กลยุทธ์ “หงส์” กำราบ “แมวใต้”

เป็นเกมที่ “ง่ายดาย” และเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็น “แมวใต้” ในบั้นปลายของแมตช์ที่ อัลลิอันซ์ อารีน่า โดยหงส์แดง บุกถล่ม 3-1 ชนิดครึ่งหลัง “เดอะ ค็อป” สามารถต้มมาม่า และซดลงคออย่างสบายใจก่อนหมดเวลาแข่งขันได้เลย

ใจความหลักประการแรกมาจาก นิโก้ โควัช และลูกทีมมี “คุณภาพ” และความสามารถไม่ดีพอ ไม่ใช่เฉพาะเกมนี้ แต่จากทั้ง 2 เลก

อีกประการ คือ เยอร์เก้น คลอปป์ และนักเตะได้ผนวก “แท็คติกส์” และรูปแบบการเล่นเป็น “ยุทธวิธี” ปราบเสือให้เป็นแมวเชื่องได้นั่นเองครับ

เลอวานดอฟสกี้ และฮาเมส คือ 2 ตัวหลักสำคัญที่เล่นไม่ได้เรื่อง

ติอาโก้ ต่ำกว่ามาตรฐาน และยืนรับบอลต่ำในทีมที่ “แดนกลาง” ขาดบาลานซ์อย่างรุนแรงร่วมกับ ฮาเมส และมาร์ติเนซ

ความ “ครีเอทีฟ” ที่สุดกลับไปปรากฎกับนักเตะแก่ ๆ อย่าง ริเบอรี่ กับวัย 36 ปี ทว่าพิษสงยังคงรอบตัว และเซอร์จ กนาบรี้ ที่ทำหน้าที่ตัดหลังแบ็คขวา และซ้าย ตามลำดับได้ค่อนข้างดีในหลายจังหวะ

ประตูเดียวของบาเยิร์นฯก็ได้จากจังหวะฟรีคิกเร็ว และกนาบรี้ วิ่งโยกหลอกก่อนกลับตัวหนี โรเบิร์ตสัน (ที่มาโดนใบเหลืองนาทีที่ 91 ติดแบนเกมหน้า) เปิดเข้ากลางให้ มาติป สกัด o.g. ตอนนาทีที่ 38 

เรียกได้ว่า เวลาประมาณไม่เกิน 10 นาทีท้ายครึ่งแรก คือ ช่วงที่เสือใต้เล่นได้ดีที่สุด

นอกนั้น ภาษาฟุตบอล คือ Dominance หรือการครอบครองสถานการณ์ และควบคุมความได้เปรียบในเกมผ่านการครองบอล ต่อบอล และคุมจังหวะ ฯลฯ

นักเตะบาเยิร์นฯ ทำไม่ได้เลย!

ตรงกันข้าม แม้เปอร์เซนต์การครองบอลจะเป็นรอง 57:43 แต่ลิเวอร์พูลกลับ Dominance ได้ดีกว่า โดยเฉพาะครึ่งเวลาหลังตลอดทั้ง 45 นาที

จุดนี้ น่าประหลาดมากที่ โควัช ไม่สามารถกระตุ้นให้ลูกทีมออกมาจากอุโมงค์ บุกเข้าลุย และโจมตีลิเวอร์พูล ต่อยอดโมเมนตัมจากปลายครึ่งแรกที่ไล่มาตีเสมอ 1-1 ได้

หนำซ้ำกลับเป็น หงส์แดง ที่ทำได้ดีกว่ามาก โดยเฉพาะในแง่ positional play หรือการยืนตำแหน่ง, การเคลื่อนที่, การผ่านบอล (แนวลึก), สปีดบอลในแดนสำคัญเพื่อช่วงชิงความ “ได้เปรียบ” 

ในแง่ style of play เราได้เห็นการเล่นผสมผสาน Mixed Style จากทั้ง 2 ทีมหมายถึง ทั้งครอบครองบอล และไดเร็กต์ฟุตบอล

ประตู 1-0 และ 1-1 เป็นบอลไดเร็คต์ตรง ๆ ที่ต้องชมทั้ง มาเน่ กับ 3 touches ตั้งแต่เฟิร์สทัช, พลิก และยิง (จากบอลยาวด้านหลังของ ฟาน ไดต์) ชนิด นอยเออร์ คงขาดไม่ถึง และผลีผลามไป

