เทร็ก 10,000 กิโลเพื่อเธอคนเดียว ‘ฟุตบอล’

หนึ่งในสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของฟุตบอลคือเรื่องราวทำนอง สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก เรื่องราวที่น่ามหัศจรรย์ของ คนธรรมดาๆ ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากความรักที่มีต่อเกมฟุตบอล

เราเคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มามากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปดู เกมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศที่อิสตันบูลของแฟนลิเวอร์พูล หรือแฟนเชลซีและอาร์เซนอลกับการเดินทางไปบากู ที่อาเซอร์ไบจาน หรือการตัดสินใจขายบ้าน ขายรถ ลาออกจากงานเพียงเพื่อได้เห็นเปรู ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายสักครั้ง

แต่ยังไม่มีเรื่องไหนจะเหลือเชื่อเหมือนเรื่องของ อัลวิน “อาลูวาห์” ชาคาตา บุรุษพยาบาลชาวซิมบับเว วัย 32 ปี กับการเดินทางเพื่อไปเชียร์ทีม “บาฟานา บาฟานา” ในศึกแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ที่ใกล้จะถึงบทสุดท้าย

ในเรื่องราวการเดินทางของแฟนบอลที่แสนยากลำบากนั้น บางครั้งเราก็ได้ยินว่าต้องต่อเครื่องบินหลายต่อ หรือลงเรือ หรือขึ้นรถไฟ บ้างสลับกับการขึ้นรถบัสใช่ไหมครับ แต่กับเรื่องของ อาลูวาห์ มันประหลาดกว่านั้น ตรงที่เขาตัดสินใจที่จะ “เทร็กกิ้ง” เพื่อไปดูฟุตบอล

เพียงแต่การเทร็กของเขาไม่ใช่เดินจากบ้านไปสนามฟุตบอลนะครับ

มันคือการเดินทางข้ามทวีปแอฟริกาทั้งทวีป! จากเคปทาวน์ ตอนใต้สุดของทวีปไป สู่ไคโร ที่อยู่ตอนเหนือสุดของทวีป ระยะทางรวมแค่…10,000 กิโลเมตร หรือ 6,200 ไมล์เท่านั้น!

เรื่องราวการเดินทางที่น่าเหลือเชื่อนี้เริ่มต้นเมื่อ อาลูวาห์ ได้รู้จักกับ บอธาน เอ็มซิลา แฟนบอลชาวแอฟริกาใต้ที่มีชื่อเสียงจากการเดินทางไปทั่วแอฟริกาใต้เพื่อเชียร์ทีม บาฟานา บาฟานา รวมถึงทีมโปรดของเขา บลูมฟอนเตน เซลติก

ทั้งคู่รู้จักกันมา 2 ปีครับ จากการไปดูฟุตบอลรายการ โคซาฟา คัพ ในเมือง ซัน ซิตี และได้ติดต่อพูดคุยกันเรื่อยมา ซึ่ง อาลูวาห์ ที่ทำงานในฮาราเร เมืองหลวงของประเทศซิมบับเว เอง ก็เคยเดินทางคนเดียวไปจาก ฮาราเร เพื่อไปเชียร์ทีมชาติของเขาในศึกแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ ที่รวันดา เมื่อปี 2016 มาก่อน

คนบ้า (บอล) กับคนบ้า (บอล) มาเจอกัน ก็เลยตกลงกันว่าพวกเขาจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นคู่หูแรกที่เดินทางจากใต้สุดของแอฟริกาคือเมืองเคปทาวน์ ไปให้ถึงเหนือสุดคือกรุงไคโร เพื่อให้ทันดูเกมนัดเปิดสนาม ระหว่าง ซิมบับเว กับ อียิปต์ เจ้าภาพ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งสองคนวางแผนกันเป็นอย่างดี และระดมทุนผ่านแคมเปญ #CapeToCairo โดยจะคอยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของพวกเขาให้ผู้คนได้ติดตาม แลกกับการได้ทุนรอนไว้ต่อลมหายใจในการเดินทางที่บ้าคลั่งครั้งนี้

การเดินทางจากเคปทาวน์ สู่ไคโร นั้นต้องเดินทางผ่านถึง 8 ประเทศครับ จากแอฟริกาใต้สู่ ซิมบับเว, แซมเบีย, แทนซาเนีย, เคนยา, เอธิโอเปีย, ซูดาน และปลายทางที่อียิปต์ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ครบทุกรสชาติ ทั้งสนุก ทั้งมัน ทั้งเครียด ทั้งเศร้า

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ เอ็มซิลา ไม่สามารถเดินทางร่วมไปกับอาลูวาห์ต่อได้ เมื่อเขาไม่ได้รับวีซ่าให้ผ่านเข้าประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งไม่ยินยอมให้คนที่เดินทางทางบกผ่านเข้าประเทศได้หากไม่มีการขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ก่อน

สุดท้าย เอ็มซิลา ก็ถอดใจยกธงขาวยุติการเดินทางที่พรมแดนเคนยา-เอธิโอเปีย

แต่สำหรับ อาลูวาห์ เขาปฏิเสธที่จะยอมแพ้ ต่อให้ต้องเดินทางต่อแค่คนเดียว เขาก็เลือกที่จะไปต่อ และทำให้เขาได้พบกับประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้นและคุ้มค่าที่สุด

ตั้งแต่เรื่องที่เขาไม่สามารถจะถอนเงินมาใช้ได้เพราะระบบอินเตอร์เน็ตล่ม และการเจอการประท้วงที่น่ากลัวในประเทศซูดาน โดยที่ตัวเขาไม่รู้ว่าในช่วงเวลานั้นมีการประท้วงอย่างรุนแรงอยู่ ในระหว่างที่พยายามจะเดินทางไปยังสถานกงศุลอียิปต์ในซูดาน เขามารู้ตัวอีกทีก็คือหลวมตัวเดินปะปนไปกับฝูงผู้ชุมนุมที่ประท้วง ขับไล่ประธานาธิบดี โอมาร์ อัล-บาเชียร์ ที่มาจากการรัฐประหาร

ในระหว่างนั้นเองที่เขาถูกตำรวจหิ้วปีกออกมา ก่อนจะปล่อยตัวในสถานที่ปลอดภัย ซึ่งสำหรับ อาลูวาห์ มันคือประสบการณ์ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเขา

โดยที่ระหว่างนั้นซูดาน สกัดกั้นการใช้อินเตอร์เน็ต ทำให้เขาขาดการติดต่อสื่อสารกับทุกคนไปหลายวัน และทำให้คนที่ติดตามเริ่มกังวล

ยังดีที่สุดท้ายเขาพบร้านอินเตอร์เน็ตที่ออนไลน์ได้ในราคา 30 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง จึงได้เห็นข้อความ ความห่วงใยที่ส่งมาอย่างมากมายมหาศาล

เช่นกับการที่เขาเองก็ได้ฝึกฝนตัวเองในเรื่องของความอดทนที่เขาเคยคิดว่าเป็นจุดอ่อนในชีวิต

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะอดทนถึงขีดสุด เพราะเจ็บปวดกับความจริงที่ได้พบว่า ทวีปแอฟริกานั้นไม่ได้เป็นมิตรกับชาวแอฟริกัน

ในทางตรงกันข้าม หากเป็นชาวยุโรปหรืออเมริกา ก็จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องของวีซ่าและการเข้าประเทศ

บางครั้งเขาต้องรอคอยหลายวันเพื่อจะได้วีซ่าเข้าประเทศ

บางครั้งก็ต้องจ่ายค่าทำวีซ่าที่แพงกว่า ประเทศในยุโรป

บางครั้งก็ต้องเจอรีดไถ หรือโดนไถกันหน้าด้านๆ จากคนที่พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแบบหวังผล ตอบแทน

แต่มันก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เช่น มิตรภาพ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง จากคนที่ติดตาม #CapeToCairo ที่ชวนนั่งดวดเบียร์และได้รับเสื้อเป็นที่ระลึก รวมถึงอาหารริมทางมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปอย่าง เนื้อ และข้าวโพด ในแซมเบีย

หรือเรื่องที่เขาได้รู้ได้เห็นความเป็นไปในทวีป เช่น ทางตอนกลางของแทนซาเนีย ที่เด็กๆ ในวัยที่ควรจะไปโรงเรียน กลับมาขายสินค้าจากฟาร์ม, องุ่น, น้ำผึ้ง หรือปลา ที่สะท้อนว่าว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องสำคัญของ แอฟริกา

การ “เทร็ก” (ในความหมายของของเดินทาง ทั้งเดินเท้า ทั้งขึ้นรถบัส หรือโบกรถชาวบ้าน) ที่เริ่มเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ใช้เวลามากกว่าที่คาด โดยใช้เวลาถึง 44 วันกว่าที่ อาลูวาห์ จะมาถึงไคโร ซึ่งก็ไม่ทันเกมนัดเปิดสนามที่เขาตั้งใจแล้ว

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเรื่องราวการเดินทางของเขา เป็นหนึ่งในเรื่องที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดของ “แอฟคอน” ครั้งนี้

เขาได้รับการต้อนรับจากประธานสหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา ที่มอบตั๋วนัดชิงชนะเลิศและตั๋วเครื่องบินขากลับบ้านที่ซิมบับเวให้

สำคัญที่สุดคือการที่เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ขอแค่ “กล้าที่จะทำตามความฝัน”

“ถ้าคุณมีความต้องการจะทำอะไรสักอย่างอย่างแรงกล้า ทำมันเลย พยายามจนกว่าจะสำเร็จ มันอาจจะช้า แต่ความช้าไม่ได้แปลว่าเราจะไปต่อไม่ได้ ขอแค่อดทนและเข้มแข็ง เพราะยิ่งได้มายากเท่าไหร่ ชัยชนะมัน ก็ยิ่งหอมหวานมากขึ้นเท่านั้น”

แด่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ แด่ความรักต่อเกมฟุตบอล