ระหว่าง ‘อบราโมวิช’ และ ‘แลมพาร์ด’

สิ่งที่เกิดขึ้นใน สแตมฟอร์ด บริดจ์ เวลานี้ ไม่ใช่สถานการณ์ที่พวกเขาคุ้นเคยนัก…

​อย่างน้อยตลอดระยะเวลา 16 ปีนับจาก โรมัน อบราโมวิช เข้ามาพลิกโฉมหน้าของสโมสรให้เปลี่ยนไปตลอดกาล ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เชลซี ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด

​พวกเขาถูกยูเอฟาจับล่ามไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนในช่วงของตลาดการซื้อขายผู้เล่นถึง 2 รอบหรือ 1 ปีจากความผิดฐานการซื้อผู้เล่นดาวรุ่ง – ความผิดที่สโมสรใหญ่มักจะพลาด และสำหรับสโมสรที่มีนโยบายในการเฟ้นหาดาวรุ่งฝีเท้าดีจากทั่วโลกก่อนวัยอันควรอย่างเชลซี ต่อให้ระวังแค่ไหนก็พลาดได้

​บทลงโทษส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของสโมสร เพราะนั่นอาจหมายถึงการถูกคู่แข่งทิ้งห่างให้ไกลขึ้นไปอีก

​ร้ายกว่านั้นคือการต้องยอมปล่อย เอเดน อาซาร์ นักเตะหมายเลขหนึ่งออกไปให้เรอัล มาดริด แบบปฏิเสธไม่ได้เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการพูดคุยตกลงกันเมื่อปีกลาย และด้วยเงื่อนไขในสัญญาของสตาร์เบลเยี่ยมที่เหลือระยะเวลาเพียงปีเดียว การรั้งนักเตะที่หมดใจและอาจหมายถึงการไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาสักแดงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับสโมสร

​เมาริซิโอ ซาร์รี ผู้จัดการทีมชาวอิตาลี ก็ตัดสินใจ “ทิ้ง” งานที่เดอะบริดจ์ เพราะแม้สุดท้ายจะนำทีมจบฤดูกาลเป็นอันดับ 3 ได้ไปแชมเปียนส์ ลีก และคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ซึ่งเป็นแชมป์ใหญ่รายการแรกในชีวิตของตัวเองได้ 

สิ่งที่เขาเผชิญตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านจากแฟนๆที่ไม่เชื่อมั่นในแนวทาง ไปจนถึงการแตกหักกับ เคปา อาร์ริซาบาลากา นายทวารดาวรุ่งที่ “หักหน้า” ในเกมนัดชิงลีก คัพ ก็ทำใจให้อยู่ต่อไปได้ยาก เมื่อโคตรทีมระดับยูเวนตุสติดต่อมา ยิ่งเป็นการง่ายที่ซาร์รี จะทิ้งความเจ็บปวดที่นี่ไว้เบื้องหลัง

​เชลซี จึงเหมือนตกอยู่ในความมืดมนอนธการ มองหาอนาคตไม่ค่อยเห็น

​ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างมะรุมมะตุ้ม วิธีที่จะเอาตัวรอดได้ดีที่สุดคือการค่อยๆแก้ปัญหาทีละจุด ซึ่งสิ่งที่พวกเขาทำได้คือการเลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ก่อน

​ความจริงในสถานการณ์นี้บางทีการมองหาคนที่มีประสบการณ์สูงเพื่อประคับประคองสถานการณ์ของทีมก่อนอาจเป็นเรื่องดีกว่า แต่ดูเหมือนว่าเชลซี จะเลือกในทางตรงกันข้าม

​เมื่อพวกเขากำลังจะแต่งตั้งผู้จัดการทีมที่อ่อนประสบการณ์ (และในความจริงตำแหน่งของเขาคือโค้ช) อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด นักเตะระดับตำนานของสโมสรกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ทั้งๆที่กุนซือมือใหม่เพิ่งจะทำงานได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น

