มาติป กับคำตอบสำคัญในการเล่น play out from the back ของลิเวอร์พูล

28 September 2019
2,333 VIEWS

อย่างน้อยใน “ท็อป 8” แมนฯซิตี้ ไม่ติดอันดับการเป็นทีมที่เล่น “ลูกสั้น” จากประตู (สถิติโดยพรีเมียร์ลีก) ในฤดูกาลนี้ 2019/20 ที่เปิดฉากมา 6 นัด ข้อความนี้แสดงให้เห็นอะไร?

อันดับ 1 ในโผ (44 ครั้ง) กลับเป็น อาร์เซนอล ที่เพิ่งโดนแอสตัน วิลล่า “ล่อเป้า” จ่อสังหารจากการพลาดของ โซคราติส

อันดับ 2 ไบร์ทตัน (35)

อันดับ 3 ลิเวอร์พูล (33)

อันดับ 4 นอริช (31)

อันดับ 5 สเปอร์ส (30)

อันดับ 6 แมนฯยูไนเต็ด (29)

อันดับ 7 วิลล่า (22)

อันดับ 8 เชลซี (21)

ข้างต้นคือ สถิติที่ผมจดเอานะ ตอนดูรายการ The Analysis ทาง “ทรู วิชั่นส์” ช่องทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี 2 (ช่อง 602) ที่หากอยู่บ้านไม่มีไรทำก็จะเปิดทิ้งไว้เป็น wallpaper แล้วปิดเสียง

“ลูกสั้น” จากประตู หรือก็คือแท็คติกส์การ play out from the back จากประตูไม่ว่าจะตั้งเตะจากกรอบ 6 หลา หรือขว้างออกมา หรืออื่น ๆ คือ เทรนด์ฟุตบอลปัจจุบันนี้ก็ว่าได้นะครับ

แต่สถิติข้างต้นจะหมายถึงเฉพาะที่อ้างอิงกับกฎใหม่ นายทวารส่งสั้นให้แนวรับที่ปัจจุบันไปยืนในกรอบเขตโทษได้

กฎนี้มีข้อดี คือ ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเล่น play out from the back หรือออก “บอลแรก” จากผู้รักษาประตูมากยิ่งขึ้น เพราะฝ่ายตรงข้ามจะเข้าไปแย่งบอลไม่ได้ในจังหวะแรก

อย่างไรก็ดี คำถาม คือ มันจำเป็นไหม?

คำถามถัดมา คือ หากจำเป็น แล้วมันจำเป็นเพียงใดต้องเล่นแบบนั้นทุกครั้ง?

ผมว่า “คำตอบ” มันอยู่ที่เราไม่ได้เห็น แมนฯซิตี้ ติดอันดับต้น ๆ ข้างบน เพราะเอแดร์สัน มีความหลากหลายในการออกบอล สามารถจิ้มยาว 20 – 30 หรือ 40 หลาได้

คือ โกล์แมนฯซิตี้ ส่งยาวไปฟูลแบ็ค ไปแดนกลาง หรือตรงไป 3-4 ตัวบนได้

ขณะเดียวกัน ด้วยความสามารถของกองหลัง และการเอาตัวรอดของผู้เล่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีไม่กี่ทีมที่จะกล้าเพรสซิ่งแมนฯซิตี้ โดยเฉพาะ high pressing แบบนอริชทำ

เพราะหากทำก็จะโดนแกะได้ และทีนี้ยาว หรือหากทำก็จะยิ่งเปิดพื้นที่หลังแบ็คให้กว้างใหญ่ทำให้ เอแดร์สันยิ่งมีโอกาสเปิดบอลยาวแบบแม่นยำสู่แดนบนทันที

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับแมนฯซิตี้ จึง “หลากหลาย” ในตัวของมันเอง แต่ก็เพราะ “คุณภาพ” และการประยุกต์แท็คติกส์ได้ดี จับทางได้ยาก

ต่างจากทีม เช่น อาร์เซนอล ที่นอกจากจะ “คุณภาพ” ไม่ถึงแล้ว ยังดันทุรังจะเล่นสั้นทุกครั้งอีกด้วย (อันทำให้คู่แข่งยิ่งได้ใจ และรอจ้องจะจ้วง)

กล่าวถึงตรงนี้ อีกตัวอย่าง คือ นอริชที่แพ้ให้เบิร์นลีย์ สัปดาห์ที่ผ่านมา 0-2

ประเด็น คือ ฌอน ไดต์ อ่านว่า นอริชชอบเล่นบอลสั้น Play out from the back ดังนั้นพอเป็นเกมในเทิร์ฟมัวร์ ความกล้าจึงมี เสียงเชียร์จึงได้ พวกเค้าจึง high pressing

และนอริช ซึ่งเคยมีคลิปต่อบอลสั้น และแกะเพรสซิ่งของแมนฯซิตี้ได้ในแมตช์ที่พวกเค้าชนะ (ในบ้านอีกเช่นกันด้วยปัจจัยแวดล้อม) ก็เจองานลำบาก

กล่าวกลับมาคือ คำถามถึง “คุณภาพ” ผู้เล่น และความจำเป็นในการเล่นแท็คติกส์ทุกครั้ง?

เขียนมาถึงตรงนี้ เราลองมาพิจารณาเล่น ๆ ไว ๆ ว่า คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟที่คัดมาเป็น “ตัวอย่าง” มันจะได้ไหมกับการเล่นลูกสั้นจากผู้รักษาประตู

แมนฯซิตี้ อย่างที่ทราบ ๆ กันว่า ขาด ลาปอร์ตไปก็แย่ลงเยอะ แต่แฟร์นันดินโญ่ อาจทดแทนได้

แมนฯยูไนเต็ด ลินเดอเลิฟ เล่นไม่ได้แน่ และจะโดนคู่แข่ง indirect pressing หรือบีบไม่ให้ออกบอลแรกจาก แม็คไกว์ร

สเปอร์ส กำลังมีปัญหาหนักเรื่องสัญญาของทั้ง แฟร์ทองเกน และอัลเดอร์ไวเรลด์ ที่ใจแทบไม่อยู่กับทีม และดาวินซอน ซานเชซ ยังไม่นิ่ง หรือฮวน ฟอยธ์ ก็ยังไม่ได้ ไม่นับการเสียฟูลแบ็คดี ๆ อย่าง ทริปเปียร์ ที่ผลต่อการเล่นวิธีนี้

อาร์เซนอล ขำ ๆ กับ โซคราติส และรุยซ์

เลสเตอร์ ทดแทนได้ดีกับ โซยุนซู เซนเตอร์ฯ เติร์กที่แทบถอดแบบแม็คไกว์ร มายืนคุ่ จอนนี อีแวนส์ ทำให้การเล่นวิธีการนี้สามารถทำได้สมูธ

เชลซี ยังของขาด แต่โชคดีค้นพบ โทโมริ ซึ่ง not bad และคงรอ (ซึ่งก็ยังไม่ดีนัก) รูดิเกอร์ กับคริสเตียนเซ่น

วกมาจบที่ ลิเวอร์พูล (ฮ่า ๆ) เราโชคดีมากที่ มาติป เล่นดีเหลือเกิน เพราะไม่ใช่แค่เล่น “บอลแรก” ได้ดี แต่กลับพาบอล ไปกับบอลขึ้นมาในแดนคู่แข่งได้ด้วย ไม่นับการอ่านเกมได้แบบกองกลาง หรือการสกัดกับเกมรับที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ

หลายครั้งที่คู่แข่ง (เคยคิด) ทำแบบที่จะทำกับแมนฯยูฯตอนนี้ คือ บีบทางอ้อมไม่ให้บอลไปออกที่ ฟาน ไดต์ ทว่าไป ๆ มา ๆ กลับกลายเป็น โจ โกเมซ แจ้งเกิดก่อนเจ็บตามด้วย โจเอล มาติป ที่หากซื้อขายกันตอนนี้วางได้เลยเกิน 50 ล้านปอนด์ แต่ควรมากกว่านั้นหากไม่อายุ 28 ปีแล้ว และลิเวอร์พูลได้มาฟรี ๆ

นี่คือ การได้นักเตะที่ “คุ้มค่า” ที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสรฯ เหมือนที่กำลังพูดถึงกันในตอนนี้

สำหรับเกมนี้ นอกจากให้จับตาดู “บอลแรก” หรือจับตาการเล่น Play out from the back นอกบ้านของลิเวอร์พูล และฟอร์ม มาติปแล้ว เรื่องเดียวที่ผมนึกถึงทีมของเรา ก่อนเดินทางเยือน บรามอลล์ เลน ก็คือ คำพูดของ เยอร์เกน คลอปป์ และเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

คลอปป์ เผย เราต้องไม่คิด และเล่น หรือทำตัวเองว่าเป็น “บิ๊กทีม” ในความหมาย คือ ต้องไม่ประมาท หรือ “ไม่เน้น” เท่าที่ควร และเล่นให้สมกับเกียรติแห่งการเป็นแคนดิเดทแห่งซีซั่นนี้

ขณะที่ เจ้าหนูเทรนท์ บอกถึงการต้องแข่งขัน และดวลกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่า มันทำให้ลิเวอร์พูลต้องเร่งดีดพลัง และฟอร์มตนเองตลอดเวลา หาใช่ไปท้อแท้ แหย หรือทำให้การ dominate หรือชื่อของทีมเรือใบสีฟ้า ตามหลอกหลอน

ในส่วน เชฟฯยูฯ ลองจับตามิดฟิลด์ โอลิเวอร์ นอร์วู้ด ดาราประจำทีม และสถิติน่าสนใจของทีม “ดาบคู่” ซึ่งจะทำได้ 1 ประตูจากโอกาส 2 ครั้งนิด ๆ ดีเป็นอันดับ 2 ในลีกเป็นรองแค่ แมนฯซิตี้ เท่านั้น

การได้เล่นก่อนเป็นคู่แรก ยังไงก็ดีกว่าเล่นภายหลัง และจะเป็นความได้เปรียบ “กดดัน” แมนฯซิตี้ก่อนที่หากชนะตามเป้าก็จะหนีไกลลิบ 8 คะแนนจาก 7 นัด