บ็อบบี ดันแคน : ทางของฉัน…ฉันเลือกเอง

“ผมมึความยินดีที่จะประกาศว่าผมได้เซ็นสัญญากับสโมสรลิเวอร์พูลแล้ว”

“หลังการรอคอยอย่างยาวนานในที่สุดวันนี้ก็มาถึงในการได้มาอยู่กับสโมสรที่ผมเฝ้าติดตามเชียร์มาตลอดชีวิตของผม …สโมสรที่ผมรักตั้งแต่เด็ก ความฝันของผม !!!! ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มต้นลุยกันแล้ว #YNWA”

ข้อความข้างต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2018 เพื่อใช้บรรยายภาพของเด็กคนหนึ่งที่กำลังจรดปากกาบนโต๊ะ

จากนั้นย้อนกลับไปเมื่อ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา

“นี่คือวันที่ผมใฝ่ฝันถึงมาตลอด ผมได้ลงเล่นให้กับ @LFC เป็นครั้งแรก สโมสรที่ผมชื่นชมมาตั้งแต่เด็กและเชียร์มาตลอดชีวิตของผม ผมยิ่งดีใจมากขึ้นที่ผมทำประตูได้และทีมก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม #YNWA #LFC”

ข้อความนี้มีภาพของเด็กหนุ่มในชุดสีแดงเพลิง โดยมีภาพในจังหวะที่เขากำลังง้างทำประตูในเกมอุ่นเครื่องกับทรานเมียร์ โรเวอร์ส อยู่ในเซ็ตภาพนี้ด้วย

คิดแล้วก็แอบใจหายที่เด็กหนุ่มซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “วันเดอร์คิด” เป็นสายเลือดสเกาเซอร์แท้ๆ และเป็นญาติของกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ของลิเวอร์พูลอย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด ตัดสินใจที่จะทิ้งความฝันสีแดงของเขาเอาไว้แค่ตรงนี้

ทั้งๆ ที่มันยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยซ้ำไป

หลายคนคงทราบแล้วว่า ดันแคน เซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีมฟิออเรนตินา ด้วยสัญญาถาวรเรียบร้อยแล้ว

ค่าตัวในการย้ายทีมของเขาอยู่ที่ 2 ล้านปอนด์ มากกว่าที่ลิเวอร์พูล จ่ายเงินชดเชยให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี เมื่อปีที่แล้ว 10 เท่า และสโมสรในฝันของดันแคน ยังมีโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในอนาคตได้อีก 20% ของเงินค่าตัวในการย้ายทีมครั้งหน้าของเขา

มองในแง่ของธุรกิจ มันเป็นการทำธุรกิจที่ดีสำหรับลิเวอร์พูล

แต่ถ้ามองในแง่ของความรู้สึก อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

ความจริงมันไม่ดีมาตั้งแต่การที่เอเยนต์ของเขา ซาอิฟ รูบี เปิดฉากโจมตีสโมสร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส ผู้อำนวยการสโมสรซึ่งเวลานี้เป็นคีย์แมนที่สำคัญต่อลิเวอร์พูล ไม่ได้น้อยไปกว่าเยอร์เกน คล็อปป์ ว่าปฏิบัติต่อดันแคนได้อย่างเลวร้าย

ท่ามกลางข้อความสาดเสียเทเสียมากมาย (และดูน่าขันในสายตาของเดอะ ค็อป) สิ่งที่ทำให้ทุกคนสะดุดคือการที่ซาอิฟ บอกว่าดันแคน มีปัญหาในเรื่องของสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ถึงขั้นเก็บตัวอยู่ในห้อง 4 วันไม่ออกมาดูเดือนดูตะวัน เพราะเสียใจที่เอ็ดเวิร์ดส ผิดคำพูดไม่ยอมเปิดทางให้ย้ายทีมไปฟิออเรนตินา หรือเอฟซี นอร์ดสเยลลันด์ ที่ยื่นข้อเสนอมา

สถานการณ์ในจุดนั้น หลายคนเชื่อว่าดันแคน ถูกปั่นหัวโดยเอเยนต์หน้าเงินที่เพิ่งจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลเขาต่อจาก ร็อบ ซีกัล เอเยนต์เจ้าเก่าที่เคยดูแล ราฮีม สเตอร์ลิง และเดเล อัลลี

