คืนยุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

1.

แม้จะอยู่ในช่วงของการไต่เต้าสู่ความเป็นใหญ่ในยุโรปหลังจากเพิ่งพิชิตยูฟ่า คัพ ถ้วยใบเล็กมาครอง ได้ แต่ดูเหมือนทีมของ บ็อบ เพสลีย์ จะได้บทเรียนครั้งใหญ่จากการไปเยือนแซงต์ เอเตียง ในถ้วยใบใหญ่อย่าง ยูโรเปี้ยน คัพ

ในเกมแรกของรอบที่ 3 พวกเขาไปเยือนสต๊าด เชฟฟรัว-กีชาร์ แต่ลิเวอร์พูล ที่ว่าเก่งแล้วต้องกลายเป็น โดนไล่ต้อนอย่างสนุกเท้าจากเหล่าขุนพล “เลส์ แวร์ส” หนึ่งในทีมระดับชั้นนำของวงการฟุตบอลยุโรปในขณะ นั้นและมีศักดิ์ศรีเป็นถึงรองแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ เดิม

บ้างก็ว่าความจริงแล้ว แซงต์ เอเตียง ในยามนั้นคือทีมที่ดีที่สุดของยุโรป และการที่พวกเขาพ่ายแพ้ต่อ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบชิงชนะเลิศปีก่อนหน้านั้นก็เป็นแค่ความโชคร้าย

คล้ายๆกับที่ทีมชาติฮอลแลนด์ในยุค “โททัลฟุตบอล” ต้องพ่ายต่อทีมชาติเยอรมนีตะวันตกในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1974

แซงต์ เอเตียง ทีมที่เล่นได้เหนือกว่าบาเยิร์น ซึ่งมีนักเตะอย่าง “แดร์ ไกเซอร์” ฟรานซ์ เบ็คเคนเบาเออร์, “แดร์ บอมเบอร์” แกร์ด มุลเลอร์ รวมถึง เซปป์ ไมเออร์ และ อูลี เฮอเนสส์ แสดงความสามารถอันเหนือชั้นออก มาให้เห็นด้วยการทำให้ลิเวอร์พูล เป็นเหมือนทีมระดับโรงเรียนในสนาม

มองจาก 90 นาทีที่เกิดขึ้นในนัดแรก ลิเวอร์พูลดู “ห่างชั้น” จากแซงต์ เอเตียง ค่อนข้างมาก และนั่น ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะมีโอกาสในการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้

บุญรักษาที่พวกเขาพลาดท่ามาเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น และนั่นหมายถึงตราบใดที่ยังมีเวลา ก็ยังมี โอกาสและความหวังอยู่

และในเกมที่แอนฟิลด์พวกเขาได้ “เดอะ ไมตี เมาส์” เควิน คีแกน กลับมาลงสนามอีกครั้งหลังบาดเจ็บ ไปในเกมแรก

การกลับมาของคีแกน มีผลอย่างมากเมื่อเขาสามารถทำประตูจุดประกายความหวังให้ทีมได้ตั้งแต่นา ทีที่ 2 ของเกมการแข่งขัน

ประตูนี้ทำให้ เดอะ ค็อป ที่เข้ามาชมเกมและอยู่ในโหมดประจัญบานตั้งแต่ 2 ชั่วโมงก่อนเสียงนกหวีด แรกได้ขวัญกำลังใจกลับมา บรรยากาศทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเกมเริ่มขึ้นในย่าน L4 จนถึงบรรยากาศในสนาม แอนฟิลด์เป็นบรรยากาศที่พิเศษที่แตกต่างจากปกติแม้ว่าจะไม่ได้ลงสนามด้วย แต่พวกเขาก็ทำ “หน้าที่” ในฐานะ “ผู้เล่นคนที่ 12” ได้อย่างวิเศษที่สุด

แต่แซงต์ เอเตียง ไม่ใช่ยอดทีมที่จะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ แชมป์จากฝรั่งเศสเปิดฉากต่อสู้โรมรันพัน ตูกับลิเวอร์พูลอย่างดุเดือด

ขณะที่ทีมสีแดงก็ Allez les Rouges ทีมสีเขียวก็ Allez les Verts

สถานการณ์มาถึงจุดพลิกผันเมื่อครึ่งเวลาหลังผ่านไปได้ 5 นาที โดมินิก บาเตอนาย มิดฟิลด์ผู้สง่างาม ได้รับบอลในแดนตัวเองก่อนจะสลัด จิมมี เคส และเร่งความเร็วก่อนจะตะบันด้วยอีซ้ายได้สนั่น สุดที่ เรย์ คลีเมน ซ์ จะรับเอาไว้ได้

ประตูของบาเตอนาย เป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในแอนฟิลด์จนทุกวันนี้ และประตูนี้ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องการถึง 2 ประตูเพื่อที่จะพลิกสถานการณ์เพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไปให้ได้

