คำสัญญาที่ได้รับการเติมเต็ม

2 June 2019
4,207 VIEWS

1.

​“พ่อ”

​เสียงของเจ้าหนุ่มน้อยดังขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่บทเพลงประจำการแข่งขัน ยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก ดังขึ้น

​บทเพลงนั้นต้อนรับ 2 ยอดทีมจากอิตาลี ในยุคสมัยที่สโมสรจากแดนรองเท้าบูทยังเป็นเต้ยในโลกลูกหนัง

​ทีมหนึ่งคือ ยูเวนตุส ที่มีนักเตะอย่าง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, จานลุยจิ บุฟฟอน, ลิลิยอง ตูราม, ดาวิด เทรเซเกต์ และมีนายใหญ่อย่าง มาร์เซโล ลิปปี กุมบังเหียน

​อีกหนึ่งทีมคือ เอซี มิลาน มหาอำนาจยุค 90 ที่กำลังทวงคืนวันเวลาที่ยิ่งใหญ่ พวกเขามีนักเตะอย่างเปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร เนสตา, รุย คอสตา, ฟิลิปโป อินซากี และหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดของยุคสมัยอย่าง อังเดร เชฟเชนโก

​แม้กระทั่ง ริวัลโด ยังเป็นได้แค่ตัวสำรองบนม้านั่งในทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ

​เกมนี้จัดขึ้นที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด สังเวียนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่ก่อนหน้านั้น 4 ปีได้สร้างตำนานที่ยิ่งใหญ่ด้วยการคว้า 3 แชมป์ใหญ่ในฤดูกาลเดียวได้สำเร็จ โดยมีผู้ชมเข้ามาเต็มความจุสนามถึง 62,315 คน

​2 ใน 6 หมื่นกว่าคนนั้นคือพ่อลูกที่เดินทางมาจากแถบนอร์ธอีสต์ พวกเขามาจากซันเดอร์แลนด์ เมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อะไรในเกมลูกหนัง แม้ว่าความคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังของคนแถบแวร์ไซด์จะไม่ได้เป็นสองรองใครก็ตาม

​เจ้าหนูหันมาบอกกับพ่อของเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

​“วันนึงผมจะลงเล่นในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก แบบนี้”

​สำหรับเด็กอายุ 10 ขวบคนหนึ่งที่เพิ่งจะเข้าในระบบอคาเดมีของซันเดอร์แลนด์ได้เพียงแค่ 2 ปี การพูดแบบนี้เป็นเรื่องง่ายที่จะบอกว่ามันเป็นการพูดที่เพ้อฝัน ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรจะใส่ใจอะไรให้มากเกินไปนัก

​ไม่มีใครบอกได้ว่าความรู้สึกนึกคิดของคนเป็นพ่อในวันนั้นว่าเขารู้สึกอะไรอยู่และคิดอะไรอยู่

​แต่ในแววตาของหนุ่มน้อย มันมีประกายบางอย่างซุกซ่อนอยู่

2.

​มาดริดกลายเป็นสีแดง

​แสงแดดที่แผดเผานั้นรุ่มร้อนอยู่แล้ว มันยิ่งกลับทวีความร้อนแรงมากขึ้นไปอีกจากความคึกคักของกองเชียร์จากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมายังเมืองหลวงของสเปน

​สีแดงถูกปูเต็มรอบปลาซา มายอร์ ที่แน่นไปถึงทั่วถนนรอบข้างเช่นกันกับที่น้ำพุซิเบเลส จุดเดียวกับที่ เรอัล มาดริด ได้ขึ้นรถแห่ฉลองแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปในชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล ที่กรุงเคียฟ

​วันนี้ 1 ปีเศษผ่านมา เดอะ ค็อป จากเมืองลิเวอร์พูล ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลถึง 2,000 ไมล์เพื่อไปที่กรุงเคียฟ เช่นกันกับเหล่าค็อปชนทั่วโลกที่สามารถเดินทางมาถึงมาดริดได้อย่างง่ายดายขึ้น แม้ว่าจะต้องแลกกับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลก็ตาม

​บ้างบางรายที่อยากประหยัดเงินทอง ก็เลือกวิธีการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกและสร้างสรรค์

