ลิเวอร์พูล กับพลังงานขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ของฟุตบอลที่มี “อยู่จริง” ไม่ใช่จากต่างดาว

ถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูลเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่อง และติดต่อกันเป็นเกมที่ 17 ในพรีเมียร์ลีกเป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (18 นัด – ระหว่าง ส.ค.- ธ.ค.2017) เท่านั้น และสร้างสถิติไม่แพ้ใครในบ้าน แอนฟิลด์ 44 นัดแบ่งเป็นชนะ 34 และเสมอ 10 นัดอันเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดใน 5 ลีกหลักยุโรป

ดังนั้นผลงานชนะแบบ “เฮ้ย…อะไรวะ” อีกครั้งเหนือเลสเตอร์ 2-1 เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาจึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก หรือผิดปกติของลิเวอร์พูล และผิดความรู้สึกในใจของ “เดอะ ค็อป ชน” อีกแล้ว

ตรงข้าม มันคือความ “คุ้นชิน” อันเป็นลักษณะนิสัยที่ดีที่ทำให้รู้สึกเสมือน invinsible หรือแพ้ไม่เป็น หรือไม่คิดว่าตัวเองจะพ่ายแพ้ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด

ไม่ว่าจะนำเร็ว 3-0 แล้วโดนตีเสมอ 3-3 ก่อนพลิกแซงได้อีกใน 10 นาทีถัดมา 4-3 แล้วชนะเหนือซัลซ์บวร์กจนถึงเกมนี้กับเลสเตอร์ที่ เยอร์เกน คลอปป์ เตรียมปิดเกมด้วยการส่ง double substitution ทั้งเฮนโด้ และโอริกี้ ลงสนามเกือบนาทีที่ 80 เพื่อรักษาสกอร์ 1-0 และคลีนชีตแต่ทำไม่ได้

ทว่าลิเวอร์พูลก็เดินหน้าด้วย “อีกก๊อก” อีกเกียร์การเล่นจนได้ประตูชัยในช่วงทดเจ็บ 90+ นาทีอีกครั้งเป็นหนที่ 34 ในพรีเมียร์ลีกเหนือกว่าทุกทีมอันแสดงให้เห็นถึง determination และความเชื่อในขั้นสูงของทีม

ใช่แล้ว มันไม่ใช่ ฟุตบอลจากต่างดาว หรือเหนือดุจเทวดาจากนอกพิภพเหมือนบาร์เซโลน่า หรือแมนฯซิตี้ ทว่านี่คือ ฟุตบอล “บนโลกมนุษย์” ที่จับต้องได้

ฟุตบอลของลิเวอร์พูล คือ “บทเรียน” บนโลกมนุษย์ มันคือ “เรื่องจริง” มันคือ สิ่งที่มีอยู่จริง มันสัมผัสได้ มันเหมือนละคร GMM25 ไม่ใช่ Channel 3

เรา “จูบจริง” “รักจริง” และ “ถูกเท” กันจริง ๆ

เรารักเค้า รักลิเวอร์พูล และเยอร์เกน คลอปป์ ที่กำลังสร้างเส้นทางสายมหัศจรรย์บนศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก 2019/20 ซึ่งอาจไม่มีมนุษย์คนใดในโลกทำได้กับการทำ สถิติ สถิติ และสถิติ

ที่เหนือมนุษย์ เหมือนมาจากต่างดาว แต่เรามีอยู่จริง!!!

กับเกมนี้ คงจะไม่เบื่อกันนะครับที่จะ keep saying อะไรเว่อวัง อลังการเหมือนที่พารากราฟต้น ๆ ข้างบนหลังเกมที่ คลอปป์ พูดเองแหละครับว่า หากไม่ใช่เพราะ “โชคช่วย” ด้วยเราคงไม่สามารถชนะอะไรได้มากมายขนาดนี้ หรือทำอะไรให้พิเศษมหัศจรรย์เช่นนี้ ที่ไม่มีใครตอบได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด

โดย “เก็บตก” 5 ประเด็นเกมนี้มีอะไรบ้างเนื้อ ๆ เราไปดูกันอีกครั้ง มันส์ ๆ:

1. ประตู “โคตรคุณภาพ”

