เกมรับอย่างแชมป์ของ “หงส์” กับการต่อสู้ของ “พอช”

1.

ต้องยอมรับว่า “เกมรับ” คือ กุญแจสำคัญจริง ๆ สำหรับการเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของลิเวอร์พูล

แต่ที่คาดไม่ถึงนัก คือ นี่คือ ความ “สมบูรณ์” ในการเล่นเกมรับแบบละเอียดในทุกมิติชนิดแทบหา “ตำหนิ” แทบไม่เจอในเกมที่ได้อานิสงฆ์จากพระเจ้าเป็นจุดโทษแฮนด์บอลตั้งแต่นาทีแรก

ด้วยสถิติครองบอลเฉลี่ยเพียง 35% ทั้งครึ่งแรก และครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลจึงเป็นกลายเป็นแชมป์ถ้วยสโมสรยุโรปใบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยเรคคอร์ดครองบอลน้อยกว่าคู่แข่ง

และเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์นี้นับจากปี 2010 ที่อินเตอร์ มิลานของ โจเซ่ มูรินโญ่ ทำได้เหนือบาเยิร์น มิวนิค

อย่างไรก็ดี และเป็นอย่างที่ผมได้ “จั่วหัว” คอลัมน์ไว้ว่า แม้สถิติครองบอลจะเป็นรอง จำนวนช็อต on and off target ก็สู้ไม่ได้ (8:3 และ 16:14)

ทว่า “โอกาส” ต่าง ๆ ที่สเปอร์สสร้างสรรค์ได้ และในเชิง dominate เกมการแข่งขันจากการครองบอลที่เหนือกว่ากลับทำได้ไม่เด่นชัด

ตรงข้าม ลิเวอร์พูล ดูจะควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด และเก็บทุกอย่างไว้ใต้ “อุ้งปีก” 

เก็บ แฮร์รี เคน ได้เงียบสนิทเป็นเป่าสากจนเป็นนักเตะ 11 คนแรกที่มีส่วนร่วมกับเกมน้อยที่สุด

ทำให้ ซอน เฮือง-มิน ใช้สปีดไม่ได้, เดลี อัลลี หายตัวไป, คริสเตียน เอริคส์เซ่น หมดสิทธิ์ออกอาวุธ, วิงค์ กับซิสโซโก้ ปั้นบอลแรกไม่ออก, เกมริมเส้นบอดสนิท ขณะที่แนวรับไก่จะโดนเพรสบาง ๆ (แต่เอาอยู่) ในทุกครั้งที่แสดงเจตจำนงจะสร้าง “บอลแรก” ออกจากหลัง

เรียกได้ว่า สเปอร์ส “ตื้อ” ไประดับหนึ่งในเกมไร้ใบเหลืองที่หากจะวัดกันแล้ว สถานการณ์ 1v1 ในแต่ละตำแหน่งลิเวอร์พูลเหนือกว่า

ครั้นพอมารวมเป็นทีม การเล่นเป็นทีมก็เหนือกว่า แม้เกมรุกจะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ดูดีกว่า และเก็บได้ 2 ประตูในจังหวะเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ครับ มันคือ สุดยอด “น้ำทิพย์” ชโลมใจในช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่สุดของทีมจริง ๆ

2.

แน่นอน มันยังเป็น turning points สุดสำคัญของชีวิต เยอร์เก้น คลอปป์ กับ price tag หรือป้ายราคาที่ผู้คนกำลังตราหน้าจากสถิติเข้าไฟนอล 6 ครั้งหลัง และแพ้รวด

เป็นการแพ้กับลิเวอร์พูล 3 ครั้งเข้าไปแล้ว

จนเราเหล่าลิเวอร์พูล “เกลียดมาก” หากจะได้ยินอะไรแบบนี้ 

ชัยชนะครั้งนี้ ในแง่ “จิตใจ” จึงมหาศาลอย่างเหลือล้นต่อคลอปป์ และทุกคน

งานนี้ต้อง “ขอบคุณ” จริง ๆ กับ อลิสซง ที่ทำให้เราลืมเหตุการณ์ปีที่แล้วได้สนิทใจ, ฟาน ไดต์ กับการบัญชาการที่สุดแสนจะวิเศษ