รบส.ปรกติก็ไม่ค่อยพลาดให้ใครกิน 1 ต่อ 1 ง่าย ๆ ทว่าก็พลาดให้จังหวะของ กนาบรี้

ประตู 2-1 จากคอร์เนอร์ไม่ต้องพูดถึงว่า VvD เก่งขนาดไหนในการเอาชนะ ฮุมเมิ่ล, มาร์ติเนซ และซูเล่ ในกรอบเขตโทษได้

ขณะที่ประตู 3-1 ต้องชมตั้งแต่ โอริกี้ ไปรับบอลในโซน half spaces แล้วเลี้ยงตัดเข้ากลางโซน 14 หน้าคู่เซนเตอร์ฯ ก่อนจะไหลให้ ซาลาห์ สะกิดข้างเท้าด้านนอกไปจุดนัดหมายเสาสองกับ มาเน่

มันเป็น Prime Target Area (PTA) ของฟุตบอลที่ป้องกันยากทั้งกองหลัง และนายทวาร

ลิเวอร์พูล กับ 3 ผู้เล่นทำประตูนี้ได้สมบูรณ์แบบอีกเช่นกันครับ

รวมความแล้ว “ดีเทล” แท็คติกส์ ลิเวอร์พูล ดีกว่าชัดเจน ขณะที่ยุทธวิธีดังที่ผมได้เขียนไว้เมื่อวานว่า ต้อง Compact แดนกลางก็ทำได้ดีจนเสือใต้ไปไม่เป็น

รวมถึงการรับตั้งแต่แดนบนแม้ไม่ใช่ gegen-pressing แต่ก็เป็นการปิดพื้นที่ให้บาเยิร์นฯ build up จากแดนหลังลำบาก

เฉพาะอย่างยิ่ง ติอาโก้ รับบอลต่ำไปในหลายจังหวะ (ต่ำกว่าไลน์รุกของลิเวอร์พูลโดนไม่จำเป็น) ขณะที่ ฮาเมส ในตำแหน่งเชื่อมระหว่างกลาง และหน้าก็ลงมาเล่นต่ำไปเช่นกัน

โดยอาจเป็นเพราะลิเวอร์พูล compact แดนกลางด้วยผู้เล่นมากกว่าได้ดีด้วยหลากหลายแท็คติกส์มากกว่า และนักเตะก็ทำได้ดีกว่าเป็นรายบุคคล

เกมนี้จึงจบลงแบบเศร้า ๆ เป็นที่สุดสำหรับบาเยิร์น มิวนิค

ส่วนลิเวอร์พูล คือ เก็บชัยชนะเกมเยือนนัดแรกใน UCL ซีซั่นนี้ได้ในนัดที่สำคัญอย่างยิ่งครับ

ยินดีด้วยจริง ๆ สำหรับแฟน ๆ ลิเวอร์พูล และไม่ต้องเชื่อที่ แกรี่ เนวิลล์ พูดนะครับว่า จะลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ต้องทิ้ง UCL

มัน “ปัญญาอ่อน” มากครับ


MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Story

World Cup Diary: เรื่องราวที่คุณไม่ควรพลาดใน Day 20

SPORTDesk. Team

สวัสดีวันพุธ และ ลาก่อนรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะได้ทีมครบ 8 ทีมเรียบร้อยแล้ว ญี่ปุ่น ที่เมื่อวานซืนต้องตกรอบไป ก็ยังเป็ยคนดีเสมอต้น เสมอปลาย ด้วยการช่วยกันเก็บขยะในสแตนด์เชียร์เสียเรียบร้อย โดยทีมชาติเอง ก็เก็บห้องแต่งตัวเหมือนไม่มีใครเคยใช้มาก่อนเลยด้วย

Thought

“ปีศาจแดง” กับกระจกเงาแห่งแอริเซด

ลูกแม่กิ่ง

ผมคิดถึงเรื่องของกระจกวิเศษบานนี้ขึ้นมาหลังจากที่ได้นั่งดูเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

Thought

ฟุตบอลเล่น 90 นาที

ไข่มุกดำ

กี่เกมแล้วครับที่ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ตามหลัง” ก่อนจะกลับมาเก็บแต้มได้ ไม่ว่าจะ 1 แต้ม หรือไล่แซงคว้า 3 แต้มเต็มเฉกเช่นเกมคู่แรกวันเสาร์ที่ผ่านมากับ บอร์นมัธ หรือไม่ได้แต้มเลย เช่นที่แพ้ เวสต์แฮม 1-3