“ความหวัง”

ทันทีที่เสียงนกหวีดดังขึ้นจาก เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ทั้งตอนต้นครึ่งแรกที่เจ้าถิ่น นิวคาสเซิล ได้เขี่ยบอลก่อน และเริ่มครึ่งหลังที่ ซาโลมอน รอนดอน เป็น “พัวหอก” พุ่งเข้าชาร์จนักเตะลิเวอร์พูลอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า ราฟาเอล เบนิเตซ และลูกทีม “จัดเต็ม” แมตช์ที่ 37 แห่งฤดูกาลให้ ลิเวอร์พูลขนาดไหน

ครับ นิวคาสเซิล ยังคงเล่นระบบ 5-4-1 เหมือนที่ผมวิเคราะห์ไว้เมื่อวาน แต่หลัก ๆ แล้วถอด จอนโจ้ เชลวี ออกแล้วให้ คี ซอง ยง ลงมาประจำการแทนคู่กับ อิสแซค เฮย์เดน 

โดยมี จามาล ลาสเซลล์ กัปตันทีมเป็นหลักใน 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ และแนวรุกริมเส้นได้ อาโยเซ เปเรซ กับคริสเตียน อัตซู คอยสนับสนุน รอนดอน 

อย่างไรก็ดีครับ ที่ “แตกต่าง” จากนิวคาสเซิลที่ได้เห็นก่อนหน้านี้โดยเฉพาะช่วงลุ้น “หนีตาย” ก็คือ การเติมขึ้นมาของ วิงก์แบ็คทั้ง มานคิโย และริชชี่ ไม่นับ เฮย์เดน จากแดนกลาง

ขณะเดียวกับ เซนเตอร์ฯ อีก 2 คนอย่าง ดัมเมตต์ และชาร์ ยังดันสูงตามประกบ และคอยตัดเกมทั้งมาเน่ กับสเตอร์ริดจ์ ถึงเกือบครึ่งสนาม

ประเด็น คือ แทนที่จะตั้งรับโดยรอนดอน เป็นตัวบนนำทัพถอยขบวนไป compact 11 คนในแดน และเข้าสู่ shape 5-4-1 

หลายจังหวะ รอนดอน หรือเปเรซ “เข้าชน” ทันทีอันทำให้ตัวอื่น ๆ ไล่จนถึง ชาร์ และดัมเมตต์ เข้าชนตาม

การเติมของวิงก์แบ็คทั้ง 2 ฝั่งก็ถือว่า เติมสูง และสมบูรณ์ถึงขั้นได้เห็น วิงก์ฝั่งหนึ่งโยนให้อีกฝั่งหนึ่งในกรอบเขตโทษ

ได้เห็นดัมเมตต์ เติมขึ้นมาออกบอล; ได้เห็น 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ ยืนเรียงถ่างออกเป็น 3-4-3 ตอนรุก

และอื่น ๆ อีกมากมายที่มาพร้อมคำถาม “มรึงจะเล่นจริงจัง

อะไรกันขนาดนั้นวะ!”

เพราะอะไร?

โอเคร เป็นเกมในบ้านนัดสุดท้าย และจะเป็นแมตช์ที่ทั่วโลกจับตา หรืออาจจะเพราะ “คอนเนกชั่น” ของราฟา กับหงส์แดง

หรือเป็นเพราะเล่นแบบไม่กดดัน ไม่ได้ตกชั้น ไม่ได้ไปยุโรป ไม่ได้อะไรใด ๆ จึง “ปลดปล่อย” ได้เต็มพิกัดแบบธรรมชาติ?

อย่างไรก็ดีครับ เราได้เห็นบ่อยครั้งที่ แมตช์ซึ่งเหมือนไม่มีความหมายแบบนี้ นักเตะจะเล่นแบบใจอยู่บน “ชายหาด” หรือสมองนึกถึง “ซัมเมอร์ ฮอลิเดย์”

แต่นิวคาสเซิลไม่ใช่ แถมยังมีส่วนในการบันดาลเกมนัดนี้ให้ยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี เสมือนยุค 90s ที่ “คิงเคฟ” เควิน คีแกน นำทัพ ทูน อาร์มี ปะทะลิเวอร์พูล เลยทีเดียว

ข้าน้อย ขอ “คารวะ” เลยครับ

ลิเวอร์พูล ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะการเอาชนะท้ายเกม 3-2 เหนือทีมที่ “มาเต็ม” แบบที่อธิบายไว้ข้างต้น พิสูจน์แล้วอีกครั้งว่า ฤดูกาล คือ ความสำเร็จ

94 แต้ม และอาจจะเป็น 97 คะแนนที่ไม่ได้แชมป์แรกที่รอคอย 29 ปีมันได้ถูกแสดงให้เห็นผ่านเกมนี้อีกครั้ง

การได้เห็นทีมฟุตบอล กุนซือ นักเตะ และแฟนบอล “รวมพลัง” การต่อสู้จนวินาทีสุดท้าย หรือเกมนี้ต้องรอจนนาทีที่ 87 ไม่จำเป็นต้องหาคำพูดใด ๆ มาบรรยาย

เกมกับ บาร์เซโลน่า กลางสัปดาห์ และวูลฟ์ส สุดสัปดาห์หน้าที่ “แอนฟิลด์” ก็จะไม่แตกต่างกัน

เราจะ #YNWA ไปด้วยกันต่อไปตราบใดที่ยังสามารถสะกดคำว่า “ความหวัง” ได้

แม้มันจะเหลือเพียง “น้อยนิด” ก็ตามทีครับ


MOST POPULAR

RELATED POSTS

Thought

เลือกสงบ จบที่โซลชา

มาริโน่

หลังควานหา “คนนอก” นับตั้งแต่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล้างมือในอ่างทองคำเมื่อเกือบ 6 ปีก่อน ในที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็หันกลับมาเลือก “คนใน” เป็นกุนซือถาวรครั้่งแรก

Story

D-Day เนย์มาร์

ลูกแม่กิ่ง

ในบรรดาการซื้อขายผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนนี้ ไม่มีดีลไหนใหญ่กว่าการเจรจาเพื่อดึง เนย์มาร์ กลับสู่ บาร์เซโลนา อีกครั้ง

Story

โซลชา : ผมขอโทษแฟนแมนฯยูไนเต็ด

SPORTDesk. Team

ความพ่ายแพ้ที่กูดิสัน ปาร์ค ด้วยจำนวนสกอร์ 0-4 ที่แมนฯยูไนเต็ดต้องเผชิญหน้าและต้องยอมรับกับความเจ็บปวด