แทนที่ เพสลีย์ จะกังวลรีบร้อนแก้เกม เขากลับสงบนิ่งและปล่อยให้ลูกทีมทำหน้าที่ต่อไปในสนามอย่าง เต็มที่

“ไอ้ม้าคลั่ง” เอมลีน ฮิวจ์ส, “คนเหล็กแอนฟิลด์” ทอมมี สมิธ, เอียน คัลลาแกน, “ไอ้รถด่วน” สตีฟ ไฮเวย์, เรย์ เคนเนดี, คลีเมนซ์ รวมถึง คีแกน ทุกคนรู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไร

ก่อนเวลาจะครบชั่วโมง เรย์ เคนเนดี ทำประตูขึ้นนำให้ลิเวอร์พูลอีกครั้ง และทำให้ผลต่างประตูรวม กลับมาเสมอกัน

ทั้งสองทีมรู้แล้วว่าประตูต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือประตูที่จะตัดสินเกม เป็นประตูที่จะนำไปสู่ขึ้นต่อไปก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศที่โรม เดิมพันที่สูงขนาดนั้น ความตึงเครียดจึงเริ่มทำงานของมัน ทั้งลิเวอร์พูลและแซงต์ เอเตียง ต่างระแวด ระวังกันอย่างดี

จนกระทั่งเพสลีย์ เรียกไอ้หนูวัย 20 ปีให้เตรียมพร้อมเดวิด แฟร์คลัฟ หรือ “ไอ้ลูกเป็ดขี้เหร่” ถูกส่งลงสนามเพื่อแทนที่จอห์น โตแช็ก หัวหอกร่างยักษ์ในนาทีที่ 74 ก่อนที่อีก 10 นาทีต่อมาเขาจะกลายเป็นคนที่สร้างประวัติศาสตร์

เคนเนดี มองเห็นช่องว่างในแนวรับของแซงต์ เอเตียง ก่อนตัดสินใจวางบอลไปด้านหลังแนวรับให้ แฟร์ คลัฟ ที่ยังสดอยู่ไล่เก็บบอล

เขาเก็บได้ ก่อนจะควบพาบอลไปข้างหน้า ตรงหน้าของเขามีกองหลัง 2 คนขวางอยู่ แต่ ณ เข็มนาฬิกา นั้นไม่มีใครหยุดเขาได้แล้ว ลูกเป็ดน้อยผู้กล้าหาญส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้สำเร็จ

มวลพลังของผู้ชมหลายหมื่นคนถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน มันทำให้สนามแอนฟิลด์แทบระเบิด เมอร์ซีย์ไซด์เหมือนเกิดแผ่นดินไหว หัวใจแทบหยุดเต้นนั่นคือ “คืนยุโรป” หรือ “ยูโรเปียน ไนต์” ที่แสนยิ่งใหญ่คืนแรกในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล เมื่อปี 1977

และกลายเป็นเรื่องเล่าคลาสสิก สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาสัมผัสคืนยุโรปที่แอนฟิลด์ให้ได้

2.

Never Give Up

ข้อความบนเสื้อยืดที่ โม ซาล่าห์ สวมใส่และการปรากฏกายของเขาในสนามแอนฟิลลด์ ช่วยปลุก กระแสและความเร่าร้อนของเหล่าเดอะ ค็อป ให้กลับมาอีกครั้งหลังจากที่จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าโชคชะตาอาจ ไม่เข้าทางพวกเขานัก หลังสตาร์ชาวอียิปต์เป็นรายล่าสุดที่ไม่สามารถลงสนามในเกมนัดนี้ได้ต่อจาก นาบี เกอิ ตา และ โรแบร์โต เฟียร์มิโน

มันเป็นการเตือนสติทุกคนว่าตราบใดที่ยังมีเวลาลิเวอร์พูล จะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าสถานการณ์จะยากลำ บาดขนาดไหนก็ตาม

ความจริงแล้วสถานการณ์ของลิเวอร์พูล ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้

ผลการแข่งขันเกมแรกที่คัมป์ นู บนชัยชนะที่เด็ดขาดของบาร์เซโลนา ถึง 3-0 ทำให้พวกเขาตกที่นั่ง ลำบากเพราะหากอยากจะผ่านเข้ารอบต่อไปก็ต้องยิงถึง 4 ประตู

4 ประตูในวันที่ไม่มี 2 จาก 3 กองหน้าเสาหลักของทีมไม่นับว่าเป็นเงื่อนไขที่ยากกว่าในปีกลายที่บาร์เซโลนา เคยเสียท่าโรมา โดนเขี่ยตกรอบเพราะแพ้ 3-0 แต่ในเกมแรกนั้นทีมหมาป่ากรุงโรมมีประตูทีมเยือนจากการแพ้ 4-1

