การเถลิงแชมป์ของ “หงส์แดง” จะเกิดขึ้นในเมืองลิเวอร์พูล (แบบที่มันควรจะเป็น)

6 June 2020
279 VIEWS

เมื่อเดือน​ก่อนมีข่าวชวนหวั่นใจเล็ก ๆ สำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล โดยเฉพาะพวกที่บ้านอยู่ที่ เมอร์ซีย์ไซด์ ว่าอาจจะไม่ได้เห็นทีมรักของพวกเขา ฉลองแชมป์ใกล้ ๆ บ้าน แม้จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปีก็ตาม หลังมีข้อเสนอจากตำรวจที่หวังให้ “หงส์แดง” ไปเล่นในสนามกลางเพื่อความปลอดภัย และ ความง่ายในการคุ้มกันดูแล เพราะถ้าปล่อยให้พวกเขาเล่นในบ้านตัวเอง มีโอกาสสูงที่ผู้คนจะแห่แหนมาร่วมฉลองแชมป์จนเกินงาม

ต้องเขาใจว่าสหราชอาณาจักรไม่ต่างจากไทย อันที่จริง ต้องเรียกว่า แย่กว่าประเทศไทยด้วยซ้ำในสถานการณ์ด้าน โควิด-19 พวกเขาเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ไม่นาน และอยู่ระหว่างเฝ้าระวัง เวฟ 2 ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะแฮปปี้แน่นอน ถ้าเกิดมีผู้คนหลัก “หลายพัน” หรือ อาจจะถึง “หมื่น” ออกมาฉลองแชมป์ที่พวกเขารอคอยมานานเกือบ “ครึ่งชีวิต”

แน่นอนว่า ตำรวจเองก็รู้ดีว่า “ห้ามไม่ได้” ถึงพยายามจะให้ ลิเวอร์พูล ไปเตะในสนามกลางที่ห่างออกจากย่าย เมอร์ซีย์ไซด์ ไปสักหน่อย เพื่อที่อย่างน้อย เวลาที่พวกเขาเดินทางกลับมาพร้อมถ้วยแชมป์ ชาวเมืองจะมีสติและลดความเห่อลงจนสามารถควบคุมดูแลความปลอดภัยได้ง่ายขึ้น โดยความปลอดภัยที่ว่า นอกจากหมายถึงความปลอดภัยของบรรดานักเตะและ สตาฟฟ์โค้ชแล้ว ยังหมายถึงความปลอดภัยระหว่างชาวเมืองด้วยกันด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้ว ฝั่งตำรวจจะไม่ได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ และเป็นฝั่งชาวเมืองที่ส่อแววจะสมหวังแทน เมื่อรายงานล่าสุดระบุว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถเล่นในบ้านของพวกเขาที่ แอนฟิลด์ ในเกมกับ คริสตัล พาเลซ วันที่ 24 มิถุนายนได้แล้ว นั่นหมายความว่า ถ้ามันไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกินคาด เราจะก็มีโอกาสจะได้เห็น “หงส์แดง” คว้าแชมป์ที่เมือง ลิเวอร์พูล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่า ตามตารางแล้ว เกมเปิดสนามต้อนรับการกลับมาของพรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี จะต้องรับมือกับ อาร์เซนอล ซึ่งถ้าพวกเขาพลาด “หงส์แดง” ก็มีโอกาสปิดจ็อบคว้าแชมป์ได้ในเกมที่ กูดิสัน ปาร์ค ที่จะพบกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน ทันที ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น พวกเขาก็จะคว้าแชมป์ในเมือง ลิเวอร์พูล อยู่ดี และต่อให้ “เรือใบสีฟ้า” ชนะ “ปืนใหญ่” ได้ และไปชนะเบิร์นลีย์ ในนัดต่อไปได้ด้วย แต่ถ้าทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ เอาชนะได้ 2 นัด เก็บได้ 6 คะแนน พวกเขาก็ปิดจ็อบเช่นกัน และเกมอีกนัดที่พวกเขาจะเล่นต่อจากเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ก็คือการได้เล่นใน แอนฟิลด์ พบกับ คริสตัล พาเลซ อย่างที่ได้เรียนไป

นั่นหมายความว่า ถ้าพวกเขาไม่สะดุดแพ้มันเสีย 2 นัด…ไม่เช้ามืดของวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน นี้ ก็เช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน นี่แหละ ที่พวกเขาจะคว้าแชมป์อย่างเป็นทางการ และไม่ว่าจะเป็นตัวเลือกวันไหน มันก็จะเกิดขึ้นเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งมีแฟนบอลของเขารอ “ฉลอง” กันอยู่อย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง

อย่างไรก็ตาม ในสภาวการณ์ที่โควิด-19 ยังคงระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งจากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอังกฤษ 1,650 คน รวมแล้วมีผู้ติดเชื้อกว่า 283,000 คนไปแล้ว แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสดังกล่าวตั้งแต่เริ่มระบาดใน ‘ยูเค’ ก็ทะลุ 40,000 รายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการได้แชมป์ของ ลิเวอร์พูล ถึงเป็นความยินดีที่มาพร้อมกับความน่าวิตกกังวล

แม้ปัจจุบันยังจะไม่มีรายงานการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า หากลิเวอร์พูลได้แชมป์ ทางเมืองลิเวอร์พูลและตำรวจ จะควบคุมฝูงชนกันอย่างไร และจะป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้งอย่างไร แต่ก็เริ่มมีการพูดคุยกันถึงว่าจะไม่มีการฉลองแชมป์ หรือ แห่ถ้วยแชมป์ในเมือง รวมไปถึงจะให้ทางสโมสร ส่งจดหมายขอความร่วมมือให้ชาวเมืองงดออกมาแสดงความดีใจภายนอกบ้าน เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของคนที่อัดอั้นมาถึง 30 ปี กับการที่ทีมรักของพวกเขาจะได้แชมป์ห่างออกไปจากบ้านตัวเองไม่เท่าไหร่ จะเป็นไปได้แค่ไหน ที่บรรดาแฟนบอลจะห้ามตัวเองไม่ให้ออกไป และตำรวจจะใช้วิธีไหนในการยับยั้งฝูงชน ตรงนี้ต้องเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายจำเป็นจะต้อง “ตีให้แตก” ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะกลับมาเตะกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน นี้ เพราะในฐานะแฟนบอลด้วยกันแล้วต่อให้ออกกฎหมายว่า ถ้าออกมาเฉลิมฉลองที่ “หงส์แดง” ได้แชมป์แล้วจะโดนจับไปนอนซังเต…ก็น่าจะมีคนออกมาฉลองกันอยู่ดี

ไม่ใช่ไม่กลัวกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่กลัวโควิด-19 แต่ความอัดอั้น 30 ปี คนที่รอมานั้นจะเข้าใจมันดี และต่อให้รู้ว่าปีหน้าก็อาจจะได้แชมป์อีก แต่จะมีใครบอกว่า “หมดโควิด-19 แล้วค่อยฉลองก็ได้” งั้นหรือ?

การรอ 30 ปี ยังไม่นานพอที่ให้พวกเขาฉลองอีกหรือไง?

แต่จะฉลองยังไงให้ปลอดภัย งานนี้แหละเป็นโจทย์ที่ต้องฝากไว้ให้ทั้ง ภาครัฐ, พรีเมียร์ลีก, สมาคมฟุตบอล และ ลิเวอร์พูล ต้องช่วยกันคิดแล้ว!