ฟาบินโญ่ กับการเข้ามาในช่วงเวลาของฤดูกาลแบบเหลือเชื่อ และเกมนี้ทำได้ทั้งรุก และรับ และยืนตำแหน่งเอาชนะสถานการณ์ 1v2 ได้นิ่ง ๆ เหนือทั้งอัลลี และเอริคส์เซ่น

มาเน่ กับความทุ่มเทในการลงมาช่วยสร้างสมดุลเกมรับ และทำให้ ซาลาห์ ได้ปลดปล่อยเต็มตัวในเกมรุก และทำให้บาลานซ์ตรงกลางไม่เสียไป เนื่องจากเฮนโด้ต้องขยับจากกลางไปช่วยอุดรูฝั่งขวา

เทรนท์ กับการอ่านเกมจน ซอน ซึ่งตามแผนต้องปักหลักฝั่งนี้ของสนาม ไปไม่เป็น และต้องย้ายไปยืนหน้าคู่ เคน ในครึ่งหลัง

โรเบิร์ตสัน กับจังหวะโต้เร็วทุกครั้งที่มีโอกาสนอกเหนือจากเกมรับ

มาติป กับการสอดซ้อนจัดการ เคน ร่วมกับ VvD แต่เด่นในการออกบอลทางลึกสร้างเกมรุก

เหล่านี้คือ “ภาพหลัก” อันงดงามของเกมรับภายใต้ “ภาพรวม” ที่ทำได้เยี่ยมทั้งทีม และ compact มาก ๆ เมื่อถอยลงมาอีกทั้งก็อุดทุกรูโหว่ในสนามจริง ๆ ตอนเพรสสูงขึ้นแดนบน

ครับ นี่คือ วิธีการรับมือเกมนัดเดียว นัดไฟนอล ได้ปลอดภัยที่สุด และดีที่สุด

ลิเวอร์พูลไม่พลาดเลย และรอคอยโอกาสที่ผ่านเข้ามาทั้งจากตัวเอง และความผิดพลาดคู่แข่งอย่างอดทน

ดังนั้น นี่คือ “ที่สุด” และแห่งที่สุดผลงาน และผลการแข่งขันในเกมระดับนัดชิงชนะเลิศจริง ๆ

3.

ลักษณะการเล่น Pressing ของลิเวอร์พูลในเกม UCL Final 2019 กับสเปอร์ส เราเรียกว่า indirect pressing 

มันไม่ใช่ และไม่จำเป็นต้องเล่น Gegenpressing อันหนักหน่วง หรือพุ่งเข้าหาฝ่ายตรงข้ามคนที่ครอบครองบอลอย่างรวดเร็วในทุกจังหวะ

ดังจะเห็น โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ (109 ครั้ง) และแยน แฟร์ตองเกน (114 ครั้ง) มีส่วนร่วมกับบอลทั้งผ่าน และสกัดสูงสุดเป็น 2 อันดับแรกของสเปอร์ส (รวมทั้งทีม 917 ครั้ง – แฮร์รี เคน ต่ำสุดในบรรดา 11 คนแรก 45 ครั้ง)

ทั้งนี้ก็เพราะ โม ซาลาห์ และไลน์รุกบนร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ จะคุมเพียงห่าง ๆ และไม่ผลีผลามเข้าจู่โจม 2 เซนเตอร์แบ็คตราไก่ หรือฮูโก้ ญอริส ขณะกำลังเล่นบอลแรก ยกเว้นจังหวะมันได้จริง ๆ