แต่สิ่งที่ซาลาห์ เตือนสติทุกคนนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง – ยิ่งกว่าใคร

เหตุผลเพราะเมื่อคิดถึงตัวของดาวยิงจากนากริก การพลาดการลงสนามในเกมนี้ยากจะบอกได้ว่ามัน ทำให้เขาเสียใจมากแค่ไหน เพราะเหมือนเป็นการตอกย้ำซ้ำแผลในใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีกลายที่ถูกเซร์คิโอ รามอส ทำร้ายจนไม่สามารถลงสนามช่วยทีมต่อไปได้ทั้งๆที่ในช่วงเวลานาทีนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิ ตการเล่นของเขา

การที่คนซึ่งเจ็บปวดกับเรื่องเหล่านี้สามารถลุกขึ้นยืนหยัดและบอกกับทุกคนให้สู้ต่อ ข้อความนั้นจึงทรงพลังอย่างยิ่ง
ไม่ต่างอะไรจากคนที่อ่อนล้าและสลึมสลือ

แอนฟิลด์ถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

3.

ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ ความแข็งแกร่ง ความเร็ว ทักษะการพาบอลไปกับตัว และการจบสกอร์ที่นอกจาก จะเฉียบขาดบางครั้งยังสามารถจบสกอร์ในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิดได้ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้เอาไว้ในขวบปีแรกที่เขาอยู่ในแอนฟิลด์

โอริกิ ถูกมองว่าน่าจะมีอนาคตอีกไกลครั้งหนึ่งดิวอค โอริกิ เคยเป็นหัวหอกระดับพระเอกของลิเวอร์พูล

แต่การเข้าสกัดที่หนักหน่วงของรามิโร ฟูเนส โมริ ปราการหลังเอฟเวอร์ตันในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง

รวมถึงยังเป็นการเปลี่ยนเส้นชะตาของลิเวอร์พูลในปลายฤดูกาล 2015-16 ด้วยเช่นกัน

อาการบาดเจ็บทำให้ โอริกิ ต้องพักการเล่นยาว และแม้ทีมจะสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรป้า ลีก ได้ แต่สภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ โอริกิ เป็นได้แค่ตัวสำรองเท่านั้น และเมื่อถูกลงสนาม มาก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรทีมได้มากนัก

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาถูกแย่งชิงไป และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยกลับมาเป็นคนเก่าได้อีกเลย

การค้นหาตัวเองในแดนลูกหนังเยอรมันไม่ประสบความสำเร็จนัก เขากลับมาแอนฟิลด์อย่างค้นแพ้และ รอที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

เวลานั้นหากใครสักคนจะบอกว่าโอริกิ จะเป็น “ฮีโร่” ของลิเวอร์พูล เดอะ ค็อปที่ได้ยินอาจมีหัวร่อ งอหายแต่ชีวิตคนเรานั้นมันไม่แน่ไม่นอน

และโดยที่เราไม่รู้ตัว เราต่างถูกกำหนดมาแล้วจากใครสักคนบนฟ้าเพื่อให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากการทำประตูชัยในเกมดาร์บี้กับเอฟเวอร์ตัน ที่เหมือนเป็นการล้างคำสาปในใจ สู่การโหม่งพังประตูชัยในเกมสำคัญกับนิวคาสเซิล ทำให้โอริกิ ได้รับสถานะฮีโร่

แต่ 2 ประตูและฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขาในเกมกับบาร์เซโลน่า ทำให้เขากลายเป็นตำนาน 

ตำนานที่ไม่ได้มีความหมายเดียวกับ เอียน เซนต์ จอห์น, เควิน คีแกน, เคนนี ดัลกลิช, เอียน รัช, สตีเวนเจอร์ราร์ด หรือ เจมี คาร์ราเกอร์

แต่เป็นความหมายเดียวกับ ฟลอร็องต์ ซินามา-ปงโกลล์, นีล เมลเลอร์, หลุยส์ การ์เซีย หรือวลาดิเมียร์ซไมเซอร์

คนที่เกิดมาเพื่อทำในสิ่งที่พิเศษเท่านั้น ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะล้มลุกคลุกคลานหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงใด 

สิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นนั้นก็จะเป็นสิ่งพิเศษเสมอ

4.

