เจาะปัญหาลิเวอร์พูล: ซาล่าห์/คล็อปป์/แผงมิดฟิลด์?

หลังจากที่พลิกสถานการณ์ขึ้นแซงเป็นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกเมื่อ 15 ธ.ค.ปีกลาย “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สามารถรักษาสถานะผู้นำเอาไว้ได้เป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือนด้วยกัน โดยมีบางช่วงที่เคยนำห่างถึง 7 คะแนน และมีโอกาสที่จะหนีห่างเป็น 10 คะแนนด้วยซ้ำ

​แต่ในเวลานี้ทุกอย่างพลิกผันเมื่อทีมของเยอร์เก้น คล็อปป์ โยนความได้เปรียบทุกอย่างทิ้งไปหมด จากที่เคยนำห่าง (และทำให้เดอะค็อปทั่วโลกฝันไกลถึงการแห่ฉลองแชมป์ บางคนซื้อตั๋วนัดสุดท้ายในบ้านเกมกับวูล์ฟส ในราคาเหยียบแสน!) ตอนนี้พวกเขากลับมาเป็นฝ่ายตามหลัง และล่าสุดแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หนีห่างออกไปเป็น 4 คะแนนหลังได้โอกาสลงสนามก่อน

​สาเหตุนั้นเกิดจากการที่ลิเวอร์พูล พลาดเสมอในหลายเกมโดยนับตั้งแต่เข้าปีใหม่เป็นต้นมาพวกเขาเริ่มประสบปัญหาฟอร์มการเล่นที่ติดขัด โดย 9 นัดนับตั้งแต่เข้าปี 2019 เป็นต้นมาสามารถเก็บชัยชนะได้เพียงแต่ 4 นัดเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นการเสมอ 4 นัดและแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมสำคัญอีก 1 นัด

​9 นัด 27 คะแนน ลิเวอร์พูล เก็บได้เพียงแค่ 16 คะแนนเท่านั้น ทิ้งแต้มไปถึง 11 คะแนน

​คำถามที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเดอะ ค็อป ที่น่ากังวลคือแท้จริงแล้วพวกเขามีปัญหาจุดไหน?

​แนวรุก แดนกลาง หรือมันเป็นปัญหาหัวใจของนายใหญ่อย่าง เยอร์เก้น คล็อปป์?

​SPORTDesk. ขอชวนมาร่วมวิเคราะห์ไปพร้อมกัน

ซาล่าห์เลิกล่า (ประตู)

​อาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อยสำหรับนักเตะที่ยังอยู่ในกลุ่มนำของตารางอันดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก หลังยิงไป 17 ประตูในฤดูกาลนี้ แต่โม ซาล่าห์ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ว่าฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำลงของเขาในช่วงหลังมีส่วนสำคัญอย่างมากในการที่ทำให้ลิเวอร์พูล ไม่สามารถที่จะผลิตสกอร์ได้มากมายเหมือนอย่างที่เคยทำได้

​การพลาด 2 โอกาสทองเยาวราชในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ กับเอฟเวอร์ตัน ทำให้ลิเวอร์พูล ทำได้แค่เสมอและเป็นครั้งแรกที่พวกเขาปล่อยโอกาสในการคว้าแชมป์ให้ไปอยู่ในมือของซิตี้

​หากดูภาพรวมผลงานของซาล่าห์ ในช่วงนี้ก็ยิ่งอาการหนักเมื่อทำได้แค่ 1 ประตูจาก 6 นัดหลังสุดเท่านั้น

​ถ้ามาวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก ในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและวัตฟอร์ด ซาล่าห์ มีค่าเฉลี่ย xG (Expected Goals) แค่เพียง 0.14 และ 0.17 เท่านั้น ซึ่งหมายถึงว่าเขามีโอกาสที่จะได้ประตูน้อยมาก

​ในเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขายิงไม่เข้ากรอบแม้แต่ครั้งเดียวขณะที่ในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ค่า xG เพิ่มขึ้นเป็น 0.58 จากการหาตำแหน่งได้ดี 2-3 ครั้ง แต่ก็ยังยิ่งไม่ผ่านจอร์แดน พิคฟอร์ด

​โอกาสในการยิงประตูของเขาก็ลดลงอย่างมาก ค่าเฉลี่ยในการทำประตูในฤดูกาลนี้ลดลงจากฤดูกาลที่แล้วที่จะมีประตูทุก 90 นาที (ทุก 1 เกม) เป็น 145 นาที โอกาสยิงปะรตูเฉลี่ยลดลงจาก 4.4 มาเป็น 3.4 

​นักวิเคราะห์มองว่าฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำของซาล่าห์ เกิดจากเรื่องของการได้โอกาสในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมนัก ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็ดูเล่นอย่างกดดัน ดูตั้งใจอย่างมากที่จะ “ทำให้ได้” ทำให้หลายจังหวะดื้อ หลายจังหวะคิดน้อย และเล่นไม่ละเอียด

​หลายลูกที่เคยทำได้ในฤดูกาลที่แล้วแบบสบายๆก็กลายเป็นทำไม่ได้ แค่ยิงให้เข้าข้อหรือปั่นให้เข้ามุมยังไม่มีเลย

​นอกจากนั้นคู่แข่งเองก็เดาทางได้ถูกต้อง มีการวางหมากในการรับมือมาเป็นอย่างดี ซึ่งซาล่าห์ ไม่ได้ปรับสไตล์ของตัวเองมากนัก ทำให้ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เหมือนเคย

​ทั้งหมดทั้งมวลเมื่อรวมกันทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาแย่ที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูล และเรื่องนี้สำคัญมากต่อโอกาสในการลุ้นแชมป์ของหงส์แดง เพราะจะหวังบ็อบบี้ เฟียร์มิโน่ หรือซาดิโอ มาเน่ตอนนี้ก็ช่วยไม่ไหวเช่นกัน

​ยกเว้นเสียแต่ว่าทั้ง 3 ประสานจะแบ่งเบาภาระกันไป บางทีทุกอย่างอาจจะดีขึ้น

ส่วนผสมกลางกลางที่ไม่ลงตัว

​นอกจากแดนหน้าแล้ว ปัญหาคาอกของเดอะ ค็อป จำนวนมากคือเรื่องของแดนกลางที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบอกไม่ถูก

​ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภายในทีมลิเวอร์พูล คล็อปป์ มีกองกลางที่เล่นด้วยสไตล์แข็งแรง ดุดัน วิ่งสู้ฟัดจำนวนมาก ตั้งแต่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จินี่ ไวจ์นาลดุม, ฟาบินโญ่ หรือแม้แต่เจมส์ มิลเนอร์ ก็อยู่ในข่ายนี้ด้วยเช่นกัน

​แต่ในกลุ่มนักเตะที่สร้างสรรค์เกม พวกเขามีตัวเลือกน้อยมาก เอาตามธรรมชาติมี นาบี เกอิต้า และอดัม ลัลลานา ขณะที่ เชร์ดาน ชาคิรี่ ก็ไม่ใช่นักเตะที่จะเล่นในระบบกองกลาง 3 ตัวได้อย่างเนียนตา เพราะระบบที่เหมาะกับเขาที่สุดคือ 4-2-3-1

​ปัญหาคือในช่วงหลังลิเวอร์พูล มีปัญหาในการขาดแคลนไอเดียทำเกมจากตรงกลางสนาม และทำให้เกิดการวิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะในเกมที่คล็อปป์ เลือกกองกลางที่เป็นสไตล์ใกล้กันหมดเช่น เฮนเดอร์สัน, จินี่ และฟาบินโญ่ หรือเฮนเดอร์สัน,​จินี่ และมิลเนอร์ ลงสนามพร้อมกัน เกมนั้นแผงกองหน้าจะแทบไม่ได้รับการสนับสนุนเลย

​ส่วน เกอิต้า หลังเล่นได้ดีในเกมกับบอร์นมัธ ก็แทบไม่ได้โอกาสอีกอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งคล็อปป์ พยายามชี้แจงว่าเป็นเรื่องของแท็คติกส์และจังหวะเพราะเกอิต้า ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนเล็กน้อย แต่ในการตัดสินใจเปลี่ยนตัว ลัลลานา ลงสนามในเกมกับเอฟเวอร์ตัน มากกว่าจะส่งเกอิต้า หรือชาคิรี่ ลงมาไม่มีคำอธิบายจากนายใหญ่ชาวเยอรมันแต่อย่างใด

​ทั้งๆที่หากมอง 2 เกมที่ลิเวอร์พูล ชนะในช่วง 5 นัดหลังสุด คือเกมต้อนบอร์นมัธ 3-0 และเกมที่ถล่มวัตฟอร์ด 5-0 ที่แอนฟิลด์ทั้งคู่ ในแดนกลางของพวกเขาจะมีกองกลางที่มีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรับและรุก

​ในเกมกับบอร์นมัธ กองกลางเป็น ฟาบินโญ่, จินี่ และเกอิต้า

​ส่วนในเกมกับวัตฟอร์ด เป็นฟาบินโญ่, จินี่ และมิลเนอร์

​หากสังเกตจะพบว่า 2 ตัวหลักใน 2 เกมนั้นคือฟาบินโญ่ และจินี่ ที่เป็น base ให้ทีมได้ดี และเติมด้วยกองกลางที่สามารถทำเกมรุก หรือสร้างสรรค์เกมได้อีก 1 คน แต่หากเกมไหนที่คล็อปป์ เลือกความปลอดภัยด้วยการใส่กัปตันเฮนเดอร์สันลงมา ถึงเกมจะแน่นแต่จะขาดความลงตัวทันที

​ระหว่าง ฟาบินโญ่ กับ เฮนเดอร์สัน จึงเป็น grey area ที่คล็อปป์​ยังตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาดพอ ว่าจะเลือกใครลงสนาม หรือหากจะส่งลงทั้งคู่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองคนซึ่งพิสูจน์ให้เห็นมาหลายนัดคือระบบกองกลางคู่ double pivot 4-2-3-1

​ไม่ใช่การให้ฟาบินโญ่ เล่น No6 และเฮนเดอร์สัน เล่น No8 แต่อย่างใด เพราะถึงจะ “เล่นได้” แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “เล่นดี”

คล็อปป์กับปัญหาหัวใจ

​มาถึงจุดสุดท้ายที่มีการวิพากษ์อย่างมากในหมู่เดอะ ค็อป คือตัวของ เยอร์เก้น นอร์เบิร์ต คล็อปป์ กุนซือที่รักของพวกเขาที่ดูมีปัญหาทางการตัดสินใจ

​ไม่เพียงแค่เรื่องของการจัดทีมโดยเฉพาะกองกลางที่ชวนให้เลิ่กคิ้วขึ้น การแก้เกมของคล็อปป์ ในหลายครั้งก็ดูจะขัดใจไปหมด (โดยเฉพาะในเวลาที่ผลงานหนืดแบบนี้)

​ในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ที่ลิเวอร์พูล ครองเกมได้มากกว่าแต่ไม่สามารถหาโอกาสทำประตูได้ คล็อปป์ ทำให้แฟนบอลกุมขมับเมื่อส่งอดัม ลัลลานา กองกลางตัวรุกที่ฟอร์มออกทะเลหาทางกลับไม่ได้ลงสนามมาแทน ซาดิโอ มาเน่

​คำถามที่แฟนบอลคาใจคือทำไมต้องเป็นลัลลานา ทำไมถึงไม่ใช่เกอิต้า หรือไม่ส่ง เชร์ดาน ชาคิรี่ หรือ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์​ลงสนามมาแทนหากต้องการประตูจริง?

​ถึงแม้นายใหญ่ชาวเยอรมันจะยืนกรานว่าการตัดสินใจนั้นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะมันไม่ใช่เกม Playstation ที่หากทีมตีบตันก็แค่ส่งตัวรุกยัดๆลงมาแล้วจะได้ประตู แต่ผลลัพธ์ของการตัดสินใจของเขามันชัดเจนว่าล้มเหลว

​และไม่ใช่แค่ครั้งแรก ในเกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะชนะได้เพราะคู่แข่งตลอดกาลมีปัญหาตัวผู้เล่นบาดเจ็บ เรียกว่าแทบจะลงสนาม 10 คนครึ่งเพราะ มาร์คัส แรชฟอร์ดเจ็บและฝืนเล่นตั้งแต่ต้นเกม แต่คล็อปป์ ไม่ได้มีการสั่งหรือปรับเกมให้ลูกทีมโถมบุกให้อยู่หมัด

​คำพูดในบทสัมภาษณ์หลังเกมหลายครั้งหลังก็ดูแปลก เช่น การโทษ “ลม” ว่ามีส่วนในการทำให้ทีมทำได้แค่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน และอีกหลายครั้งที่ฟังแล้วรู้สึกแปลกเหมือนไม่ใช่คล็อปป์คนเดิม

​แต่ก็มีเสียงปกป้องจากตำนานอย่าง จอห์น บาร์นส ที่บอกว่าถึงทีมจะดูมีปัญหาแต่เพราะ คล็อปป์ นี่แหละที่ทำให้ลิเวอร์พูล ตามหลังจ่าฝูงอยู่แค่ 1 คะแนน ซึ่งดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว (18 คะแนนในฤดูกาลที่แล้ว) ดังนั้นสิ่งที่เดอะ ค็อป ควรทำไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่เป็นการตั้งสติก่อน

​บาร์นส มองว่าที่ลิเวอร์พูล รุกแย่ลงเป็นเพราะเกมรับดีขึ้น แตกต่างจากปีที่แล้วที่บุกแหลกแต่รับรั่ว ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น และสิ่งสำคัญคือ “ความสมดุล” และเป็นงานของคล็อปป์ ที่เขากำลังทำอยู่

​อย่างไรก็ดีเกมคืนนี้กับเบิร์นลีย์ จะเป็นเกมที่เราจะได้เห็นว่าคล็อปป์ จะสามารถนำทีมกลับมาในเส้นทางได้อีกครั้งหรือไม่

​เหมือนที่เขาเคยพูดไว้ว่าจะเปลี่ยนจาก Doubters ให้เป็นBelievers 

​วันนี้คือโอกาสที่จะพิสูจน์แล้ว


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Feature

‘ซาลาห์’ ยารักษาหัวใจคนอียิปต์

ลูกแม่กิ่ง

ในร้านคาเฟ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยที่ตั้งอยู่ในฟาร์มเล็กๆแห่งหนึ่งในนา กริก ซึ่งอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ พลันนั้นเสียงเชียร์กระหึ่มก็ได้ดังขึ้นหลังจากที่นักเตะในชุดสีแดงทำประตูที่ 26 ในพรีเมียร์ลีกได้ในการพบกับ นิวคาสเซิล

Thought

“ขอบคุณ” โอกาส

ไข่มุกดำ

ลิเวอร์พูล ไม่ต้องคิดอะไรมาก หรือทำเรื่องให้ซับซ้อนครับ แค่คิดว่า “ขอบคุณ โอกาส 3 แต้มมาแล้ว” และเล่นให้ดีที่สุดแบบนัดต่อนัด

Story

NIKE vs ADIDAS : การรบบนสนามหญ้าของสิ่งที่เรียกว่า “แบรนด์”

Mr.BOSTON

ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายแล้ว เราเห็นการต่อสู้ ฟาดฟันในสนามหญ้าของเหล่านักเตะแนวหน้าจากทั่วโลก เพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่งกันทุก ๆ สี่ปี แต่นั่นคือ การชิงชัยกันที่เรามองเห็น และมีถ้วยรางวัลเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