เจมี คาร์ราเกอร์ ถึงกับออกหน้าถล่มซาอิฟ แบบไม่ไว้หน้า พร้อมแนะนำให้ไอ้หนุ่มคนซื่อเขี่ยเอเยนต์รายนี้ให้พ้นจากชีวิตก่อนที่มันจะทำเขาพัง

เจมส์ เพียร์ซ คนข่าวลิเวอร์พูลชื่อดังเขียนบทความเพื่อช่วยลบความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นในหมู่ค็อปชน ย้ำให้ทุกคนเข้าใจว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของบ็อบบี ดันแคน คือ “ลิเวอร์พูล” ทั้งร้อย

“บ็อบบี ดันแคน รู้ดีว่าเขาต้องการอะไร” เพียร์ซ ขึ้นต้นเรื่องราวด้วยประโยคนี้

ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ออกมาร่วมแสดงความเห็น แนะนำ ชี้ทางออก รวมถึงฝ่ายสโมสรเองก็ไม่ได้คิดที่จะลงโทษหรือโกรธเคืองเจ้าหนูแต่อย่างใด

สิ่งเดียวที่ทุกคนกังวลคือเรื่องของสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญมากที่สุด

อย่างไรก็ดีทิศทางในขณะนั้นมันชวนให้รู้สึกว่า ยังมีโอกาส เวลา และอนาคตสำหรับดันแคน ที่แอนฟิลด์ขอแค่เขาตัดสินใจว่าจะอยู่ที่นี่ต่อเท่านั้น

น่าเสียดายที่เขาเลือกในสิ่งที่เขาเชื่อว่าดีที่สุดสำหรับเขาในเวลานี้ นั่นคือการไปจากลิเวอร์พูล

แน่นอนครับว่ามันยากจะเข้าใจ แต่หากมองให้ลึกลงไป เหตุผลของดันแคน ก็ไม่ถึงกับยากที่จะเข้าใจนักตัดประเด็นเรื่องการเงินออกไปก่อน – ช่างมัน – โฟกัสกันในเรื่องของเส้นทางในอนาคต

ถึงแม้ดันแคน จะทำได้อย่างยอดเยี่ยมใน 1 ปีกับลิเวอร์พูล กับผลงาน 32 ประตูและอีก 23 แอสซิสต์ ในทีมระดับยู-18 และจุดสูงสุดคือการพาทีมเป็นแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ โดยในนัดชิงเขายิงไกลจากระยะ 25 หลาเข้าต่อหน้าเป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นฮีโร่ของทีมในแบบเดียวกับที่ญาติผู้พี่ของเขาเคยทำได้ในนัดชิงเอฟเอ คัพ เมื่อปี 2006

แต่ในวัย 18 ปี จะเก่งแค่ไหนเขาก็ยากจะแทรกเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ได้

ต่อหน้าเขาคือ โรแบร์โต เฟียร์มิโน, โม ซาลาห์ และซาดิโอ มาเน นักเตะระดับหากไม่ใช่ก็นับว่าใกล้เคียงคำว่าเวิลด์คลาส

ถัดมาคือ ดิวอค โอริกิ ฮีโร่ผู้น่าเหลือเชื่อ

และถัดมาซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่ใกล้เคียงมากที่สุดคือเรียน บรูวสเตอร์ กองหน้าที่แก่กว่าเขาแค่ปีเดียว แต่ปัญหาคือบรูวสเตอร์ ยังได้รับการยอมรับจากคล็อปป์ สูงกว่าตัวเขามาก

ดังนั้น แม้จะได้โอกาสในการร่วมเก็บตัวในแคมป์พรีซีซั่นเมื่อเดือน ก.ค. แต่โอกาสในการลงเล่นของเขามีจำกัด และความจริงที่ตัวของดันแคนเองก็รู้ดีแก่ใจคือระดับฝีเท้าของเขาในเวลานี้ยังห่างไกลจากการได้เล่นทีมชุดใหญ่อีกมาก

โดมินิก คิง จาก Daily Mail เล่าถึงวันที่เขาได้ไปเฝ้าดูการซ้อมเปิดของลิเวอร์พูล ที่มหาวิทยาลัยโนเตรอะดาม