​เป็นการตัดสินใจที่ผิดวิสัยทีมอย่างเชลซีอย่างยิ่ง

​และหากรู้รายละเอียดในเบื้องหลังแล้ว ก็จะยิ่งประหลาดใจ

​เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แลมพาร์ด ซึ่งมีข่าวมาโดยตลอดว่าเป็นตัวเลือกที่สโมสรต้องการได้รับโทรศัพท์จากคนไกล

​คนในสายคือโรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรที่ขอคุยกับอดีตรองกัปตันทีมด้วยตัวเอง

​ไม่มีการเปิดเผยครับว่าในบทสนทนามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง สิ่งที่เรารู้คืออบราโมวิช ให้ “คำมั่น” กับแลมพาร์ด 2-3 อย่าง

​เขาจะได้ “เวลา” ในการทำทีมเป็นระยะเวลา 2 ปีด้วยกัน

​คำมั่นของอบราโมวิช ทำให้แลมพาร์ด ซึ่งเป็นกังวลเพราะกลัวว่าเส้นทางในการเป็นโค้ชของเขาอาจจะเสียศูนย์ที่เดอะ บริดจ์ หากทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดถึงขั้นเคยพูดคุยกับเพื่อนในเรื่องนี้ ได้คลายความกังวลใจลงไปได้บ้าง

​นอกจากนี้คือการให้คำมั่นว่าจะให้เลือกทีมงานได้ตามใจชอบ ซึ่งจะรวมถึงปีเตอร์ เช็ก เพื่อนเก่าที่เพิ่งประกาศเลิกเล่นจะกลับมารับบทผู้อำนวยการสโมสร, ดิดิเยร์ ดร็อกบา จะกลับมารับงานโค้ช และโจดีมอร์ริส ซี้เก่าดั้งเดิมที่เคยเป็นโค้ชในทีมอคาเดมี จะมาเป็นผู้ช่วยของเขารวมถึง เชย์ กิฟเวน โค้ชผู้รักษาประตูที่ดาร์บี จะมาช่วยแลมพาร์ดด้วยเช่นกัน

​จะขาดหายไปคือจอห์น เทอร์รี เพื่อนรักที่มีปัญหาไม่ลงรอยกับอบราโมวิช ในช่วงบั้นปลายชีวิตการเล่นในเดอะ บริดจ์

​อย่างไรก็ดีการตัดสินใจ “สั่งลุย” ด้วยตัวเองเช่นนี้ของอบราโมวิชเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

​แลมพาร์ด ประสบการณ์น้อยไม่มีใครการันตีได้ว่าเขาจะประคับประคองทีมได้ดี และมองว่าเป็นการตัดสินใจทำทีมใน “ระยะยาว” ไม่ได้เลย

​เช่นกันกับทีมงานที่เหมือนเป็นการรวมตัวของ Avengers แต่ไม่ได้ชวนให้รู้สึกอุ่นใจ

​มันคล้ายเป็นการเดิมพันและซื้อเวลาของอบราโมวิชมากกว่าอย่างน้อยในสถานการณ์ระส่ำระสายที่เผชิญทั้งหมด 

ไม่นับการที่ตัวเขาเองเริ่ม “ถอยฉาก” ในทีมเชลซีทั้งในเรื่องการลงทุนซื้อผู้เล่น ไปจนถึงการสั่งระงับแผนการสร้างสนามใหม่มูลค่า 1,000 ล้านปอนด์ออกไปก่อน การดึงคนเก่ากลับมาก็เรียกความรู้สึก “ฟีลกู้ด” กลับมาได้บ้าง

​หากโชคดีก็อาจจะทำได้ดีเหมือน โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หรือซีเนอดีน ซีดาน

​หากโชคร้าย อย่างมากก็แค่คว่ำกระดานเริ่มต้นกันใหม่

​ทุกอย่างมันเป็นแค่ “เกม” สำหรับเขา