สิงโตหัวใจสลาย

12 July 2018
72 VIEWS

แม้จะ “หัวใจสลาย” แต่ประสบการณ์จากการเดินทางใน “บอลโลก 2018” ครั้งนี้ได้สร้างเครดิตให้กับแกเร็ธ เซาธ์เกต และนักเตะทีมชาติอังกฤษทุกคนอย่างยิ่ง

มันทำให้ทุกคนในชาติ แม้กระทั่งสื่อมวลชนที่ว่า “เคี่ยว ๆ” หันมาหนุนหลัง และรวมใจเป็นหนึ่งได้อีกครั้ง

แม้ผลลัพธ์จะไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ไกลที่สุด ทว่าก็เป็นเส้นทางที่สามารถ “ยืดอก” กลับบ้านได้อย่างน่าภาคภูมิใจครับ

 

บทสรุปสุดท้าย 3 ประการจากแมตช์ อังกฤษ – โครเอเชีย:

 

1.บรรยากาศแห่ง “บิ๊กแมตช์”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือ เกมนัด “รองสุดท้าย” ที่เหลืออีกเพียง 1 ขั้นบันไดเท่านั้นจะถึงปลายทางฝัน

ก่อนเกมได้เกิดปรากฎการณ์มากมายทั้งในอังกฤษเอง, รัสเซีย และทั่วโลก ใน “มุมมอง” หรือ perspective แบบอังกฤษว่า มันน่าจะถึงเวลาของพวกเค้า (ซะที!)

เวลาที่ Football comes home. โดยอ้างอิงถึง 2 ประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดนั่นคือ “แชมป์โลก 1966” และการเข้ารอบเซมิไฟนอล 1990

ทั้ง 2 ครั้งกินเวลายาวนาน และทัพสิงโตคำรามรุ่นแล้วรุ่นเล่ารวมถึง Golden Generation เบคแคม, พี่น้องเนวิลล์, สโคลส์, เจอร์ราร์ด, แลมพาร์ด, รูนีย์ ฯลฯ

ต่างไม่เคยทำได้สำเร็จ

แฟนบอลกว่า 1หมื่นคนกับโควต้าตั๋วในลุซนิกี้ สเตเดี้ยม และกว่า 50 ล้านคนในเกาะอังกฤษไม่นับexpat ทั่วโลกต่าง “ตื่นเต้น” กับการเดินทางครั้งนี้ที่ไม่มีใครคาดหวังมาก่อน

การแถลงข่าวก่อนแมตช์1 วันก็เต็มไปด้วยสื่อมวลชนทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปไม่ว่าจะ อิตาลี, สเปน, เยอรมัน ฯลฯ มากกว่าสื่อผู้ดีเองเสียอีก

อันเป็นสิ่งไม่เคยปรากฎมาก่อน

(ก็แน่นอน…ชาติมหาอำนาจลูกหนังเหล่านั้นตกรอบกันหมดแล้ว!)

ครับ แมตช์นี้จึงไม่ใช่แค่ 90 นาทีในเกมการแข่งขัน แต่เป็นก่อน ระหว่าง และหลังเกมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่มากกว่าแค่เกมฟุตบอลธรรมดา ๆ

“อะดรีนาลีน”, ความกดดัน, ความเครียด, ความคาดหวัง, ประหม่า, เกร็ง, ตื่นเต้น ฯลฯ ที่พร้อมจะถาโถมเข้าสู่ตัวนักเตะ ทีมงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงกองเชียร์

มันจึงไม่แปลกที่เกมก่อนหน้าระหว่าง ฝรั่งเศส – เบลเยียม จะถูกตัดสินด้วยลูกตั้งเตะเพียงประตูเดียว และแมตช์ก็เกือบเป็นเช่นนั้นจากฟรีคิกต้นเกมของ ทริปเปียร์

 

2.รูปแบบการเล่น

ทั้ง 2 ทีมใช้ผู้เล่นที่ดีที่สุดกับระบบวิธีการเล่นของตัวเองลงสนามได้ครบครัน เฉพาะอย่างยิ่งฝั่งโครแอตที่กลับมาใช้ โบรโซวิช ยืนกลางรับ และดันโมดริช ขยับขึ้นสูง

ต่างจากเกมที่ผ่านมากับรัสเซียที่ สลัตโก้ ดาลิช ไม่พอใจนักกับบาลานซ์ของทีมที่เลือกใช้ ครามาริช ลงมาเป็นตัวสนับสนุนมันด์ซูคิช และให้ราคิติช ยืนคู่กับโมดริช ในระบบ 4-2-3-1

