ความเป็น “มืออาชีพ”

3 January 2019
356 VIEWS

ไม่น่า “แปลกใจ” นะครับหากสาวก “เดอะ กันเนอร์ส” อาร์เซนอล จะจัดของกำนัล “โห่” ชุดใหญ่ระงมถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม กับการเปลี่ยนตัว แอรอน แรมซีย์ ลงแทน อเล็กซานเดร ลากาแซตต์ ในนาทีที่ 75

โห่ทำไม?

สถานการณ์ตอนนั้น อาร์เซนอล นำ 2-1 เพราะ อาบูบาการ์ กามาร่า เพิ่งจะยิงตีไข่แตกให้ผู้มาเยือน ฟูแล่ม ในนาทีที่ 69 ดังนั้น อูไน เอเมรี จึงปรับแท็คติกส์ที่อาจไม่ถูกใจแฟน ๆ นัก

ถอดกองหน้าออกแล้วใส่กองกลางลงไป “แพ็ค” เกมที่ฟังดูอาจจะเหมือนไม่สู้ในรังตัวเอง

ขณะเดียวกัน แฟนปืนใหญ่ก็มองด้วยว่า แรมซีย์ เป็น Free Agent เหลือสัญญาแค่ 6 เดือน และสามารถย้ายทีมไปเล่นต่างแดนได้แล้วในตลาดนักเตะเดือน มกราคม นี้

จะด้วย “ทั้งรัก” หรือ “ทั้งเกลียด” ก็สุดแล้วแต่ แรมซีย์ เสมือนไม่ได้มี “อนาคต” อยู่กับทีมอีกต่อไปแล้ว

จะเปลี่ยนตัวลงมาทำ “หอยหลอด” อะไร

หรือไม่มากก็น้อย อาการ “เมาค้าง” จากแมตช์โดนลิเวอร์พูลตบไป 1-5 ยังค้างคาอยู่

ดังนั้น ตอบได้ว่า “เสียงโห่” ก็เพราะ ไม่พอใจการตัดสินใจในการเปลี่ยนตัวครั้งนี้ของกุนซือที่เพิ่งทำทีมแพ้ยับมา

ครับ พูดถึงการ “ตัดสินใจ” กับโค้ชที่ฟังดูอาจเป็นเรื่องง่าย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ได้ง่ายเลยในการจะทำให้ “ถูกใจ” ทุก stakeholders ของทีม

Stakeholders แปลได้ว่า ผู้มีผลประโยชน์ร่วมของทีม ไม่ว่าจะแฟนบอล, สปอนเซอร์, เจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่าง ๆ ของทีม เรื่อยไปจนถึงผู้บริหารสโมสร

10 คน 10 ความคิด, 100 คน ก็ 100 ความเห็น แต่ stakeholders ในทีมฟุตบอลมีหลักล้านคน

แน่นอนแหละครับ โค้ชที่ดีต้องเป็น “ผู้ฟัง” ที่ดีด้วย และฟังได้กระทั่งเด็กเก็บบอลด้วยซ้ำดังที่ผมเคยเขียนถึงไป

แต่โค้ชที่ดีก็ต้องมีความเป็นตัวของตัวเองที่ต้องมีความสามารถในการ “ประมวล” ทุกความเห็นก่อนจะตัดสินใจ

และ “รับผิดชอบ” การตัดสินใจทุกครั้ง

“ผมเข้าใจแฟน ๆ ของเรานะ”

“ในเชิงแท็คติกส์ ผมคิดว่า ตอนนั้นเราต้องการปรับสมดุลของทีม และมากกว่านั้น เราเห็นแล้วว่า ฌอง มิเชล (เซรี) ลงสนามมาแล้ว เราจึงจำต้องมีผู้เล่นวางไว้ใกล้ ๆ ตัวเขา เพื่อไม่ให้เขาเล่นได้ง่ายกับลูกบอล”

“แอรอน แรมซีย์ สามารถรับหน้าที่นั้นได้ และช่วยเราได้ด้วยในเกมบุก และทำประตู นั่นเป็นหตุผล ผมเองต้องทำงานของผม ไม่ใช่เพราะทำตามแฟนทุกคนที่ต่างก็มีความคิดเกี่ยวกับแท็คติกส์ที่ต่างกัน”

“ในตอนนี้ เขา (แรมซีย์) ยังคงเป็นนักเตะของเรา เขาเล่นได้ดีในเกมกับลิเวอร์พูล วันนี้เล่น 15 นาที และยิงประตูได้ เขาช่วยเราในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เก็บผลการแข่งขันได้ ผมเองต้องการให้โฟกัสในเรื่องนี้ในยามที่เขาลงสนาม”

-อูไน เอเมรี่ กล่าวถึงเหตุผลในการเปลี่ยนตัวครั้งนี้ (ทั้งที่จริง ๆ ไม่ต้องอธิบายก็ได้)


เสริมจากมุมนี้ จะพอเข้าใจได้ว่า เอเมรี่ “แอบห่วง” เกมรับ และบาลานซ์ของทีมโดยเฉพาะยามตั้งรับซึ่งไม่ได้ผิดอะไร

เกมนี้เองก็เริ่มต้นกระท่อนกระแท่น และเกือบโดนเด็ก ๆ ของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ทำประตูได้ก่อนด้วยซ้ำจาก ไรอัน เซสซิยอง เหน่ง ๆ 2 จังหวะ

ความพยายามปรับมาเล่น “หลัง 3” แม้จะยังดูติด ๆ ขัด ๆ และมี “รูโหว่” แต่ก็ถือว่า “คาแร็กเตอร์” นักเตะ มุสตาฟี-โซคราติส-คอสเชียลนี่ นั้นสอบผ่าน แม้จะดูเชื่องช้า

ผมแอบติดตรงมิดฟิลด์คู่กลาง ชาก้า กับเกนดูซี่ ที่อาจคล้ายกันเกินไป และหากใช้ ตอร์เรร่า อาจจะสมดุลดีกว่า

ริมเส้นซ้ายขวา ถือว่า สมบูรณ์ และรวดเร็วทั้ง เมตแลนด์-ไนล์ส และโคลาซินัช

หน้า 3 ตัวไม่ว่าจะ อิโวบี้, ลากาแซตต์ หรือโอบาเมยอง คงไม่ต้องพูดถึงมาก

รวมความแล้ว การเล่น 3-4-3 กับทีมชุดนี้ หากปรับบางจุด เช่น คู่กลาง หรือซื้อตัวแกร่ง ๆ ใช้เท้าได้ดี แข็งแรง และหนุ่มสดมาแทนโซคราติส ได้ ผมเชื่อว่า เอเมรี่ น่าจะพออกพอใจ

แฟน ๆ กันเนอร์สก็น่าจะได้ลุ้น “ท็อปโฟร์” ได้นะครับ

มากกว่า ระบบการเล่นไม่ว่าจะ “หลัง 3” หรือ “แบ็คโฟร์” ก็คือ วิถี และวัฒนธรรมในการเล่นที่กุนซือสแปนิชไม่ได้เปลี่ยนจากสิ่งดีงามที่ อาร์เซน เวนเกอร์ ได้สร้างสมมา

จะเห็นได้ว่า จำนวนประตูได้ 46 ประตูที่เท่ากับสเปอร์ส และเป็นรองแค่ แมนฯซิตี้ กับลิเวอร์พูล ยังคงเป็น “จุดเด่น” พอ ๆ กับรูปแบบการเล่นสวยงาม (play from the back) และเน้นบอลเท้าต่อเท้า และครอบครองบอล

แต่ประตูเสีย (31 ประตู) มากกว่าสเปอร์ส 10 ลูก และมากกว่า ลิเวอร์พูล (เสียแค่ 8) หรือแมนฯซิตี้ (เสียเพียง 16) มันเทียบกันไม่ได้

เอาเป็นว่า เอเมรี่ ทำในสิ่งที่ “ยากกว่า” นั่นคือ การทำประตูได้สำเร็จ และ “ต่อยอด” วัฒนธรรมการเล่นบอลสวยงามได้ดีเยี่ยม

เกมรับคงต้องค่อยเป็นค่อยไปหลัง 4-5 เดือนเพิ่งผ่านไป และต้อง “เข้าใจ” ว่าทำไมถึงต้องเปลี่ยนตัวแบบเกมนี้ แรมซีย์ แทนลากาแซตต์

สุดท้ายที่ผมจะ “ทิ้งไว้” เป็นอาหารสมองอีกประการ คือ ความเป็นมืออาชีพของทั้ง เอเมรี่ ต่อลูกทีม เช่นกรณีนี้ แรมซีย์ และตัวนักเตะเวลส์เองที่แสดงให้เห็น

เอเมรี่ ยังมั่นใจว่า ดาวเตะวัย 28 ปีที่มีข่าวทั้งกับ เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิค ยังคงเต็ม 100% ท่ามกลางสถานการณ์สัญญาส่วนตัว

และแอบคิดว่า แรมซีย์จะอยู่ถึงจบซีซั่นด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะย้ายตอนไหน แต่เมื่อได้รับโอกาส แรมซีย์ก็เล่นเต็มที่ และทำได้ดีถึงขั้นผู้คนไป “ค่อนแคะ” กับเงินเดือน เมซุส โอซิล ว่าทำไมไม่ขายทิ้งไปแล้วมาจ่ายให้แรมซีย์

สถานการณ์แบบนี้ “ไม่ง่าย” ในการทำงาน แต่ทั้งเอเมรี่ กับแรมซีย์ ก็ทำได้ดี ถึงดีมาก

ในชีวิตจริง หน้าที่ การงาน และความรัก ของเราก็เช่นกันที่เราอาจตกอยู่ในสถานการณ์ “จำยอม” หรือ “จำทน” แตกต่างกรรม และวาระกันไป

พวกเรายังคงฉายแววความเป็น “มืออาชีพ” the show must go on ได้เพียงใด

ให้ไม่มีใครว่าเราได้จนกว่าการ “เปลี่ยนแปลง” จะเกิดขึ้น หรือเดินทางมาถึงเวลาสุดท้ายแล้วจริง ๆ…