งรวมกันของผู้เล่นน้อยกว่าเอฟเวอร์ตันถึง 4 ก.ม.!

​•จากนั้นในครึ่งหลังทุกอย่างก็เหมือนเดิม พวกเขายังวิ่งน้อยกว่าเอฟเวอร์ตันอีก 4 ก.ม. หรือสรุปตัวเลขเป๊ะๆคือ 8.03 ก.ม. ตลอดทั้งเกม

​•และ 17 เกมนับตั้งแต่โซลชาคุมทัพในพรีเมียร์ลีก มีถึง 15 นัดที่พวกเขาทำระยะวิ่งได้น้อยกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นการบ่งบอกชัดเจนถึงระดับของความพยายามผู้เล่นในทีม

​•มันเป็นการพ่ายแพ้ในเกมเยือน 5 นัดติดต่อกัน (ทุกรายการ) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ มี.ค.1981 ในยุคของ เดฟ เซ็กซ์ตัน

​•ยูไนเต็ดแพ้เกมเยือนพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 3 นัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ม.ค.1996

​•พวกเขาแพ้เอฟเวอร์ตันทีมที่เคยเคี้ยวเล่นเป็นขนมย่อยยับถึง 4-0 เป็นผลงานแย่ที่สุดนับตั้งแต่เคยแพ้ 5-0 ใน ต.ค.1984 ซึ่งยุคนั้น“ทอฟฟี่เมน” ครองเมือง

​•ทั้งฤดูกาลยูไนเต็ดเสียถึง 48 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เป็นการเสียประตูมากที่สุดตลอดทั้งฤดูกาลนับตั้งแต่ปี 1978-79 ซึ่งเป็นยุคตกต่ำของสโมสร เสียไปถึง 63 ประตู

​สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสำหรับชาวเรดอาร์มี่แล้วเป็นเรื่องที่ไม่สามารถ “ยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง”

​ไม่แปลกครับที่หลังจบเกม แกรี่ เนวิลล์ ตำนานจาก Class of ’92 ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ที่ดีที่สุดของอังกฤษจะออกมาสับทีมเละชนิดไม่มีการไว้หน้า

​“เนฟ” บอกว่าถ้าเจอ “วัชพืช” ในสวนก็ต้องกำจัดออก ตอนนี้ที่สโมสรมีต้น Japanese knotweed (ต้นผักไผ่ญี่ปุ่น) ขึ้นและมันก็กำลังทำลายฐานรากของบ้าน (ต้นนี้จริงๆเก็บกินได้ แต่รากมันจะชอนไชทำลายผืนดิน โครงสร้าง ฯลฯ) ก็จำเป็นต้องรับมืออย่างถูกต้อง

​คนที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้สำหรับเนวิลล์ ไม่ใช่นายใหญ่อย่างโซลชา แต่เป็นผู้เล่นในทีม

​หลายคนที่ได้ลงสนามไม่สมควรจะได้ลงสนาม ซึ่งเนวิลล์ เลี่ยงจะเอ่ยชื่อแต่ก็บอกใบ้ว่าเป็นคนที่มีชื่อปรากฏในข่าว หรือบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา

​แต่สำหรับนักวิจารณ์อีกหลายคน โดยเฉพาะเจอร์เมน จีนาส คิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไรก็หนีโซลชาไม่พ้นครับ 

ความจริงคนที่ควรตำหนิไม่น้อยกว่ากันคือบอร์ดบริหารของยูไนเต็ดที่ใจเร็วด่วนได้รีบแต่งตั้งกุนซือชาวนอร์เวย์ก่อนทั้งๆที่ควรจะรอจนจบฤดูกาล

​เพราะนับตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง ผลงานของเขากับยูไนเต็ดก็สาละวันเตี้ยลงตามลำดับ

​อย่างไรก็ดีผมมองว่าความตกต่ำของยูไนเต็ด นั้นเป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไป

​และบางทีการแต่งตั้งโซลชาก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด เพียงแต่มันเป็นการตัดสินใจที่อาจจะเร็วเกินไปสักนิด

​มองจากสถานการณ์ภายในทีมแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าต่อให้เป็นกุนซือที่เก่งหรือมีประสบการณ์มากกว่า พวกเขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไรไหว?

​กับทีมที่มีนักเตะที่พยายามเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างปอล ป็อกบา

​กับนักเตะที่มีผู้รักษาประตูที่ผลงานคุ้มดีคุ้มร้ายขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นมีข่าวเรื่องของการต่อสัญญาหรือข่าวการย้ายทีมหรือไม่

​กับทีมที่มีกองหลังอย่าง คริส สมอลลิง, ฟิล โจนส์ และมีกัปตันทีมที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งอย่าง แอชลีย์ ยัง

​จุดเปลี่ยนของยูไนเต็ด เริ่มต้นหลังจากที่พวกเขาแพ้ต่อ อาร์เซนอลในต้นเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นเกมหลังจากที่ทุกอย่างขึ้นไปถึงจุดสูงสุดด้วยการพลิกล็อกบุกเอาชนะเปแอสเช ได้ในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย

​ราวกับว่าพวกเขาได้ใช้ความพยายามและโชคทั้งหมดไปในเกมนั้น

​อย่างไรก็ดีในรายละเอียดแล้ว ยูไนเต็ด ไม่ได้เล่นเหมือนในช่วงแรกที่โซลชาเข้ามาคุมทีมสักพักใหญ่ๆ พวกเขาตั้งรับเป็นหลักและรอสวนเอาโดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นในแนวรุกอย่างมาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี มาร์กซิยาล, เจสซี ลินการ์ด และเอ่อ…โรเมลู ลูคาคู เข้าทำ

​หัวใจของเกมบุกคือการเปิดบอลจาก ปอล ป็อกบา ที่ออกบอลครั้งเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงเกมได้ทันที

​เพียงแต่เมื่อ มาร์กซิยาล และลินการ์ดเริ่มเจ็บ, แรชฟอร์ด เริ่มฝืดป็อกบาเริ่มฟอร์มตก ทุกอย่างก็แย่ลงตามลำดับ

​ในเกมรับ การปรับแท็คติกส์การเล่น การสลับตัวผู้เล่นไปมา และรวมถึงการขาดนักเตะอย่างอังเดร เอร์เรร่า ก็มีส่วนไม่น้อย

​การแพ้อาร์เซนอล ซึ่งเป็นแพ้ครั้งแรกของโซลชา นำไปสู่หายนะเมื่อพวกเขาโดนวูล์ฟสปราบได้ในเอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ ก่อนที่จะแพ้ “หมาป่า” อีกครั้ง

​และทุกอย่างพังทลายเมื่อโดน บาร์เซโลน่า สอนบอลในเกมที่ 2 ของรอบ 8 ทีมสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่คัมป์ นู

​ระหว่างทางยูไนเต็ดยังต้องเผชิญกับกระแสข่าวที่ทำให้บรรยากาศในทีมเสีย โดยเฉพาะข่าวเรื่องการย้ายทีมของ ปอล ป็อกบา ที่จู่ๆก็ส่งสัญญาณให้รู้ว่ายังต้องการจะย้ายออกจากทีม หลังเรอัล มาดริด ได้ซีเนอดีน ซีดาน กลับมาคุมทีม

​เอร์เรร่า มีข่าวจะย้ายไปเปแอสเชแบบไม่มีค่าตัว

​ยังมีข่าวการโละผู้เล่นอีกหลายคน ไม่ตำ่กว่า 7 ตัว และข่าวความไม่พอใจของ ดาวิด เด เฮอาที่ต้องการสัญญาใหม่ที่ได้เงินมากกว่าเดิมจากความไม่พอใจที่เห็นสโมสรจ่ายเงินมหาศาลแบบหน้ามืดให้กับนักเตะที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลยอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ

​ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพนี้ครับ

​ทุกอย่างมันเลวร้ายในระดับที่ขุมนรกยังถูกทำลายได้

​ส่วนวิธีหรือแนวทางในการแก้ปัญหา?

​เรียนตรงๆว่ายากมากครับ เพียงแต่สิ่งแรกที่โซลชาจะทำได้คือการ“คัด” นักเตะที่ไม่มีใจให้ออกไปไกลๆก่อน

​เอาเฉพาะคนที่ยังมีใจเหลืออยู่ไว้ แล้วก็ส่งลงสนามในเกมที่เหลือเพื่อปลุกบรรยากาศดีๆกลับมาให้ได้เป็นอย่างแรก

​ชัยชนะสักนัดก็เพียงพอจะทำให้บรรยากาศดีขึ้นได้ เหมือนที่เขาทำได้ในเกมกับคาร์ดิฟฟ์ และนำไปสู่ผลงานการเริ่มต้นที่แสนมหัศจรรย์

​หลังจากนั้นเมื่อจบฤดูกาลก็ค่อยจัดการ “ทำในสิ่งที่ควรทำ” โดยเฉพาะเรื่องของนักเตะที่มีปัญหา ซึ่งจากถ้อยคำของโซลชาก่อนเกมกับเอฟเวอร์ตัน ผมรู้ว่าเขารู้ว่าใครคือปัญหาและเขารู้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

​อยู่ที่การสนับสนุนของบอร์ดบริหารว่าจะเอาด้วยแค่ไหน

​แต่ที่ผมบอกได้คือคราวนี้ไม่สนับสนุนผู้จัดการทีมให้เต็มที่อีกยูไนเต็ดจะยิ่งแย่ไปกว่านี้อีก

​พื้นฐานของพวกเขาไม่ใช่ทีมที่เลวร้าย แต่หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาได้สูญเสีย “สถานะ” ของการเป็นทีมระดับท็อปไปแล้วและสิ่งเหล่านี้ไม่มีทางลัดใดนอกจากการค่อยๆพยายาม “สร้าง” มันขึ้นมาอีกครั้ง

​มันเป็นโปรเจ็คต์ระยะยาวที่ต้องใช้ระยะเวลาหลายปี และเป็นไปได้ที่จะไม่เสร็จในยุคสมัยของผู้จัดการทีมเพียงคนเดียว

​ไม่ต่างอะไรจากวิหารโนเตรอะดาม ที่ถูกเพลิงเผาผลาญจนมอดไหม้

​ปีศาจแดงจะกลับมายิ่งใหญ่ได้ – ก็ต้องใช้ความพยายามที่มากเท่าๆกันครับ