เจาะลึก “แท็คติกส์” บอลโลก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

6 July 2018
424 VIEWS

ผ่านพ้นไป 21วัน หรือ 3 สัปดาห์เต็ม ๆ พอดีสำหรับฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งเดินทางมาถึงรอบควอเตอร์ไฟนอลที่ชาวโลกได้ 8ทีมสุดท้ายแบบ “เซอร์ไพรส์” มิใช่น้อย ประเด็นสำคัญ ๆ กว่าที่บอลโลกครั้งที่ 21 จะเดินทางมาถึงจุดนี้มีอะไรบ้าง…ไปติดตามกันได้เลย

           

1.จาก 16 เหลือ 8 ทีมสุดท้าย

ความรู้สึกแรกก็คือ ขาด “ขาประจำ” ไม่ว่าจะ เยอรมัน (แชมป์เก่า), โปรตุเกส (แชมป์ยูโร 2016), สเปน และอาร์เจนติน่า

เฉพาะอย่างยิ่งเยอรมัน ที่หนีกลับบ้านตั้งแต่รอบแรก

ผลการแข่งขันรอบ 16 ทีม แม้จะเห็นรายชื่ออย่าง โปรตุเกส และอาร์เจนติน่า ตกรอบไป ทว่าก็ไม่ได้แปลกใจ หรือถือว่า “พลิกล็อก” เพราะโปรตุเกส แพ้อุรุกวัย 1-2 และอาร์เจนฯ ก็พ่ายฝรั่งเศส 3-4 (แทบจะ) ปิดตำนาน โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ในบอลโลกโดยดุษฎี

ดังนั้นจึงมีเพียง สเปน ที่ไม่สามารถทำอะไร “เจ้าภาพ” รัสเซีย ได้ตลอด 120 นาทีที่เสมอ 1-1 แล้วดวลโทษแพ้เท่านั้นที่ถือว่าเป็นเกม “พลิกล็อก” ประจำรอบที่ผ่านมา

ขณะที่เกม “สุดมันส์” และดราม่า ที่สุดคงหนีไม่พ้น ญี่ปุ่นที่ออกนำเบลเยียมก่อน 2-0 ทว่าโดนแซงวินาทีสุดท้ายแบบน่าเสียดาย แต่ไม่เสียใจ 2-3ตกรอบแบบ “ยืดอก” พกความภาคภูมิกลับทวีปเอเชียได้

อันทำให้รอบ 8 ทีมสุดท้าย และการประกบคู่อ่านได้ดังนี้ สายบน (เตะวันศุกร์6 ก.ค.): อุรุกวัย – ฝรั่งเศส, บราซิล – เบลเยียม และสายล่าง (เตะวันเสาร์ 7 ก.ค.): สวีเดน– อังกฤษ และรัสเซีย – โครเอเชีย

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ “เทรนด์” การเล่นแบบรัดกุมอันอาจเกิดได้ทั้งจากการ “ประเมิน” คู่แข่งขันที่ต่ำไปจนทำให้ไม่สามารถเล่นในรูปแบบที่ต้องการได้

หรือประเมินไว้สูง จนทำให้การเล่น “เกร็ง” และกดดันกันไปหมด

ทำให้ทีมใหญ่ไม่ได้ดูเหนือกว่า (อย่างที่คิด) หรือก็คือ ทีมรอง “สู้ได้” ด้วยกลยุทธ์ตัวเอง และเกือบทำได้สำเร็จ เช่น รัสเซียที่ดึงจนชนะจุดโทษ สเปน หรือเดนมาร์ก ที่ยื้อจนแพ้จุดโทษโครเอเชีย

ญี่ปุ่นกับผลงานสร้างชื่อกับเบลเยียมก็เช่นกัน

ฉะนั้น ในรอบนี้ นอกจากคู่ “บิ๊กเกม” โดยเฉพาะสายบน และการตามติดทีมใหญ่แล้ว

การมองวิธีการเล่นของ “ทีมรอง” ไม่ว่าจะเบลเยียม, สวีเดน และรัสเซีย หรือแม้แต่อุรุกวัย จะออกมาในรูปแบบไหน?

จะมี “เซอร์ไพรส์” ได้อีกหรือไม่? กับทัวร์นาเมนท์ที่มีเสน่ห์อย่างยิ่งครั้งนี้ ก็จัดว่าน่าติดตามอย่างยิ่งเช่นกัน

 

2.สายบนเหมือนรอบ “ตัดเชือก”

ตามชื่อ “หัวข้อ” เลยว่า สายนี้ เสือ สิงห์ กระทิง แรด มีครบ ไม่นับที่ตกรอบไปก่อนหน้านี้อย่าง โปรตุเกส, อาร์เจนติน่า ก็อยู่ในพื้นที่ด้านบนนี้

 

อุรุกวัย ฝรั่งเศส

หากจะมี 1 จาก 4 ทีมที่จะ “พลิก” เข้ารอบตัดเชือกได้ในสายบน ขอยกให้เป็นขาประจำ อุรุกวัย ยอดทีมจากแดนละติน อเมริกา ที่มี “รูปแบบ” การเล่นฟุตบอลที่ดีที่สุดทีมหนึ่งในทัวร์นาเมนท์นี้

แปลความว่า ระบบ (ไดมอนด์ 4-4-2), กลยุทธ์ และกลวิธี ที่ใช้ “เหมาะสม” กับผู้เล่น

ในเกมเฉือน โปรตุเกส ลูกทีมของออสการ์ วอชิงตัน ตาบาเรซ “ป้องกัน” การเจาะภาคพื้นตรงช่องเซนเตอร์ฮาล์ฟได้อย่างยอดเยี่ยม

ทีมฝอยทองทำได้แค่ครอสส์บอลโด่งเข้ากรอบเขตโทษไปกว่า40 ครั้ง และมีพลาดเพียงหนเดียวให้ เปเป้ เขกจากการเล่นเตะมุม (ลูกสั้น) อย่างเร็วเป็นประตูตีเสมอ1-1

อันเป็นประตูแรกที่อุรุกวัยเสียในเกมนานาชาติในรอบ7 เกมหลังสุด

เกมรุก จะมีพื้นฐานจากจังหวะ transitionหรือรับ แล้วรุกโดยมีเป้าสุดท้ายที่ หลุยส์ ซัวเรซ และคาวานี่ อันแสดงให้เห็นการประสานงานที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพของทั้งคู่ในประตูที่ 2

ซัวเรส รับลูกเปิดยาวจากคาวานี่ ก่อนจะ “ตอบแทน” ด้วยครอสส์เสาสองที่หัวกองหน้า เปแอสเช เป็นประตู 1-0

ส่วน ฝรั่งเศส นั้นเกมรุกมาพิสูจน์ในแมตช์กับอาร์เจนติน่า และคิเลียน เอ็มบับเป้ “แจ้งเกิด” เต็มตัว

จากจังหวะ “เคาเตอร์แอทแทค” เป็นส่วนใหญ่ภายใต้ฟอร์เมชั่น 4-2-3-1

นั่นคือ จุดเด่นของ ดิดิเยร์ เดอชองป์ส และลูกทีมที่มีจังหวะรับ เป็นรุกอันมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี จุดที่ไม่แข็ง คือ แนวรับ อุมติตี้ มีหลุดบ่อย ๆ ตามประสบการณ์ทัวร์นาเมนท์ที่ 2 ของตน ขณะที่วาราน ไม่ใช่เซนเตอร์ฯที่มีความเคี่ยว และแข็งแกร่ง

ดังจะเห็นได้จากประตู 3-4 ที่เสียให้อาร์เจนติน่าจากบอลโด่งเข้ากรอบเขตโทษข้ามหัวไปถึง กุน อเกวโร่ โหม่งเข้าไป

ลูกลักษณะนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ดิเอโก้ โกดิน อย่างแน่นอน

กองกลาง ขาดตัว “สร้างสรรค์” และนัดนี้จะไม่มี มาตุยดี้ ที่สร้างสมดุลได้ดีแต่ติดโทษแบน อันจะทำให้ใช้ 3ตัวเก่ง: กองเต้, ป๊อกบา และมาตุยดี้ เหมือนเกม 2 ที่ชนะเปรู 1-0 และเชือดอาร์เจนติน่า 4-3 ไม่ได้

หากต้อง “ริเริ่ม” เกมรุก ทีมชุดนี้ยังมีปัญหา และคงไม่ง่ายในการเจาะทำประตูอุรุกวัย ขณะที่มีสิทธิ์โดนได้เช่นกัน หากเกมรับเล่นได้ตามมาตรฐาน 4 นัดแรกที่เสีย 4 ยิงได้ 7 ประตู

คู่นี้นอกจากจับตาการเจอกันระหว่าง แบ็คซ้าย ดิเอโก้ ลาซัลต์ ที่จะมีโกดิน คอยสอดซ้อน กับเอ็มบับเป้แล้ว อยากจะให้เฝ้าระวังวิธีการรับมือฝรั่งเศสของทัพอุรุกวัยให้ดี ๆ

 

บราซิล เบลเยียม

ประเด็นนอกเหนือจาก เนย์มาร์ใช้เวลา “กลิ้งบนหญ้า” รวมแล้ว 14 นาทีใน4 เกมก็เห็นจะเป็นการถูกมองเป็น “เต็ง 1” เบ็ดเสร็จของบราซิลที่ฉายแววการเติบโตในทัวร์นาเมนท์นี้ได้ดี

ชัยชนะเหนือเม็กซิโก 2-0 ที่ค่อย ๆ เล่นได้ดีขึ้นในเกมตอบทุกอย่างในบอลโลกหนนี้ของบราซิล

เกมรับนำโดย ซิลบา และมิรันด้า ที่ทั้งใหญ่ กับแกร่ง และเชิงดี แม้อลิสสัน จะมีแกว่งบ้างก็ตามที

ฟาคเนอร์ เด่นขึ้นทางฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายจะได้ มาร์เซโล่ กลับมา

แดนกลางแม้ไม่มี คาเซมิโร่ ที่ติดแบนแต่ก็จะได้แฟร์นันดินโญ่ ผนึกกำลังกับ เปาลินโญ่ และคูตินโญ่ โดยมี 3 ประสานที่ดีที่สุดในทัวร์นาเมนท์ เนย์มาร์ – เฆซุส – วิลเลียม ยืนเป็น 3 ตัวบน

ฉะนั้น หากมองทีมที่เล่นระบบ 4-3-3ได้ “ลงตัว” ที่สุดแล้ว บราซิลที่ยังมี เฟียร์มิโน่ เป็นตัวสำรองจัดว่า ดีที่สุดชนิดแทบไม่เหลือจุดอ่อนแล้ว

เว้นเสียแต่จะพลาดเองจากจังหวะโดนโต้กลับ หรือลูกตั้งเตะ

ส่วนเบลเยียมกับระบบ “หลัง 3” (3-4-3) อันเป็นซิสเต็มที่ต้องมีเซนเตอร์ฯ ด้านข้างเร็ว หรือแกร่ง และตัวกลางชั้นเชิงดีเพื่อระแวดระวังพื้นที่หลัง “วิงก์แบ็ค” กลับพบว่า อัลเดอร์ไวเรลด์, โบอาต้า/กอมปานี และแฟร์ตองเกน ยังไม่ใช่

กองกลางคู่ต้อง “ไดนามิค” แต่วิตเซล กับเดอ บรอย ไม่ตรง “สเปค”

ริมเส้นต้องอึด ถึก เร็ว โดยมูเนียร์ อาจจะใช่ แต่คาร์รัสโก้ มีปัญหาทุกนัด เพราะไม่ใช่ธรรมชาติตนเอง และพลังหมดก่อน 90นาที

นัดนี้เป็นไปได้ว่า อาจถึงคิวนาสเซอร์ ชาดลี ที่ทำได้ดีตอนเปลี่ยนตัวลงมากับญี่ปุ่น และทำประตูชัยได้ สลับมายืนฝั่งซ้ายแทน

อาซาร์ และเมอร์เทนส์ ในแดนหน้าริมเส้นถือว่า “สอบผ่าน” แต่ลูคาคู พิสูจน์อีกครั้ง หรือครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ตบได้เด็ก แต่ทำอะไรผู้ใหญ่ไม่ได้

นัดพบญี่ปุ่น หัวหอกแมนฯยูไนเต็ด ไม่สามารถฉีกหาช่องเข้าทำหลังไลน์แบ็คโฟร์ซามูไรได้

ขณะที่ลูกครอสส์ก็โหม่งพลาดจ่อ ๆ หลายจังหวะจนสถิติยิงรวมยังหยุดอยู่ที่ 4 ประตู

คู่นี้ จึงไม่น่าจะมีพลิกล็อกใด ๆ เว้นเสียแต่ Plan B ของมาร์ติเนซ สัมฤทธิ์ผลด้วยลูกกลางอากาศ หรือบอลตั้งเตะโดยมี เฟลไลนี เป็นตัวชูโรง

 

3.ฤาถึงเวลาอังกฤษ “สายล่าง”

ตามอันดับ FIFA/Coca-Cola World Ranking อังกฤษในอันดับ 12 คือดีที่สุดในแล้วในสายล่าง ขณะที่อีก 1 ตัวเต็ง คือ โครเอเชียนั้นอยุ่ที่ 20

ต่างจากสายบนที่ “Top 10” ทุกทีมยกเว้นอุรุกวัย (อันดับ 14)

นั่นเป็นดรรชนีเบื้องต้นชี้ชัด “ความต่าง” ของทั้ง 2 สายที่แม้จะเอามาวัดอะไรในบั้นปลายไม่ได้มากโดยเฉพาะกับบอลน็อคเอ๊าท์

แต่มันก็บ่งบอกว่า อย่างน้อย แฟนบอลผู้ดีทั่วโลก “แอบฝัน” ถึงแชมป์โลก หรืออย่างน้อยพื้นที่รอบตัดเชือกกับเค้าได้เหมือนกัน หรือคิดว่าอย่างไรกัน?

 

สวีเดนอังกฤษ

ลูกทีมของ ฮานน์ แอนเดอร์สสัน มีดีอะไร?

ตอบได้เลย การจัดการ หรือ “ออการ์ไนซ์” ที่ดีในทีมโดยเฉพาะเกมรับที่ไม่ใช่เฉพาะแผงหลัง แต่ทว่าทำร่วมกันทั้งทีมตั้งแต่ มาร์คุส เบิร์ก และโอล่า ตอยโวเน่น ในแดนหน้ามาถึง แกรนด์ควิสต์ กัปตันทีมในแนวรับ

สถิติเก็บ “คลีนชีต” ได้ถึง 3 จาก 4 เกมบอลโลกหนนี้ยกเว้นเกมเสีย2 ประตูให้เยอรมันเกมเดียว คือ เครื่องพิสูจน์รูปแบบ และวิธีการเล่นนี้ผ่านระบบที่ “ซิมเปิ้ล” ที่สุด 4-4-2 ของเกมฟุตบอล

การไม่มี สลาตัน อิบราฮิโมวิช อีกต่อไปแล้วยังหมายถึงการที่ทุกคนยิ่งต้องสร้าง “ทีมสปิริต” ผนึกกำลังด้วยกัน และสู้ด้วยกันในเวลาที่ไม่มี “สตาร์” ประดับทีม

เซบาสเตียน ลาร์สสัน จะคัมแบ็กกลับมาเป็นตัวสร้างสรรค์เกมหลังโดนแบนในแมตช์เฉือนสวิส 1-0 และน่าจะทำให้งานของเอมิล ฟอร์สเบิร์ก นักเตะเบอร์ 10 ที่เด่นที่สุดในทัวร์นาเมนท์นี้ง่ายขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ดี เกมรุก คือ ปัญหา เพราะ 6ประตูที่ทำได้เกิดจาก “จุดโทษ” 3ประตู และ own goal 1 ประตู ส่วนอีกลูกมาจากบอลแฉลบ

โดยมี Open Play เพียง 1 ประตูเท่านั้น ณ เวลาที่ก็เห็นว่า เบิร์ก แม้จะขยันขันแข็ง และได้ใหญ่ แต่เค้าคือ “สากะเบือ” ดี ๆ นี่เอง

