‘นาเดชิโกะ’ ดอกไม้แห่งความหวัง

ก่อนเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกหญิงในปี 2011 จะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน โค้ชทีมชาติญี่ปุ่น โนริโอะ ซะซะกิ ให้ลูกทีมได้ดูภาพชุดหนึ่งจากบ้านเกิด

ปกติแล้วเมื่อคิดถึงภาพโปสการ์ดของญี่ปุ่น เราจะคิดถึงภาพของฟูจิซัง ภาพสวนดอกไม้ ภาพหมู่บ้านโบราณชิระคะวะโกะ หรือภาพบรรยากาศเมืองเก่าของเกียวโต ภาพเหล่านี้เป็นภาพจำสำหรับเหล่านักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วไป

แต่ภาพที่ซะซะกิ ให้ลูกทีมได้ดูวันนั้นไม่ใช่ภาพอะไรแบบนั้น

มันเป็นภาพความล่มสลายของฟุคุชิมะ ที่ถูกทำลายทั้งเมืองจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

11 มี.ค.2011 แผ่นดินไหวความรุนแรง 9.0 ริคเตอร์ สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแบบที่ยากจะจินตนาการ แรงสั่นสะเทือนไม่เพียงแยกปฐพีแต่ยังทำให้เกิดมหาคลื่นความสูงกว่า 40 เมตรที่ซัดถล่มฟุคุชิมะ

ผู้คนจากไปในทันที 20,000 คน และอีกหลายหมื่นคนที่ต้องระเห็จออกจากบ้านเมืองของตัวเอง

โดยไม่มีใครคิดว่าการออกจากเมืองในวันนั้น พวกเขาจะไม่มีใครได้กลับมาอีก เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เตาปฏิกรณ์ที่มีทั้งหมด 6 เตา มี 3 เครื่องที่ขาดสารหล่อเย็นทำให้เกิดหลอมละลายและปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา

เป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติด้านนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลกนับตั้งแต่ที่เชอร์โนบิลในรัสเซีย

ภาพความเสียหายร้ายแรงที่ทำให้เมืองทั้งเมืองถล่มราบเป็นหน้ากลอง

ซากปรักหักพัง

ความตาย

การที่ชาวเมืองไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะเมืองถูกปิดตายทันที และคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานถึง 40 ปี

รวมถึงภาพของศูนย์ฝึก J-Village ที่เมืองฟุคุชิมะ ที่กลายเป็นศูนย์อพยพ สนามหญ้าเขียวที่เคยสวยงามกลายเป็นลานจอดรถ ลานเก็บเครื่องจักรขนาดใหญ่

ทั้งหมดทำให้นักเตะสาวเลือดซามูไรรับไม่ไหว หลายคนขอที่จะปิดตาเพื่อไม่ต้องมองเห็นภาพที่เจ็บปวดนี้

แต่ในโมงยามของความเจ็บปวด นาเดชิโกะทุกคนต่างรู้สึกในสิ่งเดียวกัน

ถึงจะอยู่ไกลกัน แต่พวกเธอรู้ว่ามีสิ่งที่พวกเธอสามารถทำได้เพื่อชาวเมืองฟุคุชิมะ และชาวญี่ปุ่นที่จมอยู่กับความมืดมนอนธการ

“มันเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำพวกเราทั้งทีมอยากชนะ” อะยะ ซะเมะชิมะ ปราการหลังนาเดชิโกะกล่าวถึงเรื่องวันนั้น

ญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นชาติที่เป็นตัวเต็งของการแข่งขัน พวกเธอเป็นม้านอกสายตาด้วยซ้ำไป ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่าพวกเธอจะชนะทีมเก่งๆระดับโลกที่ลงแข่งขันได้

แต่พวกเธอทำได้ และมันกลายเป็นการส่งต่อกำลังใจกลับไปให้ผู้คนที่บ้านเกิด

“ผู้คนในญี่ปุ่นได้เห็นนาเดชิโกะ เอาชนะได้ทั้งที่เราไม่ได้แข็งแกร่งหรือมีพละกำลังมากมาย พวกเขาบอกกับเราว่าพวกเขาได้รับพลังจากพวกเรา” อะซะโกะ ทะคะมุระ อดีตนักเตะนาเดชิโกะในยุค 80 และ 90 และปัจจุบันเป็นโค้ชของทีมชุดฟุตบอลโลกหญิง 2019 เล่าต่อ

“การได้เห็นนักกีฬาที่พยายามอย่างหนักไม่ว่าจะกีฬาประเภทไหน โดยเฉพาะฟุตบอล มันกินใจผู้คน ฉันรู้สึกว่าเราได้ทำให้หัวใจของคนในบ้านเกิดเคลื่อนไหวหลังจากที่ได้เห็นพวกเรา”

คู่แข่งของนาเดะชิโกะ ในวันนั้นคือเยอรนีเจ้าภาพ ทีมเต็งของการแข่งขัน แต่พวกเธอก็ล้มอินทรีเหล็กสาวได้ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

ก่อนที่พวกเธอจะทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ พบกับมหาอำนาจตัวจริงของวงการฟุตบอลหญิงอย่างสหรัฐอเมริกา

แม้จะเป็นรองมหาศาล แต่นาเดะชิโกะทุกคนสู้ตายถวายชีวิตและสุดท้ายพวกเธอเป็นฝ่ายชนะในการดวลจุดโทษได้ในที่สุด ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกจากเอเชียที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงได้

แต่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นการมอบ “ความหวัง” และ “กำลังใจ” ให้กับคนทั้งชาติ

เป็นการจุดเทียนแห่งแรงบันดาลใจให้แก่กันปละกัน ระหว่างนาเดชิโกะและชาวญี่ปุ่น

4 เดือนที่พวกเขาต้องทุกข์ระทม ฟุตบอลได้ช่วยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ด้วยความกล้าหาญของพวกเธอเหล่านาเดชิโกะ

*หลังปิดศูนย์มาหลายปีปัจจุบัน J-Village เพิ่งเปิดใหม่อีกครั้ง เช่นกันกับชาวเมืองฟุคุชิมะที่เริ่มทยอยกลับพื้นที่ในส่วนที่ทางการอนุญาตและรับรองว่าปลอดภัย

*นาเดชิโกะ หมายถึงบุปผาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย