ไม่มี “ที่ว่าง” ให้ผิดพลาด

18 April 2019
1,233 VIEWS

ลองหลับตานึกภาพหากไม่มีเทคโนโลยี VAR อะไรจะเกิดขึ้น?

ประตูจิ้มเข้าไปแบบกึ่งล้ำหน้าของ ซาดิโอ มาเน่ นาทีที่ 25 ให้ลิเวอร์พูลออกนำปอร์โต้ 1-0 คงจะเป็นลูกออฟไซด์จริง ๆ ตามคำตัดสินแรกของผู้ช่วยผู้ตัดสิน

ตรงกันข้าม ลูกยิงจากจังหวะผิดพลาด “โดนรุม” ของ คริสเตียน เอริคเซ่น แล้วจ่ายกลับหลังไปกระดอนเข้าทาง กุน อเกวโร่ เปิดให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงช่วงทดเจ็บคงจะไม่ล้ำหน้า และเป็นประตูชัย 5-3 พาแมนฯซิตี้เข้าตัดเชือกไอแอ๊กซ์ ไปแล้ว

หาใช่เป็นสเปอร์ส กับ “โอกาส” ครั้งแรกใน UCL เซมิไฟนอล (หรือจะเป็นลูกโหม่งโดนสะโพกพ่วงแขนของ ญอเรนเต้ ไล่ตามมา 3-4!?)

ผมเปิดหัวด้วยเรื่องนี้ทำไม?

ก็เพราะก่อนลิเวอร์พูลจะได้ประตูที่ทำให้เจ้าถิ่น ปอร์โต้ ต้องยิงอีก 4 ประตูอันเป็นงานที่ “อิมพอสซิเบิ้ล” มาก ๆ ยอดทีมจากโปรตุเกสเปิดฉาก และสร้างสรรค์โอกาสได้ดีในระดับน่าพอใจ

แต่นี่แหละครับ จะเรียกว่า “เสน่ห์” หรือ “เสนียด” ก็แล้วแต่ของ away goal มันทำให้ “โจทย์” ในการวางแผน และการเล่นซับซ้อนขึ้น

ไม่นับที่ความ “กดดัน” ทวีคูณ ห่วงหน้าพะวงหลัง

ปอร์โต้ ยิงไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่พลาด

เช่นกันครับ แมนฯซิตี้ กับสไตล์ฟุตบอล free-flow อิสระทางความคิดจะไม่มี mindset แอบหน่วงในใจว่า “กลัวโดน” ซ่อนอยู่ 

และก็โดนจริง ๆ อันต่างจากสถานการณ์ปกติที่หากนำใครเร็วเช่นในเกมนี้กับไก่เดือยทอง โอกาสจะพลาดเก็บผลการแข่งขันไม่ได้จะแทบไม่มี

เกมนี้แม้จะไม่แพ้ในศึก เพราะชนะ 4-3 และทำให้สกอร์รวมจบ 4-4

แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา พ่ายใน “สงคราม” ตกรอบ UCL อันเป็นอีกครั้งหลังยุคบาร์เซโลน่า กับทั้งบาเยิร์น มิวนิค และแมนฯซิตี้ กุนซือสแปนิช ยังประกาศศักดาในบอลถ้วยใหญ่สุดของยุโรปไม่ได้

เกมนี้ ยังอาจเป็น “บาดแผล” ส่งผลถึงศึกวันเสาร์นี้ “รีแมตช์” ในพรีเมียร์ลีกกับสเปอร์ส และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

ใช่ครับที่คือ ผลงานที่ดีที่สุดของทีมตราไก่

พวกเค้ามีฟิลลิ่งว่า เสียได้ ก็สามารถยิงได้

บอล 3 หน้าอะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ “โจทย์” จะยากขึ้น เพราะเป็นการเล่นโดยไม่มี “แฮนดิแคป” มาต่อแต้มจาก away goal ก็ตาม

จาก UCL เลก 2 รอบ 8 ทีมสุดท้ายเราได้เรียนรู้อะไร?

ครับ นอกจากความสำคัญถึงขีดสุดของ VAR และ away goal ที่มีผลต่อชีวิต และทรัพย์สินแล้ว

“เกมรับ” อันแสดงให้เห็นจากเกมคู่ ปอร์โต้ – ลิเวอร์พูล และแมนฯซิตี้ – สเปอร์ส (จากทั้ง 2 เลก) คือ ปัจจัยสำคัญมากจริง ๆ ในฟุตบอลถ้วย

เฉพาะอย่างยิ่งในบ้าน

ขณะที่คู่ ไอแอ๊กซ์ – ยูเวนตุส มีการพูดถึงกันมากถึงฟุตบอลจาก ไอแอ๊กซ์ อคาเดมี ที่ครั้งนี้นำทัพโดย เอริก เตน ฮาก
สปีดบอล, เทคนิค, ทักษะ มาพร้อมอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ความกล้า/มั่นใจ และมีประสบการณ์จากตัวผู้เล่นเก๋า ๆ นำโดย ดูซาน ทาร์ดิช และ เดลีย์ บลินด์ ทุกอย่างจึงลงตัว

ยูเวนตุส จึงชอกช้ำ “คารัง” ในเกมที่นำก่อนเช่นกันไม่ต่างจาก แมนฯซิตี้ ที่จังหวะนั้นหลัง โรนัลโด้ วิ่งหาที่ว่างมาโขกเข้าไปใคร ๆ ก็คิดว่า ทัพม้าลายฉลุยแน่

รูปแบบการรับ “ดั้งเดิม” ที่แผงหลังม้าลายจะ “ออร์กาไนซ์” ตัวเองใกล้กัน เฉพาะอย่างยิ่งคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟเมื่อเจอเกมรุกที่เคลื่อนตลอด และชอบดร็อปตัวเองไปอยู่ระหว่างไลน์จะทำอย่างไร?

นี่คือ ปัญหาในเชิงโค้ชที่ยูเวนตุสโดนเต็ม ๆ แต่สเปอร์สที่เกมรับชอบ “ตั๊น” ชอบดันสูงจะไม่เจอ ทว่าอาจจะโดนลูกหนังไลน์แทน!?

สุดท้าย คือ ความต่าง (มหาศาล) ของแมนฯยูไนเต็ด และบาร์เซโลน่า

จริง ๆ แล้ว ความห่างมันขนาดไหนกันแน่?

แมนฯยูฯ อยู่จุดนั้นจริง ๆ หรือ?

เกมเลก 2 ที่ “คัมป์นู” คีย์โมเมนต์ คือ จังหวะหลุดไปยิงตั้งแต่นาทีแรก และถากคานของ มาร์คัส แรชฟอร์ด รวมถึงข้อผิดพลาด อ.ยัง จนลิโอเนล เมสซี่ กดประตูแรกตามติด ๆ ด้วยประตูสองที่ เด เกอา พลาด

หาไม่แล้ว เกมจะสนุกได้ยืดยาวกว่านี้มาก

แมนฯยูฯ จึงไม่ต่างอะไรก็ปอร์โต้

มันไม่ได้ห่างมาก แต่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก คุณจะไม่มี “พื้นที่” ให้ความผิดพลาดแม้เพียงน้อยนิดครับ