Twitter @LFC

ทั้ง 1-0 นาทีที่ 40 จากบอลแรกจากแดนหลัง play out from the back ระหว่าง เวอร์จิล ฟาน ไดต์ – เจมส์ มิลเนอร์ และแอนดี้ โรเบิร์ตสัน ก่อนที่ รบส. จะชิ่งให้มิลเนอร์ที่ก่อนหน้านี้โชว์สเต็ปให้แล้วไป pass and move มารับบอลจาก รบส.แล้วหยอดงาม ๆ ด้วยซ้ายไปที่ว่าง half space ตัดหลังจอนนี่ อีแวนส์ ให้ซาดิโอ มาเน่ โซโล ประตูที่ 50 ในพรีเมียร์ลีกสีเสื้อลิเวอร์พูล ลูกนี้สุดยอดโดยเฉพาะการ “แกะเพรสซิ่ง” ในจุดที่เลสเตอร์ ดันไลน์รับหลังถึงเกือบกลางด้วยความมั่นใจ และโชว์ความสัมพันธ์กันไม่กี่จังหวะ ด้วยบอลจังหวะเดียว และเคลื่อนที่ ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรเป็นประตูลักษณะที่ เจมี วาร์ดี้ ชอบยิงมากกว่านะครับ

และประตู 1-1 ในอีก 40 นาทีต่อมาจากการต่อบอลจากแนวกลางไปหน้าของ มาร์ค อัลไบร์ทตัน ให้ตัวสำรอง อโยเซ เปเรซ ที่แตะต่อสั้นให้ แมดดิสัน วิ่งตัดหลัง VvD และเป็นช่องว่างระหว่างกองหลังดัตช์กับ เดยัน ลอฟเรน แบบพอเหมาะพอเจาะพอดี ประตูนี้โชว์ว่า เจมส์ แมดดิสัน ไม่ได้มีเฉพาะลีลา การผ่านบอล และทักษะพิเศษส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นจังหวะสังหารด้วยทั้งที่เกมรับลิเวอร์พูลจะว่าไปแล้วทำหน้าที่ได้แทบจะมาตรฐาน แต่จังหวะนี้ของเลสเตอร์ อันเป็นการยิงเข้ากรอบครั้งเดียวในเกมทำได้ดีจริง ๆ

2. จุดโทษของ ซาดิโอ มาเน่

Twitter @LFC

ผลงานของ มาเน่ ในเกมนี้ทั้งประตูแรกที่ยิง และการทำให้ทีมได้จุดโทษต้อง “ชื่นชม” และต้องไม่ลืมการลงไปช่วยเกมรับโดยเฉพาะครึ่งแรกในหลายจังหวะที่จัดการกับ เบน ชิลเวลล์ ได้อยู่หมัด โดยจุดโทษนี้คลาสสิคมาก ๆ ตรงที่ “โดนสัมผัส” ปุ๊บก็ล้มปั๊บทันทีตาม “คำสอน” ที่เหล่ากองหน้าได้รับตั้งแต่วัยเยาว์ และอัลไบร์ท์ตัน คงคอมเพลนอะไรไม่ได้ เพราะ “ชุ่ย” เองที่เข้าบอลผิดจังหวะ ผิดเหลี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็น soft penalty มาก ๆ และมาเน่ไม่ต้องล้มก็ได้ แต่นี่แหละครับ การ “เรียนรู้” และเป็นความพยายามมุ่งมั่นเพื่อจะเอาชนะ และไขว่คว้าหาประตูตั้งแต่จังหวะที่ โอริกี้ สร้างมาก่อนจะถึงจุดดังกล่าวแล้ว

3. มิลเนอร์ กับจุดโทษ

Twitter @LFC

กัปตันทีมตอนต้นเกมก่อนจะส่งคืนปลอกแขนให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน หลังนาทีที่ 70 ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา และเป็นคน “โคตร แอสซิสต์” ประตูแรก และกับจุดโทษลูกนี้ในช่วงทดเจ็บที่ต้องยอมรับเลยว่า อาจจะมีความสำคัญที่สุดสำหรับลิเวอร์พูลในบั้นปลายที่เปลี่ยน 1 เป็น 3 คะแนนเต็มล้ำค้าโคตร ๆ และเป็นการยิงนาทีที่ 90+ ครั้งที่ 34 ของหงส์แดงซึ่งมากกว่าทุกทีม และตัวเลขนี้แสดงให้เห็นอะไรมากมายในจิตใจ และพลังขับเคลื่อนเหนือธรรมดาของทีมชุดนี้