ส่วนสิงโตคำรามก็ใช้ระบบ3-5-2 ชุดเดิมกับแมตช์เชือดสวีเดน 2-0 และก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะลงมารับมากไป และต่ำไปบ้างในบางจังหวะ(ต่ำในกรอบเขตโทษ18 หลา) โดยเฉพาะหลังออกนำตั้งแต่ 5 นาทีแรก

แต่ทัพสิงโตคำรามก็มีโอกาสในเกมรุกอยู่บ้าง แม้จะประปรายกับตำแหน่งการยืน และ “shape ฟุตบอล” ที่ไม่ดีนักเนื่องจากโครเอเชียเก่งฉกาจกว่าในเชิงแท็คติกส์ เช่น การวางแผนใช้ขุมกำลังค่อย ๆ นวดเข้าทำจากบริเวณต่าง ๆ หรือยามรับแบบได้เปรียบด้วยปริมาณผู้เล่น

หรือการดีเลย์ การเพรสซิ่ง ไม่ให้อังกฤษสร้างเกมออกเกมรุกได้ถนัดตั้งแต่ไลน์บน มันด์ซูคิช, เรยิช และเปเรซิช รวมถึงโมดริชจนบีบให้อังกฤษต้องเล่นบอลยาวไดเร็คต์

หรือคืนกลับหลังบ่อย ๆ ให้พิคฟอร์ด

ส่วนตัวเสียดายที่ทั้ง2 ประตูเป็นการหลุดทะลุไปยิงใน “ช่องว่าง” ระหว่างเซนเตอร์ฮาล์ฟโดยลูกแรก เปริซิช ที่สามารถจับฟาล์วเพราะยกเท้าสูงระดับศีรษะวอล์คเกอร์ที่พุ่งไปโหม่งได้

ทว่าก็ต้องชมการ “เคลื่อนที่” ตัดมาจากข้างหลัง (Blind side run) ที่วอล์คเกอร์ไม่เห็น

ประตูชัยโดยหัวหอกยูเว่ มันด์ซูคิช ก็เช่นกันที่เล่น “ทีเผลอ” และโฉบขยับระหว่างช่องเซนเตอร์ฯหนี สโตนส์ ไปยิงเสาไกลท่ามกลางผู้เล่นในกรอบเขตโทษที่มากกว่าของทัพผู้ดี

โดยรวมแล้ว ทรงฟุตบอล โครเอเชีย เล่นด้วยกลยุทธ์ และใช้แท็คติกส์ต่าง ๆ มาประติดประต่อได้เป็นระบบมากกว่า และทำได้สม่ำเสมอตลอดเกมการแข่งขันแม้จะโดนนำเร็ว

ขณะที่อังกฤษใช้ถูกจำกัดให้การบิ้วท์เกมเป็นลักษณะบอล “ไดเร็คต์” ทะลุจากหลังสู่หน้า หรือไปพื้นที่ว่างด้านข้างที่โครเอเชียพอจะปล่อยพื้นที่ว่างไว้ให้เท่านั้น

ขณะที่ช่องระหว่างเซนเตอร์ฯ หรือระหว่างเซนเตอร์ฯกับแบ็คทั้ง 2 ข้างอันเป็นบริเวณhalf space ที่อันตรายที่สุด ลอฟเรน และเพื่อน ๆ ทำได้ดี

รวมถึงบริเวณกลางสนามที่ โบรโซวิช สร้างบาลานซ์ได้ดีรวมกับราคิติช และโมดริช

โครเอเชียจึงสมควรเป็นผู้ชนะจริง ๆ และอังกฤษก็ไม่ควรเสียใจกับผลงานที่ทำมาได้เกินตัวขนาดนี้

 

3.หัวใจสลาย…

อย่างไรก็ดีก็ต้องยอมรับว่า “ใจสลาย” พอประมาณ เพราะแม้จะเป็นรอง แต่การเดินทางก็ขยับมาใกล้เส้นชัยแล้วมาก ๆ

ประตูแรกจาก “ไดเรคต์” ฟรีคิกในรอบน็อคเอ๊าท์ “บอลโลก 2018”

ประตูแรกของ เคียรัน ทริปเปียร์ ในนามทีมชาติอังกฤษ

ประตูที่นาจะสิ้นสุดการรอคอย…52ปีนับจาก “บอลโลก 1966”

“สิงโตคำราม” อังกฤษ น่าจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ได้

จริง ๆ นะ!!!

ทว่าไม่เป็นเช่นนั้น และก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่า อังกฤษจะมีโอกาสที่ดีแบบนี้อีกหรือไม่

และ “ต้องรอ” อีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ยินบทเพลง Three Lions (Football’s coming home) แบบมี “ความเชื่อ” เช่นนี้อีกครั้ง…