โอกาสเดียว หรือสูงสุดที่สวีเดนจะได้ประตู คือ ลูกตั้งเตะต่าง ๆ รวมถึง “จุดโทษ” ในเวลาที่การันตีได้เลยว่า หากไม่แน่จริง อังกฤษจะเจาะสวีเดนได้ยากมาก

ทางฝั่งผู้ดีที่กำลัง “ฝันหวาน” หลังชนะดวลจุดโทษเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกได้สำเร็จหลังก่อนหน้านี้แพ้เรียบวุธ 3หน ตามหน้าเสื่อยังไงก็เป็นต่อ

ทว่าก็อย่างที่ สเวน โกรัน เอริคส์สัน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ ชาวสวีเดน เจ้าของตำแหน่งกุนซือต่างชาติคนแรกได้กล่าวไว้ว่า อังกฤษเอาชนะบราซิล ยังอาจง่ายกว่าชนะสวีเดน

นั่นก็มีส่วนถูก เพราะเกมรับสวีเดนทำงานได้ดีอย่างที่ได้เรียนไปแล้ว ขณะที่เกมรุกอังกฤษจาก Open Play ก็ดูฝืดเคือง แม้ระบบ 3-5-2 จะดูลงตัวที่สุดกับทีมชุดนี้

ไม่นับที่ “ทุกประตู” หากไม่ใช่ แฮร์รี เคน เจ้าของสถิติยิง 6 ประตูสูงสุดในตอนนี้เป็นคนทำได้แล้ว

จะมีใครยิงประตูได้อีก โดยเฉพาะจาก Open Play

หรือแม้แต่ 6 เม็ดจากเคนยังเกิดจาก “จุดโทษ” ถึง 3 ลูก และลอฟตัส-ชีค ยิงมาโดนส้นเท้าเข้าไปแบบเจ้าตัวไม่รู้เรื่องอีก1 ลูก!

ขณะที่ลูกตั้งเตะที่อาจเป็น “จุดเด่น” ของทีมที่ผ่านมาก็อาจไม่ได้เปรียบนักเนื่องจากผู้เล่นสวีเดนรูปร่างสูงใหญ่ และเล่นเกมกลางอากาศได้ดีไม่แพ้กัน

ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้มิใช่น้อยที่เกมนี้จะเป็นอีกแมตช์ที่ “ประตูชัย” จะเกิดจากเซ็ตพีชชนะไม่เยอะในแมตช์ที่อาจยื้อกันถึง “ดวลโทษ” ระยะ 12หลาวัดใจ

 

รัสเซีย โครเอเชีย

หากไม่นับที่โดนความเคี่ยวลากดินของอุรุกวัยในแมตช์สุดท้ายรอบแรก และแพ้ไปแบบสู้ไม่ได้ 0-3 ทัพนักเตะสตานิสลาฟ เชอเชซอฟ ถือว่า ทำได้เกินเป้าอย่างมาก

ด้วยความที่เสียหัวหอกตัวเก่ง อเล็กซานเดอร์ โกโกริน เพราะบาดเจ็บเอ็นไขว์เข่าขาดไปก่อนบอลโลก ตามด้วยนัดแรก ซากาเยฟ ก็มาเจ็บไป

ทว่านั่นกลับสร้างให้ตัวสำรองอย่าง เชอริเชฟ และซูบา “แจ้งเกิด” โดยทำไปแล้วคนละ 3 ประตูแบบมหัศจรรย์

แน่นอนว่า โกโลวิน เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกมแรก ผนวกกับความ “เก๋า” นำโดยอิกนาเซวิช (38ปี), เชียร์คอฟ (34– เงียบมากทัวร์นาเมนท์นี้) และนายทวารกัปตันทีม อคินเฟเยฟ (32- กลับมาไว้ใจได้อีกครั้ง)

ทีมชุดนี้จึงกลับมาเล่นได้ดีโดยมีเสียงเชียร์รัสเซียทั้งประเทศ144 ล้านคนหนุนหลัง

ชัยชนะเหนือสเปนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายผ่านการดวลจุดโทษหลังเสมอ 1-1 ใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่า พวกเค้ากำลังเดินมาถูกทาง และมี “แท็คติกส์” ที่พร้อมต่อกรกับทุกชาติ

ด้วยจุดเด่น คือ ความแข็งแกร่งแบบทีมยุโรปตะวันออกผนวกกับ “หลัง 3 คน” ระบบ 3-4-3 (เวลารับเป็น 5-4-1) โดยมี 3 ประสานแนวรุก: โกโลวิน, เชอริเชฟ และซูบา ที่ยิงรวมแล้ว 8ประตู

ทว่าจะกลบ “จุดอ่อน” เรื่องการเป็นทีมรัสเซียที่มีดาราการันตีคุณภาพน้อยที่สุดครั้งหนึ่งในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ได้หรือไม่!?

ตรงกันข้าม โครเอเชีย คือทีมที่มี “เทคนิค” ทักษะดีที่สุดทีมหนึ่งในบอลโลกหนนี้กับระบบ 4-3-3 ที่ “3” ตรงกลางเทพมากระหว่าง โบรโซวิช (ตัวรับ), โมดริช และราคิติช

ชัยชนะเหนืออาร์เจนติน่า 3-0 สร้างชื่อให้กับเหล่าขุนพลของ สลัตโก้ ดาลิช จนได้ชื่อว่าเป็นทีมฟอร์มสดที่สุดในรอบแรก และชนะ 3 นัดรวด

โมดริช, ราคิติช, โบรโซวิช และมีเปรซิล กับเรยิช ยืนริมเส้นเป็นซูเปอร์แดนกลางที่มี มานซูคิช เป็นกองหน้าตัวเป้าไม่นับ ลอฟเรน ในแผงหลัง และอื่น ๆ ที่ล้วนเป็นดาราแถวหน้าของทีมสโมสรดังในยุโรป

อย่างไรก็ดี และเหมือนกับฟอร์มกระท่อนกระแท่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเดนมาร์กที่ต้องตัดสินด้วยการสังหารจุดโทษ

โครเอเชีย ต้องพิสูจน์ตัวเองในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เวลาสำคัญ ๆ ให้ได้ดีกว่านี้

ไม่ใช่เหมือนตกรอบแรกบอลโลก 2014, ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายยูโร 2016 ทั้งที่มีดีมากกว่านั้น

ครั้งนี้ก็เช่นกันกับรัสเซียที่ “เกมรับ” ไม่ได้เพรสซิ่งหนักหน่วงแดนกลางเหมือนเดนมาร์ก แต่จะถอยลงมาตั้งรถบัสรับอย่างเดียวจนสเปนในรอบที่ผ่านมาไปไม่เป็น

กองทัพตราหมากรุกจะทำอย่างไร? กับการจะ “นวดหมี” ให้เชื่อง และเซื่องในที่สุด

รวมถึงต่อสู้กับพลังกองเชียร์เพื่อก้าวสู่รอบรองชนะเลิศต่อไป

————————————

ฟุตบอลโลก 2018 ช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อทีมเข้ารอบตัดเชือก และสุดท้ายนัดชิงชนะเลิศ 15 ก.ค.สามารถติดตามชม และเชียร์ได้มันส์ระทึกใจที่สุดผ่านระบบ “4K” ที่คมชัดกว่า “Full HD” 4 เท่า และเหนือกว่าระบบปกติ 20 เท่าผ่านทางช่อง “ทรู วิชั่นส์ 4K”

จบจาก “บอลโลก 4K” ยังเตรียมพบกับคอนเทนท์กีฬาคุณภาพในระบบ “4K” นำโดยฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ, การแข่งขันรถสูตร 1 ฟอร์มูลา 1และรายการสารคดีระดับโลกก่อนจะมีคอนเทนท์อื่น ๆ ตามมา

สมัครตอนนี้ฟรีค่าบริการ “4K” 900 บาทกระทั่งถึงเดือน ธ.ค.2561 พร้อมสอบถามโปรโมชั่นล่าสุดได้ที่1242 นะครับ

————————————-