บนรถบัสจากโรงแรมที่โฮป สตรีท – ถนนแห่งความหวัง – สู่สนามแอนฟิลด์

เยอร์เกน คล็อปป์ มีอะไรบอกกับลูกทีมของเขาตามการเปิดเผยของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สิ่งที่คล็อปป์บอกกับทุกคนก่อนเกมนั้น ข้อความนั้นจับใจทุกคน

คล็อปป์ บอกกับทุกคนว่าเขาอยากเห็นทุกคนสนุกไปกับเกมนี้ เพื่อที่บางทีในวันข้างหน้าทุกคนจะได้หยิบเอาเรื่องนี้ไปเล่ากับลูกๆหลานๆได้ว่าคืนนี้คือคืนที่พิเศษอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญนั้นไม่ได้อยู่แค่ถ้อยคำที่จับใจเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ในน้ำคำและแววตาใต้เลนส์และกรอบแว่น

ทุกคนได้เห็นว่า “บอส” ของพวกเขายังมี “ความเชื่อ”มันทำให้ทุกคนเชื่อไปด้วย

ความรู้สึกนั้น – รวมถึงข้อความบนเสื้อของโม – แผ่ซ่านไปทั่วกาย เหมือนการเปิดปุ่มทำงานของเครื่องจักรสีแดงที่เดินหน้าไล่บดขยี้นักเตะเบลากรานาในชุดสีเขียวสะท้อนแสงอย่างเมามันตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกของ ผู้ตัดสินชาวตุรกีดังขึ้น

ชั้นเชิงอาจไม่เท่า แต่หัวใจเราใหญ่กว่า

และแม้จะเผชิญกับความยากลำบาก การต่อสู้กับเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของคู่แข่ง การตัดสินที่ดูไม่เข้า ทางนัก นักเตะลิเวอร์พูลไม่เคยถอย

เฮนเดอร์สันเองก็ไม่ถอย

ภาพการลงไปนอนกองบนพื้นสนามของเขาทำให้เหล่าค็อปชนหัวใจหล่นถึงตาตุ่ม แม้กระทั่งคล็อปป์เอง ยังไม่อยากมองในสิ่งที่เห็น เพราะหากต้องสูญเสียกัปตันไปอีกคน บางทีมันอาจหนักหนาจนยากเกินจะรับไหว จินี ไวจ์นาลดุม ถูกเรียกให้เตรียมพร้อมจะลงสนามแทน แต่แม้จะเจ็บที่เข่ามากพอสมควร กัปตันแห่งแอนฟิลด์ยังยืนยันที่จะสู้ต่อ

เขาพยายามทำตามที่แพทย์แนะนำ “พยายามทำให้มันเคลื่อนไหวเรื่อยๆ”

ก่อนที่เมื่อถึงช่วงเวลาพักครึ่ง สารพัดยาและกระบวนการรักษาทุกอย่างที่ทำได้ถูกนำมาใช้ทั้งหมด 

รวมถึงการฉีดยาชาเพื่อให้เขาสามารถลงสนามได้ต่อเพราะเฮนเดอร์สัน รู้ว่าเขาต้องลงเล่นให้จบเกมนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

5.

หลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย ขณะที่เพื่อนบางคนเริ่มทยอยเดินกลับห้องพัก บางคนมีหน้าที่ต้องให้สัมภาษณ์กับสื่อ

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เดิน lap of honour ส่วนตัวของเขา

สำหรับเด็กหนุ่มสายเลือดสเกาเซอร์แท้ที่รักลิเวอร์พูลมาตลอดชีวิต เกมยูโรเปียน ไนต์ที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ คือเป็นยิ่งกว่าความฝันของเขา

มันมีความหมายที่พิเศษ

จากเรื่องที่เคยได้ยินคนรุ่นก่อนเล่า สู่การได้เห็นเกมแบบนี้กับตาในวัยเยาว์ สู่การได้มีโอกาสลงสนาม และเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่มีส่วนช่วยตัดสินเกม

หนึ่งลูกที่เขาปะทะแย่งบอลมาได้ก่อนจะเปิดให้ จินี ไวจ์นาลดุม ทำประตู 2-0 เป็นการจุดประกายความหวังลูกใหญ่ในช่วงต้นครึ่งหลัง

และอีกครั้งกับการเปิดลูกเตะมุมที่ชาญฉลาด เปี่ยมด้วยปฏิภาณไหวพริบ นำไปสู่ประตูที่นำลิเวอร์พูลโบยบินสู่นัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง

ไม่มีอะไรที่เขาต้องการไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ความจริงนอกจากเขาแล้ว ทุกคนในทีมต่างก็มีเรื่องราวและเรื่องเล่าในมุมของตัวเอง เช่นเดียวกับแฟนบอลในสนามแอนฟิลด์ และเหล่าเดอะ ค็อป ที่ร่วมให้กำลังใจจากทั่วทุกมุมโลก มันคือคืนที่น่าเหลือเชื่อ คืนที่ต้องจดจำ คืนที่จะไม่มีใครกล้าลืมเลือน

นี่คือคืนยุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คืนที่จะถูกนำกลับมาเล่าขานด้วยความสุข ด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นแรงบันดาลใจจากยุคสมัยสู่ยุคสมัย

เป็นเรื่องเล่าที่อยู่เหนือกาลและเวลา