วันนั้น (18 ก.ค.) คล็อปป์ กำลังเตรียมที่จะดูการฝึกซ้อม แต่ก็ไม่วายที่จะมาสอนและให้คำแนะนำกับบรรดาเด็กๆที่เขาพามาเปิดหูเปิดตาด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย ไรอัน เคนต์, ยาสเซอร์ ลารูชี, แฮร์รี วิลสัน และดันแคน – ซึ่งน่าเสียดายหาก พอล กลาตเซล คู่หูของเขาไม่บาดเจ็บหนักไปก่อนก็อาจจะได้มาด้วยกัน

คล็อปป์ พยายามอธิบายถึงวิธีการเล่นของทีม และกฏกติการในการซ้อมที่ซับซ้อน โดยผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าจะสามารถเคลื่อนที่ออกจากพื้นที่ส่วนของสนามที่กำหนดได้ต่อเมื่อทีมสามารถผ่านบอลได้ครบตามจำนวน ซึ่งสำหรับกองหน้าแล้วจำเป็นต้องใช้สมาธิในการเล่นสูง และต้องมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา

ในวันนั้น ดันแคน ได้โอกาสทั้งหมด 3 ครั้งที่จะทำประตู

ครั้งแรกเกิดขึ้นในครึ่งแรก ฟาบินโญ จ่ายบอลให้เขาหลุดเดี่ยวไปดวลกับ แอนดี โลเนอร์แกน แต่ไอ้หนุ่มวัย 18 ยิงไปตรงตัวประตูจอมเก๋าแบบง่ายดาย

ครั้งที่ 2 มาในช่วงครึ่งหลัง เสียงตะโกน “บ็อบบี! ยิงเลย!” ดังลั่น แต่เขาก็พลาดอีกครั้ง

จังหวะนี้ที่อีกฟากของสนาม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แสดงท่าทีผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เหตุผลของ “ร็อบโบ” นั้นชัดเจน นี่คือเกมของผู้ใหญ่ นี่คือการซ้อมของทีมที่เพิ่งเป็นแชมป์ยุโรป ดังนั้นการสัมผัสบอลทุกครั้ง ทุกวินาทีในสนามมีความสำคัญอย่างมากในเกมระดับนี้

จากนั้นเจ้าหนูบ็อบบี ได้โอกาสอีกครั้งและเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดในช่วงท้ายเกม

เขาได้บอล จับบอลได้ดีทีเดียว ท่วงท่าของเขาถูกต้อง แต่เมื่อเขากำลังง้างเท้าจะยิงจู่ๆเจมส์ มิลเอร์ ก็โผล่มาเหมือนสายฟ้าฟาดกลางกบาล มิลลีเอาบอลไปได้อย่างง่ายดายปล่อยให้ดันแคน ทำอะไรไม่ถูก

การเข้าสกัดของมิลลี ไม่มีเจตนาจะเล่นงานน้อง แต่ทำเพื่อสอน สอนให้รู้ว่าต่อให้ดังในระดับบอลเด็กแค่ไหนแต่ถ้าคิดจะขึ้นชั้นสู่ทีมชุดใหญ่ดูเหมือนเขาต้องพัฒนาตัวเองอีกมาก และมากกว่าการสนใจเล่นโซเชียลมีเดีย วางตัวเป็นสตาร์ทั้งๆที่เขาเป็นแค่ประกายดาวเล็กๆ

สำหรับบางคน อาจจะเลือกนำบทเรียนเหล่านี้มาทบทวนและยิ่งเร่งพัฒนาตัวเอง

อย่างน้อยเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี โค้ชที่เก่ง เจ้านายที่พร้อมให้โอกาสขอแค่ดีพอ เหมือนที่ให้โอกาสเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และจากการที่ชื่อของเขาได้อยู่ในใจของแฟนๆอยู่แล้วจากคะแนนพิเศษในฐานะสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับกัปตันผู้ยิ่งใหญ่แต่ดูเหมือนดันแคน จะไม่คิดแบบนั้น

เหมือนที่เพียร์ซบอกไว้ “บ็อบบี ดันแคน รู้ดีว่าเขาต้องการอะไร”

6 สัปดาห์ในการเก็บตัว กับระยะห่างที่เขามองเห็น เมื่อคิดถึงอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้า และความจริงที่ลิเวอร์พูล ไม่เคยมีกองหน้าจากอคาเดมีที่ได้ขึ้นชั้นมาเล่นเป็นตัวหลักในทีมชุดใหญ่อีกเลยนับตั้งแต่ ไมเคิล โอเวน แจ้งเกิดเมื่อ 23 ปีที่แล้ว

มันอาจนำไปสู่ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ความคิดของเขาเริ่มออกนอกลู่นอกทาง

บางทีที่ของเขาอาจไม่ใช่ที่ที่เขาเคยคิด

มันนำไปสู่การต่อต้านผ่านวิธีที่หลากหลาย การลบความเชื่อมโยงทุกอย่างบนโซเชียลมีเดียเพื่อ

แสดงออกอะไรบางอย่าง สู่สงครามบนทวิตเตอร์โดยใช้เอเยนต์เป็นกระบอกเสียง

และจบด้วยการแยกทางกัน

ในบทสรุปที่แสนเศร้า สิ่งที่ดีเรื่องเดียวคือการที่ดูเหมือนซาอิฟ จะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อย้ายไปฟิออเรนตินา โดยคนที่ทำหน้าที่แทนคือซีกัล ที่เข้ามาช่วยประสานให้ทุกฝ่าย

ดันแคน ได้ในสิ่งที่เขาหวังคือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ หล่อเลี้ยงหัวใจและไฟฝันของเขาให้ลุกโชนอีกครั้ง

แม้จะอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อคิดถึงความจริงที่ว่าบนโลกใบนี้มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ถูกความทะเยอทะยานเผาผลาญจนมอดไหม้

เก่งไม่จริง เก่งไม่พอ แต่มั่นใจ

ก็ไม่เป็นไร เพราะบางทีเขาอาจจะทำได้ดีกว่าที่ใครหลายคนคิดก็เป็นได้

ในท้ายที่สุดของเรื่องนี้ ผมแอบคิดถึงเรื่อง Prodigal son แห่งแอนฟิลด์ขึ้นมา

ผมกำลังคิดถึง ร็อบบี ฟาวเลอร์ กับความรู้สึกของเขาและเราทุกคนที่ได้เห็นเจ้าลูกชายที่หลงทางไปได้กลับคืนสู่บ้านอีกครั้ง

สำหรับ บ็อบบี ดันแคน การจะกลับมาเหมือนฟาวเลอร์ – แม้ฟุตบอลจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอะไรแน่นอนเลยก็ตาม – ก็เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะยากลำบากจนแทบเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นเมื่อคิดจะไปแล้ว จงไปให้รอด

ขอให้มีความสุขบนเส้นทางที่เลือกเอง และเติบโตเป็นคนที่ดี


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

เฟอร์นานโด ตอร์เรส : ประตูแรกที่ยังเฝ้าคอยบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัย

Dechruch

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในการย้ายทีมที่ฮือฮาที่สุดของฟุตบอลเอเชียในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคือการบินข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นมาสู่แผ่นดินญี่ปุ่นของ“เฟอร์นานโด ตอร์เรส”

Feature

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก: เมื่อเงินมีค่าน้อยกว่า เอกลักษณ์ ประเพณี และวิถีชีวิตของลีกผู้ดี

Mr.BOSTON

หากคุณเป็นแฟนประจำของ SPORTDesk แล้วล่ะก็ คงจำกันได้ว่าเมื่อราวสัปดาห์ก่อน เราได้หยิบยกแนวความคิดของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงฟอร์แมตในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรสุดยิ่งใหญ่รายการนี้เสียใหม่ มาเล่าสู่กันฟัง ทั้งยังชวนคุย ชวนคิด กันไปแล้ว

Story

เป๊ป : ชัยชนะ 9-0 แปลว่าเราเข้าชิงลีก คัพแล้ว

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลลีก คัพ รอบรองฯ นัดแรกที่เอติฮัด สเตเดี้ยม จบลงด้วยชัยชนะอันถล่มถลายของแมนฯซิตี้ เจ้าถิ่น ที่ยำเบอร์ตัน อัลเบี้ยน ตัวแทนจากลีกวัน ถึง 9-0 โดยกราเบรียล เฆซุส ระเบิดฟอร์มคนเดียวยิง 4 ประตู ส่วนอีก 5 ประตู เป็นผลงานการแบ่งสรรปันส่วน ของ เควิน เดอ บรอยน์ , โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้,ฟิล โฟเด้น,ไคลน์ วอร์กเกอร์ และ ริยาด มาห์เรซ