​นั่งเรือต่อรถไฟบ้าง นั่งรถไฟต่อเรือต่อรถบัสบ้าง ไปจนถึงซื้อรถกระป๋องมาขับ แม้ว่าสุดท้ายมันจะพังกลางทางจนต้องหาทางผจญภัยต่อก็ตาม

​ความสะดวกสบายที่มากกว่าทำให้เรื่องราวการเดินทางเพื่อไปให้ถึงนัดชิงชนะเลิศนั้นอาจไม่สนุกเท่ากับเรื่องราวของเหล่าค็อปชนที่เดินทางเหมือนการผจญภัยไปสู่อตาเติร์ก สเตเดียม สังเวียนของเกมนัดชิงชนะเลิศเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

​แต่หัวใจและน้ำใจของคนที่ตัดสินใจเดินทางมานั้นเท่าเทียมกัน

​พวกเขาไม่ได้มาเพียงเพื่ออยากจะสนุก

​พวกเขามาเพื่อส่งกำลังใจ ตามวิถีทางของแต่ละคน คนละเล็กคนละน้อย

​ใครมีบัตรเข้าไปชมการแข่งขัน พวกเขามีหน้าที่ที่จะส่งพลังให้ถึงเหล่านักรบในชุดแดงเพลิงให้ได้ ทำเผื่อคนที่ไม่ได้เข้าไปในสนาม

​ใครไม่มีบัตรเข้าชมการแข่งขัน พวกเขาต้องการแสดงพลังให้เห็นว่าจำนวนบัตรที่ยูเอฟาจัดไว้ให้เพียงไม่ถึง 2 หมื่นคนนั้นเป็นการดูถูกน้ำใจของแฟนบอลลิเวอร์พูลมากเกินไป

​บทเพลงดังกระหึ่มไปทั้งมาดริด ทุกเพลงฮิตในหมู่ค็อปชนถูกนำมาเล่นบนเวทีให้กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน

​บทเพลงเชียร์ดังขึ้นทุกมุมถนน

​ทั้งวัน ทั้งคืน ไม่มีหยุด

3.

​บรรยากาศในห้องนั้นเงียบสงบ

​แต่ทุกคนรู้ดีว่าในความสงบนั้นมีมวลพลังงานมหาศาลที่พร้อมถูกระเบิดออกมา

​เจ้าของมวลพลังงานนั้นคือ เจอร์เกน คล็อปป์

​แม้จะไม่มีทีท่าว่าเขาจะระเบิดถ้อยคำที่รุนแรงให้สมกับความไม่พอใจที่สะสมมาเป็นเวลานาน นานจนไม่สามารถจะเก็บความรู้สึกนั้นได้อีกแล้ว แต่ใต้บรรยากาศแบบนั้นมันน่ากลัวยิ่งกว่าการเห็นคนเป็นเจ้านายโมโหเสียอีก

​ลิเวอร์พูล กำลังจะลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมแชมเปียนส์ ลีก ด้วยการไปเยือน บาเยิร์น มิวนิค หลังจากที่ 90 นาทีแรกที่แอนฟิลด์จบลงด้วยการเสมอกัน 0-0

​ในความรู้สึกและในสายตา คล็อปป์มองว่าทีมของเขาแสดงให้เห็นถึงบางสิ่งที่ขาดหาย

​มันเหมือนกับในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี บุกมาเยือนแอนฟิลด์และเล่นเกมรับที่พวกเขาไม่ถนัดจนสามารถบุกมาเก็บผลเสมอไปได้โดยที่เกือบจะชนะด้วยหาก ริยาด มาห์เรซ ไม่ได้ยิงจุดโทษข้ามคานไปในช่วงท้ายเกม

​นอกจากนี้ ลิเวอร์พูล ยังดูสูญเสียความมั่นใจและแนวทางของตัวเอง ผลเสมอ 4 จาก 6 นัดในช่วงนั้นทำให้พวกเขาสูญเสียสถานะผู้นำในพรีเมียร์ลีก

​มันทำให้คล็อปป์ ตัดสินใจที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง

​และการทำอะไรสักอย่างนั้น คือการพูดด้วยถ้อยคำสั้นๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่ง

​“ผมไม่คิดว่าพวกคุณจะรู้ว่าพวกคุณมีดีแค่ไหน” คล็อปป์กล่าว

​“ซิตี้คิดว่าพวกคุณคือทีมที่ยอดเยี่ยม บาเยิร์นคิดว่าพวกคุณคือทีมที่ยอดเยี่ยม มีแค่ทีมเดียวเท่านั้นในโลกฟุตบอลที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็คือพวกคุณเอง”

​วันนั้น ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาเยิร์น ได้ด้วยสกอร์ 3-1 ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดนัดหนึ่งของสโมสร

​เป็นหนึ่งในวันที่คล็อปป์มีความสุขมากที่สุด

4.

​โม ซาลาห์ วางบอลลงตรงจุดโทษ เบื้องหน้าของเขาคือ ฮูโก ญอริส นายทวารชาวฝรั่งเศสที่มีดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลก และเป็นคนเดียวกับทำพลาดในเกมที่ ลิเวอร์พูล พบกับ สเปอร์ส ที่แอนฟิลด์เมื่อวันสุดท้ายของเดือนมีนาคม

​มันเป็นโอกาสในการแก้ตัวที่มาแบบไม่คาดคิดสำหรับคนที่ผิดหวังและเจ็บช้ำที่สุดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว

​370 วันที่แล้ว ซาลาห์ อยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดในชีวิต ดีจนเข้าขั้นมหัศจรรย์ ดีจนทำให้ทุกคนเชื่อว่าขอแค่มีเขาอยู่ในสนาม ลิเวอร์พูล ก็พร้อมที่จะเอาชนะได้ทุกทีม

​แต่ความเชื่อนั้นใช้ไม่ได้กับทุกคนและทุกทีม โดยเฉพาะกับเรอัล มาดริด

​ถึงจะเป็นเรื่องยากจะชี้ชัดว่า เซร์คิโอ รามอส มีเจตนาที่จะ “ทำร้าย” และ “ทำลาย” ซาลาห์ หรือไม่ในการปะทะกันที่จบลงด้วยการบาดเจ็บรุนแรงที่ไหล่ของสตาร์ชาวอียิปต์ที่ไม่จำเป็นเลย

​อาการบาดเจ็บที่ไม่ควรเกิด ทำลายซาลาห์อย่างร้ายกาจที่สุด เช่นเดียวกับส่งผลให้ลิเวอร์พูลหมดหวังที่จะเป็นผู้ชนะในการดวลวันนั้น

​ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซาลาห์ ไม่เคยกลับมาอยู่ในช่วงเวลาต้องมนต์เช่นนั้นอีก เขาอาจจะพยายามแล้วแต่มันไม่ได้ผลดีสักเท่าไหร่ บ่อยครั้งที่อย่าว่าแต่แฟนบอลที่เอือมระอา เพื่อนร่วมทีมเองก็โวยในความตั้งใจที่กลายเป็นความเห็นแก่ตัวของเขาที่อยากจะทำในสิ่งที่เขาเคยทำได้เมื่อ 1 ปีก่อน

​ในช่วงแรกมีการพูดว่าอาการบาดเจ็บของเขานั้นยังรังควาญอยู่

​แต่ดูเหมือนว่าลึกๆ แล้ว เงามืดจากฝันร้ายที่เคียฟมากกว่าที่คอยหลอกหลอนเขา

​ก่อนลงสนาม ซาลาห์ ปฏิญาณกับตัวเอง เขามองดูรูปภาพตัวเขาเองที่เจ็บปวดจนไม่อาจกลั้นน้ำตาได้บนพื้นสนามโอลิมปิก สเตเดียม ในกรุงเคียฟ

​เขาจะไม่มีวันยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

​จากโชคร้ายเมื่อ 1 ปีก่อน กลายเป็นโชคดีเหลือเชื่อเมื่อ มุสซา ซิสโซโก เสียท่าถูก ซาดิโอ มาเน เปิดบอลติดตัวและลูกถูกแขนจนกลายเป็นการทำแฮนด์บอล

​ผู้ตัดสิน ดาเมียร์ สโคมินา ไม่ลังเลที่จะให้เป็นจุดโทษทันทีแม้ว่าเกมจะเพิ่งเริ่มได้ไม่ครบนาที

​ซาลาห์ รู้แค่ว่าครั้งนี้เขาต้องไม่พลาดอีก

​ลูกยิงนั้นไม่ได้เข้ามุมมากนัก เช่นกับน้ำหนักที่ไม่ได้ถูกอัดแน่นจนระเบิดด้วยความแค้นที่สะสมมาเป็นเวลาหนึ่งปี

​แต่มันดีพอที่จะผ่านมือของญอริส และเข้าไปสู่ก้นตาข่ายได้

​รอยยิ้มบนใบหน้า โม กลับมาอีกครั้ง เช่นกันกับความสดใสในแววตา แม้ว่าหลังจากนั้นจะเป็นวันที่เขาเล่นไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม

5.