2 เซนเตอร์ฯ เบลเยียม จึงได้เปิดบอลไปมา และออกบอลแรกบ่อย ๆ ขณะที่ลิเวอร์พูลเน้นถอยไปคุมเชิง และ compact เกมรับไว้ แต่จะเริ่มบี้จากแดนกลางไม่ว่า แฮร์รี วิงค์ หรือมุสซ่า ซิสโซโก้ จะโรยตัวลงมารับบอล

เกมตลอดครึ่งแรก หรือกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนแรกที่เอา ซอน เฮือง-มิน หุบจากฝั่งซ้ายที่หวังเจาะ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในครึ่งแรกเข้ามายืนกลางตั้งแต่เริ่มครึ่งหลัง สเปอร์สจึงหาโอกาสเล่นบอล “หน้าไลน์” รับลิเวอร์พูลไม่ได้

“หลังไลน์” หรือหลังแนวรับลิเวอร์พูลไปดวลกับ อลิสซง จึงไม่ต้องพูดถึง

เมื่อเป็นแบบนี้ “โอกาสยิง” ของทีมสเปอร์สจึงไม่เกิด แม้จะดูเหมือนเล่นได้ดี และครองบอลได้มาก (65% ทั้งครึ่งแรก และครั้งหลัง)

ตรงกันข้าม ลิเวอร์พูลเมื่อคอนโทรลเกมรับได้ เกมรุกแม้จะดู “ไดเร็คต์” ตรง และเร็วไปเล็กน้อยที่มาเน่ หรือซาลาห์ แต่นั่นก็เพราะมันมีพื้นที่ให้ได้แทงทะลุ และก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไรเนื่องจากจะได้จบ ได้ยิง ได้คอร์เนอร์ ได้ทุ่ม เสียทุ่ม โดยตลอด

อันทำให้มีเวลาได้กลับไป “ตั้งรับ” วนลูปเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ

ผมนับเจอเพียง 2 โอกาสในนาทีที่ 27 ที่ซอน ได้จังหวะโฉบปาดหน้าเทรนท์จากฝั่งซ้ายมารับบอลทะลุ และนาทีที่ 43 จากจังหวะซาลาห์ทำท่าจะหลุดไป แต่โดนอัลเดอร์ไวเรลด์สกัดไว้ และแดนนี่ โรสส์ แกะเพรสซิ่งออกมาให้ อัลลี ลากดวล 3v3 

นอกนั้น ผมถือว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ อลิสซง ไม่ได้ออกแรงนะครับ

4.

อย่างที่เรียนไว้ “พอช” มอง และค่อย ๆ แก้เกมแบบน่าสนใจ เริ่มจากปรับตำแหน่ง ซอน ตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง

ถามว่า ดีขึ้นไหม?

ในแง่การกดดันเกมรับก็ต้องถือว่า สปอร์ส ทำได้ดีขึ้นนะครับ เพราะอย่างน้อย โจเอล มาติป และเวอร์จิล ฟาน ไดต์ ก็จะโดนเพรสพร้อม ๆ กันแทนที่จะมี เคน คนเดียวกับสถานการณ์ 2v1 

ครั้น ยังเจาะแนวรับลิเวอร์พูลไม่ได้ เพราะในระหว่างนั้น เยอร์เก้น คลอปป์ ก็ถอด เฟียร์มิโน่ ที่ไม่สมบูรณ์นักออกแล้วใส่ ดิว็อค โอริกี้ ลงไปกับใส่ความแน่นอนยิ่งขึ้นของ เจมส์ มิลเนอร์ แทนจิจี้ ไวจ์นัลดุม นาทีที่ 58 และ 62 ตามลำดับ

การปรับหนที่ 2 ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ จึงเกิดขึ้น โดย ลูคัส มูร่า แฮตทริกฮีโร่ รอบตัดเชือกลงแทนวิงก์ นาทีที่ 66

เรียกได้ว่า ส่งตัวรุกแทนตัวรับ และขยับ คริสเตียน เอริคส์เซ่น ถอยลงต่ำมาปั้นเกมแทนวิงก์ โดยมูร่าไปเล่นตัวบนแทนเพลย์เมคเกอร์เดนิช 

เกมสเปอร์สดีขึ้น เพราะเอริคส์เซ่น ได้บอลบ่อย ครองบอล ลากเลื้อย และเปิดบอลสวย ๆ ได้มากขึ้น และกดดันพื้นที่หน้าไลน์กองหลังหงส์แดงได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดีครับ สเปอร์สต้องรอจนนาทีที่ 80 จากจังหวะรับบอลของ ซอน ในพื้นที่ว่าง pocket บริเวณ 35 หลาในแดนลิเวอร์พูลแล้วกระชากยิงไกลให้ อลิสซง ได้ออกแรงเซฟครั้งแรกก่อนจังหวะกระดอนจะเป็น มูร่า ที่เกือบแปเข้าเสาไกล แต่โกล์บราซิลก็เซฟได้อีก

จากนั้น “โอกาส” สเปอร์สก็ดูเหมือนจะมากขึ้น ตามด้วยการเปลี่ยน เฟอร์นันโด ญอเรนเต้ มาแทนอัลลี นาทีที่ 82 ยิ่งสร้างความกดดันได้ดีขึ้น (รวมถึงฟรีคิก เอริคส์เซ่น ที่พูดถึงกันมากนาทีที่ 85) กระทั่งมาโดนคอร์เนอร์ และบอลในเฟส 2 ที่มาติปไหลให้ โอริกี้ ยิงหนีห่าง 2-0 นาทีที่ 87 ดับฝันสเปอร์สอย่างสิ้นเชิง

จริง ๆ แล้วช่วงท้ายเกม และทดเจ็บ ทีมตราไก่ยังมีโอกาสอีก 2-3 หนที่ต้องชมเชยว่า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากแฟน ๆ อลิสซง ไม่พลาดเลย

ทั้งนี้หากเกมยังคงเป็น 1-0 ท้ายเกม ลิเวอร์พูลอาจจะ “ไม่นิ่ง” ขนาดนี้ เพราะเริ่มโดนกดดันมากขึ้น ๆ โดยต้องยอมรับว่า 20 นาทีสุดท้าย (4 นาทีหลังส่งมูร่าลงไป) “พอช” ได้พยายามสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นหลายประการ

แต่ก็เหมือน “ประตูแรก” ที่ทำให้ลิเวอร์พูล settle เกมได้เร็ว การได้ “ประตูที่ 2” ทำให้หงส์แดง ตอกตะปูปิดฝาโรงได้สำเร็จในเกมที่ก็ต้องชมเชย “พอช” และสเปอร์สอยู่ไม่น้อยครับ


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

‘Ginga’ ลูกหนังมายากับ ‘ราชาฟุตซอล’

ลูกแม่กิ่ง

คุณเคยเห็นเวทมนต์ไหมครับ? ถ้าเป็นในชีวิตจริงคงแทบไม่มีหรือหากจะมีใครได้เคยเห็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติอยู่บ้างก็คงจะน้อยเต็มที เพียงแต่ผมอาจจะโชคดีที่เป็นหนึ่งในคนที่เคยเห็น

Story

World Cup Diary: Day 5

Mr.BOSTON

การง้างเท้ายิงครั้งแรก ในแมตช์ที่ สวีเดน พบ เกาหลีใต้ เกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 20 นาที ในเกม ซึ่งนานที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก ปี 1966 โดยอันดับ 1 คือเกมที่ เนเธอร์แลนด์ พบ คอสตาริกา ในปี 2014 ที่ 20 นาที 59 วินาที

Thought

“กองเต้” ควรจะอยู่ตรงไหน

ไข่มุกดำ

“กองเต้ควรย้ายกลับมาเล่นที่เดิม ตำแหน่ง holding midfielder ไหม?” เป็นคำถามที่ผมถูกถามบ่อย ๆ นะครับในห้องกลุ่ม LINE ฟุตบอล หรือสนามบอล 7 คนที่ไปเตะ หรือในโอกาสได้มีบทสนทนา football talk กับใครสักคน