“ช้างศึก” เล่นให้สนุกในสนามและทีมที่ไม่ใช่ “นรก”

ไม่ว่าจะการพ่ายแพ้คารัง เกโลรา บุง การ์โน หรือเสนายัน ของทัพนักเตะอินโดนิเซียให้กับมาเลเซีย 2-3 ในนัดเปิดสนาม หรือสถิติไม่แพ้ไทย 11 ปีในสนามนี้ที่ความจุ 77,000 คน คือ นรกทีมเยือน! ทว่าหากมองโลกในแง่บวก สิ่งสวยงามพร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอครับ

1.ใครที่คิดว่า อินโดฯ แพ้เกมแรกแล้วจะ “เน้น” เป็นพิเศษพร้อมกับสร้างความยากลำบากให้ทีมชาติช้างศึก ไทยแลนด์ (มากกว่าหากไม่แพ้) ในแมตช์วันนี้ 10 ก.ย.คำตอบคือ ไม่แน่เสมอไปนะครับ

เพราะนั่นเท่ากับว่า ทีมอิเหนาจะ “เจ้าเล่ห์” ไม่ได้ เนื่องจากหากแพ้อีกหนติดต่อกันในบ้าน สถานการณ์จะแทบพับเสื่อ ดังนั้นไม่มากก็น้อย รูปแบบวิธีการเล่น กับกลยุทธ์ในเกมนี้จะต้องเปิดหน้าเข้าหาทีมชาติไทยมากกว่าปกติ

การเน้นรับคงจะไม่ใช่แนวทางของกุนซือชาวสกอตต์ ไซมอน แม็คเมเนมี อย่างไม่ต้องสงสัย และความ expansive กับระบบ 4-4-2 แบบค่อนข้างจะโบราณของเจ้าถิ่นน่าจะทำให้ อากิระ นิชิโนะ กับลูกทีมพบ “ช่องว่าง” ในสนามให้เจาะอันนำมาซึ่ง “ช่องแสง” สว่างปลายอุโมงค์ได้ง่ายกว่าเกมกับเวียดนาม

2.สถิติต่าง ๆ ที่ว่า “ยากเย็น” ในสนามแห่งนี้ รวมถึงความจุผู้ชมเรือนแสน ควรถูก “ผลักดัน” เป็นแรงจูงใจมากกว่าความ “กดดัน” ที่จะว่าไปแล้ว หากเตะไปเรื่อย ๆ ตามเข็มนาฬิกาติ๊กต๊อก ๆ จนใกล้ 90 นาที ความอึดอัดควรจะอยู่กับเจ้าถิ่นมากกว่าเรา

ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว และสนุกกับมันน่าจะช่วยให้ทัพช้างศึกไม่เพียงแต่ไม่แพ้ แต่น่าจะเก็บ 3 แต้มได้ในเกมนี้ด้วยซ้ำนะครับ

…ข้างต้น คือ การฉายภาพรวมสถานการณ์แบบ “โพสิทีฟ” ที่เราควรเข้าใจตรงกันเสียก่อน และเพื่อปรับ mindset ให้เป็นเรดาห์นำทางที่ถูกต้องในฟุตบอลแมตช์นี้

3.ในส่วนแท็คติกส์ของอินโดนีเซีย หากจะลงรายละเอียดอีกนิด ผม “แอบเชื่อ” ลึก ๆ ว่า เราสบายใจได้ในระดับหนึ่งกับสไตล์บอล 4-4-2 แบบโบราณของแม็คเมเนมี

กล่าวคือ มันก็ “บอลอังกฤษ” ในยุคสมัยเก่าที่อาจไม่เชิงว่าเป็นเพราะตัวตนกุนซือ 100% แต่เพราะความสามารถของนักเตะโดยรวมด้วย แม้จะมีกองหน้าโอนสัญชาติบราซิล หรือลูกครึ่งดัตช์ก็ตามที

แต่ฟุตบอลอิเหนาชุดนี้จะเน้นความ “ไดเร็คต์” หรือบอลทางลึกบิ้วท์ไม่เยอะจากแดนหลังตรงสู่ที่ว่างหลังแบ็คให้กองหน้า และมิดฟิลด์ริมเส้นได้เล่นโดยตรง

เวลารุกจาก 4-4-2 อาจจะปรับเป็น 4-2-4 ซึ่งฟูลแบ็คมักไม่เติม แต่จะใช้การรุกของ 4 ตัวบนชนตรง 4v5 กับเรา (เราจะต้องมีมิดฟิลด์ตัวรับ 1 ตัวลงมาช่วย) และเคาน์เตอร์เพรสซิ่งเอาบอลคืนด้วยความเข้มประมาณหนึ่ง (ไม่เท่า และไม่ดีเท่ากับเวียดนาม)

หรือการรับ และทำการเพรสซิ่งขณะรับมือเกมรุกของคู่แข่งก็ทำได้ดีประมาณหนึ่ง แต่เทียบไม่ได้กับเวียดนาม เฉพาะอย่างยิ่งหากเรา “แกะออก” แดนกลางเราชนะแน่ ๆ ไม่ว่าจะเล่น 4-3-3 แบบเดิม หรือ 4-2-3-1 ตามที่เป็นข่าวก่อนเกมนี้

4.ใช่ครับ การขาด ธิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และพีรดนย์ ฉ่ำรัศมี รวมถึงผลงานในเกมแรกที่เราทำได้ยอดเยี่ยมในเกมรุกแดน 1 และ 2 หรือจากแนวรับสู่แดนกลาง แต่ไม่ดีนักจากแดน 2 สู่แดน 3 หรือกลางสู่หน้า