​ในโรงพยาบาลในนิวซีแลนด์มีห้องพักคนไข้เล็กๆ อยู่ห้องหนึ่ง

​ในห้องนั้นมีเก้าอี้ 2 ตัวและโทรทัศน์จอแอลอีดีเครื่องหนึ่ง

​หนึ่งในเจ้าของเก้าอี้ตัวนั้นคือ เดฟ อีแวนส์ ชาวเมืองโคเวนทรี ที่เพิ่งจะย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่นิวซีแลนด์ได้เพียงแค่ไม่กี่เดือน และเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาเมื่อถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ท่อน้ำดี ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถผ่าตัดรักษาได้

​ทางเดียวที่จะประคับประคองได้คือการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งโหดร้ายไม่ต่างอะไรจากการตายทั้งเป็น

​โรคร้ายทำให้เขาไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้ด้วยการเดินทางมาดูนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก ที่มาดริด เงินทองจำนวน 10,000 ปอนด์ที่เขาตั้งใจจะใช้เพื่อการเดินทางตามหาความฝัน ถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเพื่อใช้ในการเตรียมตัวเดินทางไปสู่ความตายแทน

​เพราะเรื่องที่โหดร้ายกว่านั้นคือการที่ เดฟ พบว่าเขาไม่ได้เพิ่งป่วย หากแต่มะเร็งนั้นเป็นระยะสั้นท้ายแล้ว และเขาเหลือเวลาไม่มากนัก

​ตามความเห็นของแพทย์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เดฟ น่าจะเหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกเพียงแค่ 2 สัปดาห์เท่านั้น

​แต่หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ไม่สมหวังกับแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 29 ปี และการรอคอยนั้นยังต้องดำเนินต่อไป แชมเปียนส์ ลีก ที่มาดริด คือรางวัลปลอบใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะมีบนโลกใบนี้

​สำหรับ เดฟ มันคุ้มค่ามากพอที่เขาจะต่อสู้กับทุกราตรีเพื่อให้ตื่นมาในวันรุ่งขึ้น

​ให้ได้อยู่ดูนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ของทีมที่เขารักที่สุดอีกสักครั้ง

​เรื่องราวหัวใจนักสู้ของเขาถูกเผยแพร่ออกมา และกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวการต่อสู้ที่น่าประทับใจมากที่สุดและเศร้าที่สุดในเวลาเดียวกัน

​ข้อความอวยพรถูกส่งมาจากทุกมุมโลก รวมถึงคนสำคัญของลิเวอร์พูลอย่าง เอียน รัช, ร็อบบี ฟาวเลอร์, สตีเวน เจอร์ราร์ด และเจอร์เกน คล็อปป์

​ข้อความสั้นๆ เหล่านั้นเมื่อรวมกันมันถูกแปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจที่มหาศาล

​และมันกลายเป็นความมหัศจรรย์เมื่อ เดฟ ยังมีแรงพอที่จะนั่งดูเกมนัดชิงในห้องพักของเขา

​วินาทีที่ ดิวอค โอริกิ จับแต่งบอลก่อนจะซัดด้วยซ้ายเสียบเสา เดฟชูมือขึ้นด้วยความสะใจ เสียงดีใจของเขาอาจจะแผ่วเบา แต่นั่นสุดเท่าที่แรงเขาจะมีแล้ว

​จากนี้ไม่ว่าเวลาจะเหลือแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรให้เสียใจแล้ว

6.

​ความจริงแล้วเขาได้รับเชิญให้มาที่สนามด้วย

​แต่ ลอริส คาเรียส ตัดสินใจที่จะไม่มาตามคำเชิญ เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครมาสนใจในตัวเขาและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อปีที่แล้วอีก

​สิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้คือการส่งข้อความอวยพรถึงทุกคน

​ด้วยหวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นอีก

​ความจริงอีกด้านคือ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นักเตะลิเวอร์พูลทุกคนแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

​การไล่บอลในแดนหน้า การวิ่งบ้าในแดนกลาง และการไล่กัดไม่ปล่อยในแดนหลัง ทำให้สเปอร์สไม่สามารถที่จะทำเกมในแบบที่พวกเขาถนัดได้ แม้จะพยายามงัดทุกตำรามาเล่นงานแนวรับของลิเวอร์พูลเพื่อทวงประตูคืนแล้วก็ตาม

​พวกเขาไม่ได้สู้เพียงเพื่อตัวเอง แต่ยังสู้เพื่อเพื่อนร่วมทีม สู้เพื่อผู้จัดการทีม สู้เพื่อผู้บริหาร และสู้เพื่อแฟนบอลด้วย

​แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ คาเรียส ที่ถึงวันนี้จะไม่ได้อยู่ที่สนามแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิก เป็นครอบครัวเดียวกันเสมอ

​บทเรียนจากความผิดพลาดมหันต์ของ คาเรียส ยิ่งทำให้ อลิสซัน ตั้งใจกับการเล่นเป็นพิเศษในเกมนี้ ซึ่งเป็นอีกเกมที่เขาแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้ลูกยิงของสเปอร์สผ่านเขาไปได้แม้แต่ลูกเดียว

​เหมือนกับในวันที่เขาไม่ยอมให้นักเตะบาร์เซโลนา ยิงผ่านเขาไปได้ในเกมที่แอนฟิลด์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

​และเขาทำได้สำเร็จ

​ลิเวอร์พูลทำได้สำเร็จ

​ถึงแม้จะไม่ใช่เกมนัดชิงชนะเลิศที่สนุกตื่นเต้น หรือมีอะไรให้น่าจดจำ แน่นอนว่าห่างไกลจากเกมระดับตำนานอย่างวันแห่งปาฏิหาริย์ที่อิสตันบูล ฟอร์มการเล่นของนักเตะในชุดแดงเพลิงก็ไม่ได้น่าประทับใจอะไรมากมายนัก

​แต่พวกเขาทำได้ดีพอที่จะเป็นแชมป์

​แชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของสโมสร แชมป์ยุโรปสมัยแรกในรอบ 14 ปี

​แชมป์ที่เกิดจากการต่อสู้ที่เข้มแข็งของทุกคน แชมป์ที่เป็นรางวัลของความพยายามหลังจากที่ต่อสู้อย่างหนักมาตลอด 9 เดือนในฤดูกาลที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสโมสรหากไม่นับเรื่องของความสำเร็จ

​แชมป์ที่ปลดเปลื้องหลายคนจากพันธนาการ ไม่ว่าจะเป็นตัวของคล็อปป์ ชายผู้ถูกสาปให้ผิดหวังมาถึง 6 ครั้งติดต่อกัน หรือลูกทีมทุกคนที่ตกอยู่ในสภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากความผิดหวังที่พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก

​บรรยากาศของการเฉลิมฉลองหลังจบเกมอาจไม่เหลือเชื่อเหมือนที่อิสตันบูล หรือแม้แต่ในเกมสยบบาร์ซาที่แอนฟิลด์ เพราะตลอดทั้งเกมลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหนือกว่า แกร่งกว่า และเก๋ากว่า โดยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะเพลี่ยงพล้ำอะไรมากมายนัก

​แต่ภาพของการแห่คล็อปป์จากลูกทีมทุกคนเป็นภาพที่น่ารัก

​ภาพที่ อลิสซัน วีดีโอคอลหาภรรยาและลูกสาวที่รออยู่ที่บ้าน

​ภาพของเทรนต์ อาร์โนลด์ และโม ซาลาห์ ที่ผู้สื่อข่าวบอกให้รีบไปฉลองกับเพื่อนก่อนค่อยกลับมาให้สัมภาษณ์

​บทเพลง You’ll Never Walk Alone ที่ดังกระหึ่ม

​ทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเหล่าค็อปชนไม่ต่างจากความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ในวันวาน

​เช่นกันกับการสวมกอดของชาย 2 คน

​คนหนึ่งคือผู้จัดการทีมที่เคยให้คำมั่นว่าลิเวอร์พูลจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งภายใน 4 ปีนับจากที่เขารับตำแหน่งในเดือน ต.ค. ปี2014

​อีกหนึ่งคนคือกัปตันทีมที่เคยบอกกับพ่อของเขาไว้ว่าวันหนึ่งเขาจะลงเล่นในเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก

​วันนี้คือวันที่สัญญาได้รับการเติมเต็ม