4. เปลี่ยน 2 ตัวเพื่อปิดเกม

Twitter @LFC

การถอด บ๊อบบี้ เฟียร์มิโน ออกให้ ดิว็อค โอริกี้ ลงแทน และเอาเฮนโด้ แทนจิจี้ ไวจ์นัลดุม นาทีที่ 78 คือ การ “ปิดเกม” เพราะด้วยพลังที่มากกว่าของกัปตัน และโยก ซาลาห์มายืนกลาง มาเน่ ด้านขวา และโอริกี้ ซ้ายไว้ช่วยรับริมเส้นกับโต้กลับ คลอปป์หวังว่า 1-0 จะพอเพียงซึ่งก็จริงหากดูจากสถิติทั้งเกม เลสเตอร์ ได้ยิงเพียง 2 หน (เข้ากรอบ 1 หน และเป็นประตู) ดังนั้น แม้จะโดนกดดันหนักบ้าง และ “ภาพรวม” เป็น 90 นาทีที่ยากที่สุดอีกเกมหนึ่ง แต่หงส์แดงเรียนรู้จะเล่นอย่างไรเพื่อเก็บ 3 คะแนน แต่เมื่อสุดท้ายพลาดไป พวกเค้าก็ยังมี “อีกก๊อก” ให้ขยับจากความพลัง และความพยายามที่คลอปป์พูดแหละว่า รู้สึกได้ว่า น่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น และสุดท้ายก็มีจุดโทษจริง ๆ

5. ซาลาห์โดนฟาวล์โหดร้าย

ก็ต้องใช้คำนี้นะครับว่า “โหด” หรือภาษาฟุตบอล คือ cynical foul ซึ่งเป็นการฟาล์วในจังหวะที่กำลังเลี้ยงบอลสู่ประตูคู่ต่อสู้แล้วถูกหยุดแบบตั้งใจ งานนี้ฮัมซา เชาดูรี ควรโดนใบแดงได้เลย และคลอปป์ถึงกับพุดว่า “ไม่ใช่เพราะนี่คือ โม หรือคือเรา แต่พูดเพราะฟุตบอลเล่นแบบนี้ไม่ได้” พร้อมกับถามกลับสื่อคนสัมภาษณ์ และยืนยันยังไงก็แดง แต่อาจเพราะนี่คือบอลอังกฤษจึงรอดไป งานนี้ก็ต้องภาวนานะครับว่า ดาวเตะอียิปต์จะเป็นอย่างไรบ้าง และยังดีที่พักเบรกทีมชาติ

โดยอีก 2 นัดถัดไป ลิเวอร์พูล จะเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด (20 ต.ค.) เพื่อทาบสถิติชนะติดต่อกัน 18 นัดในพรีเมียร์ลีกตามด้วยเฝ้ารังกับสเปอร์ส เพื่อทำลายสถิติ

ถึงตอนนี้ มีใครจะไม่เชื่อว่า ทีมมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ชนะแต่ละทีด้วยความเจ็บปวด แฮปปี้ bitter sweet happiness จะทำเหนือกว่าทีมจากต่างดาวไม่ได้!



MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Story

5 เรื่องที่คุณต้องรู้เกม 2 สัตว์ปีก “ไก่ – หงส์”

SPORTDesk. Team

หลังจากหลีกทางให้กับโปรแกรมทีมชาติ ไป 1 สัปดาห์ คราวนี้ถึงคิวโม่แข้งของฟุตบอลลีกเช่นเดิมแล้ว โดยไฮไลท์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษสัปดาห์นี้ มาฟาดแข้งกันเร็วมาก ตั้งแต่คู่วันเสาร์ เวลา 18.30 น. ซึ่งสเปอร์สของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ต้องโคจรมาดวลกับ จ่าฝูง ลิเวอร์พูล ของกุนซือเฮฟวี่เมทัล เยอร์เก้น คล็อปป์

Feature

5 ประเด็นน่ารู้ก่อนแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้

SPORTDesk. Team

คงไม่มีเกมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ คู่ไหนในสัปดาห์นี้ ที่จะมีดีกรีเข้มข้นและความดุเดือดและเป็นสงครามแข้งแห่งศักดิ์ศรีมากไปกว่า แมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์อีกแล้ว โดยเกมวันอาทิตย์นี้ แมนฯ ซิตี้ จ่าฝูง จะเปิดบ้านเอติฮัด สเตเดี้ยม พบกับแมนฯยูไนเต็ด ในเวลา 23.30 น. ตามเวลาไทย และนี่คือ 5 ประเด็นที่ควรรู้ ก่อนเกมซูเปอร์บิ๊กแมตช์

Story

ดร็อกบาแขวนสตั๊ด-ตำนานที่จะถูกเล่าไปอีกนาน

SPORTDesk. Team

ดิดิเยร์ ดร็อกบา อดีตกองหน้าผู้ใช้เท้าเขียนเรื่องราวการยิงประตูจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของสโมสรเชลซี ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า นับตั้งแต่นี้ไป เขาขอยุติเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเขายึดถือเป็นสรณะของชีวิตมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี