ทัวร์นาเมนท์สุดท้ายแห่งปีที่เปี่ยมด้วยความหมาย

เอ็มเพอเรอร์ คัพ
4 January 2020
16 VIEWS

แม้ฟุตบอลเจลีกของประเทศญี่ปุ่นจะรูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ใช่ว่าฟุตบอลบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัยจะสิ้นสุดการแข่งขันกันแล้วในปี 2019 นี้

เพราะยังมีศึกใหญ่ฟุตบอลถ้วยน็อกเอาท์ “เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ” หรือฟุตบอลชิงถ้วยพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น อีกหนึ่งรายการที่ยังไม่ได้บทสรุปของตำแหน่งแชมป์

โดยวันเสาร์สุดสัปดาห์นี้จะเป็นการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศทั้ง 2 คู่ ซึ่ง วิสเซล โกเบ จะพบกับ ชิมิสึ เอส-พัลส์ และ คาชิมะ แอนท์เลอร์ส จะพบกับ วีวาเรน นะงะซะกิ

หากมองดูเผินๆ ทัวร์นาเมนท์ส่งท้ายปีของวงการลูกหนังอาทิตย์อุทัยรายการนี้ก็ดูจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากไปกว่าการชิงแชมป์ฟุตบอลถ้วยหนึ่งรายการ แต่หากมองลึกๆถึงภูมิหลังการแข่งขัน และความมุ่งมั่นของทีมที่เหลือจะพบครับว่านี่เป็นทัวร์นาเมนท์ส่งท้ายปีที่เปี่ยมไปด้วยความหมายจริงๆ

ความเก่าแก่ และจุดประสงค์การแข่งขัน

“เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ” หรือฟุตบอลชิงถ้วยพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น เป็นฟุตบอลรายการที่เก่าแก่ที่สุดบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัย โดยเริ่มต้นแข่งขันกันครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 นั่นจึงทำให้ฟุตบอลรายการนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ และศักดิ์ศรีที่ทุกทีมสโมสรในญี่ปุ่นอยากถือมาครอบครอง

จุดประสงค์ในการแข่งขันก็เพื่อหาทีมที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น จึงทำให้ทุกทีมสโมสรที่เป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นทั้งในระดับ เจลีก1 , เจลีก2 , เจ3ลีก, เจเอฟแอล หรือทีมระดับภูมิภาค มหาวิทยาลัย ไฮสคูลทั่วประเทศมีโอกาสได้ลงแข่งขันทั้งหมด และมีโอกาสจะไปถึงแชมป์ดังจะเห็นจากสถิติที่ทีมมหาวิทยาลัยเคโอ ได้แชมป์มากที่สุดถึง 9 สมัย นั่นจึงทำให้แชมป์รายการนี้เป็นเสมือนทีมที่ดีที่สุดบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัยอย่างแท้จริง

ทัวร์นาเมนท์แห่งการอำลา

“เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ” ครั้งที่ 99 ในปี 2019 นี้นับเป็นทัวร์นาเมนท์แห่งการอำลาของบรรดากุนซือ และนักเตะที่ต่างเตรียมโบกมือลาต้นสังกัดหรืออำลาอาชีพนักฟุตบอลเมื่อจบการแข่งขันรายการนี้

ที่ดังที่สุดคงหนีไม่พ้น ดาวิด บีญ่า ดาวยิงระดับตำนานชาวสเปน ที่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าเขาจะอำลาชีวิตลูกหนังของตัวเองหลังจบการแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ โดยดาวเตะวัย 38 ปี หวังว่าจะคว้าแชมป์ฟุตบอลรายการนี้เพื่อปิดฉากชีวิตนักเตะของตัวเองลงอย่างสวยงาม

นี่จึงเป็นทัวร์นาเมนท์สุดท้ายที่เราจะได้เห็นภาพ และเก็บความทรงจำของดาวยิงที่ว่ากันว่ามีความเฉียบขาดในการทำประตูมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนัง

นอกจากนั้น โก โออิวะ กุนซือของ คาชิมะ แอนท์เลอร์ส และ โยชิยูกิ ชิโนดะ กุนซือของ ชิมิสึ เอส-พัลส์ ต่างก็เตรียมวางมือจากตำแหน่งผู้จัดการทีมพร้อมกันหลังจบทัวร์นาเมนท์นี้

โดย โออิวะที่ประกาศอำลาตำแหน่งจากผลงานที่ไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ทั้งในเจลีก1 , เจลีกคัพ หรือการป้องกันตำแหน่งแชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก หวังว่าจะปิดฉากการคุมทัพกวางเขาเหล็กด้วยการนำลูกทีมทำผลงานให้ดีที่สุดในฟุตบอลรายการนี้ เฉกเช่นเดียวกันกับ ชิโนดะ ที่หวังจะนำทีมทำผลงานให้ดีที่สุดก่อนจะเปลี่ยนมือไปเป็นผู้ช่วยของ ปีเตอร์ คลาส์มอฟกี้ อดีตผู้ช่วยของ อังเก พอสเตโคกลู ที่ โยโกฮามะ มารินอส ซึ่งถูกตั้งเข้ามาคุมทัพเอส-พัลส์ในฤดูกาลหน้า

“แชมป์” ที่จะได้ไปศึกชิงเจ้าสโมสรเอเชียแบบอัตโนมัติ

นอกจากแชมป์ที่จะได้เงินรางวัลถึง 150 ล้านเยน อีกหนึ่งความสำคัญของแชมป์รายการนี้คือ “สิทธิ์” ที่จะได้ไปเล่นฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบอัตโนมัติ นั่นทำให้ทุกทีมที่เหลือต่างหมายปองที่ก้าวไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ดังกล่าว โดยเฉพาะ วิสเซล โกเบ และ คาชิมะ แอนทเลอร์ส

“The NO.1 club in Asia” หรือแปลเป็นไทยได้ความหมายว่า “สโมสรหมายเลขหนึ่งของเอเชีย” คือสโลแกนหรือปณิธานลูกหนังของ วิสเซล โกเบ โดย ฮิโรชิ มิคิทานิ ซีอีโอแห่ง ราคุเต็น บริษัทเทคโนโลยี และอี-คอมเมิร์ซอันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสร ใช้เงินลงทุนไปอย่างมหาศาลกับทีม เพื่อยกระดับให้ทีมก้าวขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวของเจลีก สอดคล้องกับปณิธานของสโมสรที่ต้องการก้าวไปเป็น “สโมสรอันดับหนึ่งของเอเชีย” ด้วยการดึงดาวเตะฝีเท้าดีระดับโลกถูกดึงตัวมารวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ อาทิ อันเดรียส อิเนียสต้า , ดาวิด บีญ่า , ลูคัส โพดอลสกี้ หรือ โธมัส แฟร์มาเล่น หรือเสริมผู้เล่นในระดับทีมชาติญี่ปุ่น ทั้ง โฮตารุ ยะมะกุจิ หรือ โกโตคุ ซากาอิ

ทว่าจนแล้วจนรอดทีมก็ยังไม่สามารถไปถึงปณิธานดังกล่าวได้ ด้วยผลงานในลีกไม่ค่อยสู้ดีนักจนไม่มีสิทธิ์ลุ้นแชมป์หรือแย่งอันดับหัวตารางเพื่อให้ได้ไปลงเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก

ดังนั้น วิสเซล โกเบ จึงมุ่งมั่นเต็มที่ที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ และคว้าสิทธิ์ไปลุยศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มแบบอัตโนมัติ เพื่อเดินตามปณิธานในการก้าวเป็นสโมสรหมายเลขหนึ่งของทวีปเอเชีย

ส่วน คาชิมะ แอนท์เลอร์ส แม้พวกเขาจะจบฤดูกาลเจลีก1 ด้วยอันดับที่ 3 และได้สิทธิ์ไปเล่นศึกชิงแชมป์สโมสรเอเชียในปีหน้า ทว่ามัก็เป็นสิทธิ์แบบที่ต้องไปเล่นในรอบคัดเลือกหรือรอบเพล์ออฟก่อน ซึ่งถ้าหากพวกเขาคว้าแชมป์รายการนี้ได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพะว้าพะวงไปเล่นในรอบคัดเลือก ด้วยการได้สิทธิ์เข้ารอบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติ
ซึ่งน่าจะมีทีมที่เฝ้าจับจ้องสถานการณ์นี้อยู่เช่นกัน นั่นคือ คาวาซากิ ฟรอนทาเล ที่จบในอับดับ 4 เจลีก 1 เนื่องจากหาก คาชิมะ แอนท์เลอร์ส ได้แชมป์ “เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ” พวกเขาก็จะได้สิทธิ์เสียบแทนทีมกวางเขาเหล็กไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือกทันที

เอ็มเพอร์เรอร์ คัพ จึงยังเป็นทัวร์นาเมนท์ที่เปี่ยมด้วยความหมายแม้จะเป็นทัวร์นาเมนท์ส่งท้ายแห่งปี และน่าติดตามครับว่าในท้ายที่สุดทัวร์นาเมนท์ที่ยังเปี่ยมด้วยความหมายนี้จะมีบทสรุปเช่นไร