รวมถึงมีปัญหาสมดุลเกมรับเล็กน้อยหากเสียบอลระหว่างทางให้เวียดนามที่มีตัวรุก 3 ตัว (อินโดฯจะมี 2-4 ตัวขึ้นกับสถานการณ์) น่าจะเป็นการดีกว่าหากเราปรับมาใช้ 4-2-3-1

เพื่ออย่างน้อย “เพิ่มไลน์” หรือชั้นแถวฟุตบอลในการเล่น โดยมีมิดฟิลด์ตัวรับ 2 ตัว (แทนที่จะเป็นแค่ ธนบูรณ์ เกษารัตน์) คอยประคองอีกไลน์หน้าไลน์กองหลัง

เจ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ จะได้เล่นตัวกลางของ “3” หรือ “เบอร์ 10” จริง ๆ โดยมี ศุภชัย ใจเด็ด ยืนกองหน้าเพื่อทำให้บอลไปข้างหน้าสู่แดนสุดท้าย (แดนที่ 3) ของเราดีขึ้น

ซ้ายจะเป็น สุภโชค สารชาติ แน่นอน ขณะที่ด้านขวาไม่ว่าจะเป็น บดินทร์ ผาลา หรือศิวกรณ์ เตียตระกูล ถือว่าได้หมด และทั้งคู่ควรถอยลงมาริมเส้นเพื่อช่วยซ้อนเกมรับก่อนจะถึงฟูลแบ็คเราด้วย คล้าย ๆ กับเป็น 4-5-1 ขณะรับ

ผู้เล่นเกมรับเหมือนเดิมได้นะครับ ยกเว้น ทริสตอง โด ที่เกมรุก 1v1 ไม่ได้เลย และเกมรับไม่เด่นควรถอดให้โอกาสกับคนอื่น เช่น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่ฟอร์มกำลังเด่นกับสโมสรฯ และมีประสบการณ์พอสมควรในเวทีนานาชาติ

เซนเตอร์ฮาล์ฟ ผมยังชอบ มานูเอล ทอม เบียห์ร มากกว่า อดิศร พรหมรักษ์ ด้วยเหตุผลเพราะอดิศรจะพลาดแล้วพรวดเลย และเป็นนักเตะที่พลาดแล้วนำไปสู่การเสียประตูด้วยสถิติสูงสุดของ เมืองทองฯ

ทอม ยังน่าจะได้โอกาสในสนามไม่แฉะ และได้เรียนรู้ร่วมกับพรรษา เหมวิบูลย์ อีกสักนัดด้านหน้ากัปตันทีม ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน

ระบบนี้ จะ “ตอบโจทย์” เรื่องบาลานซ์รุก/รับ ขณะที่ ศุภชัย จะตอบคำถามเรื่องกองหน้า และบอลไปสู่แดนบน โดยที่การเปลี่ยนแบ็คขวาจะทำให้เกมรุก รับ ด้านนี้ดีขึ้นเหมือนฝั่งซ้ายที่ทำได้ดีมากในเกมแรก

5.ประเมินจากทั้ง 4 ข้อข้างต้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกระแสบวกแล้ว นักเตะไทยควร “เอนจอย” มากกว่า “กดดัน” ในเกมนี้กับประสบการณ์ชั้นเลิศอันเป็นบันไดขั้นที่ 2 ของทีมชาติไทยในการคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022

พวกเราแฟนบอลก็ไม่ควรพลาดนะครับ 19.30 น.เวลาไทย และจาการ์ต้านั้นเท่ากันทาง “ไทยรัฐทีวี ช่อง 32” รวมถึงติดตามแวะเข้ามาร่วมคุยผ่านวิเคราะห์หลังเกมจบทันทีจากผมนะครับ

Let’s enjoy the game together ครับ 🙂


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

3 ทางออก…ในวันหัวร้อนเรื่องบอลไทย

SPORTDesk. Team

ทีมฟุตบอลไทย แพ้ เวียดนาม ประมาณฆาตกรรม 4-0 สกอร์ราบคาบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ย้ำด้วยภาพที่ ศุภชัย ใจเด็ด นักเตะดาวรุ่งอันดับ 1 ของไทย ออกหมัดใส่ผู้เล่นเวียดนามจนถูกใบแดงไล่ออกจากสนามช่วงต้นครึ่งหลัง

Feature

5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อน “หงส์” ดวล “เชลซี”

SPORTDesk. Team

บิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์นี้ ลิเวอร์พูล จ่าฝูงพรีเมียร์ลีก จะต้องดวลกับ เชลซี ที่กำลังลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก งานนี้รับรองการันตี ทั้งสองทีมใส่กันไฟแลบแน่นอน เพราะต่างก็มีเดิมพันสูง

Story

“ปืนใหญ่” กับ “ท็อปทรี” ที่ยังวางใจไม่ได้

SPORTDesk. Team

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในช่วงเวลา 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาลทั้ง อาร์เซน่อล, สเปอร์ส, แมนฯยูไนเต็ด และ เชลซี จะขับเคี่ยวแย่งพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกันอย่างสุดชีวิต เพราะจะมีเพียง 2 จาก 4 ทีมในนี้ ที่จะได้สิทธิ์ไปลุยถ้วยใหญ่ของยุโรป